"ซุปหูฉลาม" ความอร่อยที่แลกมาด้วยล้านชีวิต

หูฉลาม Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ จากรายงานของ FinFreeThailand ร้านอาหารย่านเยาวราชสามารถขายซุปหูฉลามได้เดือนละ 20,000 ชาม

แม้ช่วงที่ผ่านมา มีการรณรงค์ให้คนยุติการรับประทานหูฉลาม แต่ยังไม่ได้ผล เพราะคนไทยยังต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มรณรงค์ต่อต้านออกมาระบุ นี่เป็นสัญญาณน่าเป็นห่วงต่อประชากรฉลามโลก

องค์กรไวล์ดเอดเปิดเผยวันนี้ (18 ก.ค.) ว่า คนไทยยังคงบริโภคหูฉลามอย่างแพร่หลาย โดยจากผลการสำรวจร่วมกับบริษัทวิจัย แรพพิด เอเชีย ในหัวข้อ "ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย" พบว่า ผู้ตอบคำถามส่วนใหญ่ร้อยละ 72 รับประทานหูฉลามบ่อยคร้ังมากที่สุดในงานแต่งงาน ขณะที่ร้อยละ 61 รับประทานในงานรวมญาติ ส่วนร้อยละ 47 เกิดขึ้นในงานเลี้ยงทางธุรกิจ

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามทางออนไลน์กว่าร้อยละ 61