“นางฟ้า” จากแดนไกล เพื่อผู้ยากไร้ในคลองเตย

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
แม่ชีคาทอลิกคนหนึ่งยอมทิ้งชีวิตที่สะดวกสบายในออสเตรเลียมาทำงานในสลัมคลองเตยถึง 25 ปี

ความทุกข์ยากลำบากของคนชนบทที่เข้ามาอาศัยในชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ เมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ทำให้แม่ชีคาทอลิกคนหนึ่งยอมทิ้งชีวิตที่สะดวกสบายในออสเตรเลียมาทำงานในสลัมคลองเตยถึง 25 ปี ก่อนกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดในวัยย่างเข้าเลขเก้า

ท่ามกลางความเงียบสงบใต้ฟ้าใสในหมู่พุ่มไม้สีเขียว และดอกแกรวิเลียสีชมพูสด หญิงสูงวัยร่างท้วมในชุดเสื้อแขนสั้นและกระโปรงสีฟ้า เปิดประตูคอนแวนต์ต้อนรับ พร้อมกับคำทักทายอันอบอุ่นว่า "Come in, God bless you!" (เข้ามาเลย ขอพระเจ้าอวยพร) สร้อยคอรูปไม้กางเขนสีเงินของเธอเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเกือบตลอดชีวิตที่ผ่านมา ซิสเตอร์โจน อีแวนส์ เป็นผู้ที่ได้อุทิศตนเพื่อการศึกษาและผู้ยากไร้นับไม่ถ้วน จนกระทั่งทุกวันนี้ แม้จะเกษียณแล้ว แต่เธอไม่เคยหยุดที่จะเป็นตัวอย่างเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น

ชื่อของ "ซิสเตอร์โจน อีแวนส์" มักจะถูกพูดถึงพร้อมกับงานการกุศลที่เรียกว่า "มิลค์รัน" และ "ไรซ์รัน" หมายถึงการนำนมผงสำหรับเด็กทารกและข้าวสาร สลับกันไปแจกทุกสัปดาห์ ในชุมชนท่าเรือคลองเตยหรือชุมชนโรงหมู ซึ่งเธอเรียกว่าบ้าน มาถึง 25 ปี

Image copyright Clare Patchimanon

แม้ปีนี้เหตุผลด้านสุขภาพจะทำให้ต้องตัดสินใจย้ายกลับไปออสเตรเลีย แต่ซิสเตอร์ก็ยังยินดีที่จะเล่าถึงความประทับใจเกี่ยวกับประเทศไทย ผ่านการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ที่คอนแวนต์ในย่านมอสแมนพาร์ค เมืองเพิร์ท รัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลีย โดยเกือบตลอดเวลาในมือของเธอกำสมุดภาพที่ได้รับเป็นของขวัญจากชาวชุมชนชุมชนโรงหมูเอาไว้แน่น

"ปี 1988 ฉันเดินทางไปประเทศไทยเป็นครั้งแรกในชีวิต เพื่อเข้าร่วมการประชุมกับนักบวชคาทอลิก ตอนนั้นได้ฟังปาฐกถาในหัวข้อความยากจน และได้ไปลงพื้นที่ในชุมชนโรงหมู"

การศึกษาดูงานที่ประเทศไทย ทำให้ซิสเตอร์ได้เห็นปัญหาผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงที่จังหวัดกาญจนบุรี ความแห้งแล้งในภาคอีสาน ไปจนถึงชีวิตที่ยากลำบากของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ภาพเหล่านั้นติดอยู่ในความทรงจำของซิสเตอร์ ขัดแย้งกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเธอที่ออสเตรเลีย จนต่อมาอีก 3 ปี ซิสเตอร์โจน ตัดสินใจเกษียณอายุงานก่อนกำหนด เพื่อเปลี่ยนชีวิตจากอาชีพครูโรงเรียนมัธยมในย่านผู้มีฐานะ จากหนังสือ กระดานดำ วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภูมิศาสตร์ มาเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้ชาวไทย

Image copyright Joan Evans
คำบรรยายภาพ เด็กชาวชุมชนโรงหมูที่อยู่ในบัญชีรายชื่อมิลค์รัน จะได้รับแจกนมผงทุกๆ 2สัปดาห์

"ตอนนั้นฉันสวดภาวนา และได้ยินคำว่าโรงหมู (หัวเราะ) คือพระเจ้าไม่ได้พูดมาเป็นเสียงจริง ๆ หรอกนะ แต่ฉันรับรู้ได้"

มนุษย์ทุกคนช่างสวยงาม

เส้นทางแห่งการเป็นที่ยอมรับไม่ได้ราบรื่น ในตอนแรกซิสเตอร์ถูกมองว่าแปลกแยก เนื่องจากเธอเป็นชาวต่างชาติที่พูดภาษาไทยไม่ได้เลย ทำให้ต้องเข้าเรียนภาษาไทยถึง 8 เดือน ระหว่างนั้นเธอสลับที่อยู่ระหว่างคอนแวนต์กับห้องพักใกล้กับโรงเรียนสังกัดกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งในย่านชุมชนโรงหมู ซึ่งการใช้ชีวิตอยู่ในย่านนั้นจากมุมมองของคนต่างชาติ ยิ่งทำให้เธอเล็งเห็นสิ่งที่ขาดหายไป ส่วนชาวชุมชนก็ได้ใช้เวลาหลายเดือน ทำความคุ้นเคยกับภาพของนักบวชคาทอลิกชาวออสเตรเลีย ที่เดินผ่านไปมาหน้าบ้านของพวกเขาพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นมิตร

เมื่อมองย้อนกลับไป ซิสเตอร์ยอมรับว่าย่านมอสแมนพาร์ค แตกต่างกับชุมชนโรงหมูทั้งในแง่สภาพสังคมและระดับการศึกษา จากย่านที่มีโรงเรียนเอกชนค่าเทอมหลักแสนบาท เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์การเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวก มองเห็นวิวสวยหรูของอ่าวมอสแมนจากเนินเขา มาอาศัยอยู่ท่ามกลางครอบครัวที่พ่อต้องโทษจำคุกเพราะค้ายาเสพติด ชีวิตของผู้หญิงขายบริการที่พอซิสเตอร์เดินผ่านก็จะหนีไปหลบหลังรถบรรทุก และความเป็นอยู่ของเด็กทารกที่ต้องอดมื้อกินมื้อเนื่องจากแม่วัยใสไม่มีเงินซื้ออาหารประทังชีวิต

ทั้งที่คนทั่วไปอาจจะรู้สึกว่านี่คือความแตกต่างธรรมดาที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่ซิสเตอร์กลับมองว่าเปรียบเสมือนแรงบันดาลใจ และความท้าทายให้เธอทำหน้าที่คุณครูผู้ให้ ได้มากกว่าครั้งไหนที่เป็นมา

"ชีวิตที่นี่ต่างจากที่โรงหมู แต่ฉันก็รับได้อย่างนั้น เพราะมนุษย์ทุกคนช่างสวยงาม"

Image copyright Joan Evans
คำบรรยายภาพ ซิสเตอร์โจน มอบความช่วยเหลือ และดูแลติดตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิด

หลังจากเริ่มใช้ภาษาไทยได้คล่อง ซิสเตอร์โจน ก็รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปทำความรู้จักกับชาวชุมชนเพื่อหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ หลายครอบครัวมีเธอเป็นที่พึ่งในช่วงเปิดภาคเรียน ทั้งเรื่องเงินค่าเทอม ค่าหนังสือ ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน ซึ่งเงินบริจาคสนับสนุนงานด้านการกุศลของซิสเตอร์ส่วนใหญ่ มาจากลูกศิษย์ที่เธอเคยสอนที่ออสเตรเลีย โดยซิสเตอร์เก็บบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด จนในที่สุดเธอก็เป็นที่ยอมรับ และตัดสินใจย้ายเข้าไปเช่าบ้านไม้ 2 ชั้นอยู่ในตรอกของชุมชนท่าเรือคลองเตย ท่ามกลางผู้ที่ยังต้องการโอกาสทางสังคมซึ่งเธอรักเสมือนครอบครัว

Image copyright Clare Patchimanon
คำบรรยายภาพ ซิสเตอร์โจน เช่าบ้านไม้ 2 ชั้นในสลัมคลองเตยเป็นที่พักและที่ทำงานมากว่า20 ปี

มิลค์รัน และไรซ์รัน

นอกจากจะเป็นที่พึ่งเรื่องเงินบริจาคแล้ว ซิสเตอร์โจน ยังเป็นที่พึ่งในแทบจะทุกปัญหาของชาวชุมชุนโรงหมู ตั้งแต่คนเจ็บไปจนถึงผู้ที่สิ้นหวัง

"มีคนมาตามฉันไปช่วยหญิงสาวคนหนึ่งที่ติดเหล้า และถูกสามีไล่ออกจากบ้าน พอไปถึงก็พบว่าเธอนั่งอยู่ท่ามกลางถังขยะในสภาพกำลังจะหมดลม ตามตัวมีมดไต่เต็มไปหมด ฉันก็รีบไปตามลูกศิษย์ที่โบสถ์ร่วมฤดี แต่เขาไม่อยู่ จึงคุยกับซิสเตอร์ที่นั่น และตัดสินใจว่าจะพาเธอขึ้นแท็กซี่ไปโรงพยาบาลกันเอง"

ซิสเตอร์โจน ตามไปเยี่ยมหญิงคนดังกล่าวทุกวัน เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จนกระทั่ง "เธอดูสบายขึ้น ตามตัวไม่มีมดไต่แล้ว" แต่สุดท้ายแพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตหญิงคนนั้นเอาไว้ได้

เหตุการณ์นั้นเป็นแรงผลักดันให้ซิสเตอร์โจน หันมาส่งเสริมเด็กและเยาวชน เพราะเชื่อว่าหากเด็กมีสุขภาพแข็งแรง มีการศึกษา ก็จะสามารถหางานทำ เพื่อช่วยให้ครอบครัวหลุดพ้นจากปัญหาสังคมและความยากจนได้

ถ้าแปลเป็นภาษาไทยตรงตัว "มิลค์รันและไรซ์รัน" ก็คือการวิ่งซื้อนมผงและข้าวสาร นั่นเอง โดยซิสเตอร์โจนจะนำเงินบริจาคที่เธอได้รับไปซื้อ 2 สิ่งนี้เพื่อมาสลับกันแจกทุกสัปดาห์ ตามรายชื่อผู้รับในบัญชีที่เธอเก็บไว้อย่างละเอียด เพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้าของผู้รับความช่วยเหลือได้

Image copyright Joan Evans
คำบรรยายภาพ เด็กบางคนที่ผู้ปกครองไม่มีเงินพอไปพบแพทย์ ซิสเตอร์โจน จะพาไปเองและดูแลค่าใช้จ่ายให้

นอกจากนี้ ซิสเตอร์ยังจัดสรรเงินบริจาคส่วนหนึ่ง เอาไว้ช่วยค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่เจ็บป่วยด้วย

"มีพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่ง พ่อเขาเป็นเอดส์ ลูกคลอดออกมาก็ติดเชื้อและเสียชีวิตไปก่อน จากนั้นแม่ก็ตาย ตามมาด้วยพ่อ... พวกเขาเป็นคนดี ฉันก็พยายามช่วย เพียงน้อยนิดเท่าที่จะทำได้ แต่เท่านั้นเขาก็ดีใจแล้ว"

มิโลส บัง หนึ่งในอาสาสมัครที่มาสานต่องานการกุศลของซิสเตอร์โจน กล่าวว่า "ซิสเตอร์ต่างจากนักสังคมสงเคราะห์คนอื่น ตรงที่เธอได้รับการยอมรับว่า เป็นคนในชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่มาแจกของแล้วจากไป"

Image copyright Clare Patchimanon
คำบรรยายภาพ ผู้รับบริจาคทุกรายจะมีบัตรรับของประจำตัว เพื่อติดตามความพัฒนาการ

บ้านเก่าที่ซิสเตอร์เคยอาศัยอยู่ในชุมชนโรงหมูมาเป็นเวลากว่า 20 ปี กำลังได้รับการซ่อมแซม หลังจากถูกไฟไหม้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อให้คนอื่นได้เข้ามาอาศัยอยู่ต่อไป แต่ที่ประตูบ้านของซิสเตอร์ ยังคงมีภาพนกพิราบแห่งสันติภาพอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านในมีเพียงโต๊ะทำงานเก่า เก้าอี้ ตู้เย็น อ่างล้างจาน และเตียงนอนที่อยู่ชั้นบน รวมถึงยังคงเผชิญกับปัญหาน้ำขัง และขยะที่ลอยติดมา เช่นเดียวกับที่ทุกคนในชุมชนโรงหมูต้องอดทนต่อไป

"มีหลายช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข เกือบจะตลอดเวลา เพราะคนที่ป่วยหรือกำลังจะตาย เขาก็ยังหัวเราะได้ ยังรักกันและกันได้ และรักลูกหลานของพวกเขา ซึ่งสำหรับฉัน สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่เด็กได้ไปโรงเรียน"

Image copyright Clare Patchimanon
คำบรรยายภาพ นายมิโลส บัง และอาสาสมัครคนอื่นๆ สานต่องานการกุศล ภายใต้ชื่อกลุ่ม Presentation Slums Mission Bangkok

ทุกวันนี้ซิสเตอร์โจน อีแวนส์ กลับไปใช้ชีวิตอยู่คอนแวนต์ในโรงเรียนที่เธอเคยสอน ท่ามกลางการดูแลอย่างใกล้ชิดของเพื่อนนักบวช และลูกพี่ลูกน้องที่อยู่บ้านใกล้กัน เธอเพิ่งฉลองวันเกิดครบรอบ 85 ปี เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา และยังคงเก็บสมุดภาพซึ่งเป็นของขวัญอำลาจากชาวชุมชนไว้ไม่ห่างตัว ส่วนงานด้านการกุศลที่เธอเป็นผู้ก่อตั้ง ยังคงเดินหน้าต่อไป ด้วยแรงใจและแรงกายของเหล่าอาสาสมัคร ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้สัมผัสกับพลังแห่งการให้ของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสุขเพียงเพราะได้ช่วยหยิบยื่นโอกาสให้กับสังคมเล็กๆ ของชาวชุมชนที่เธอรัก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง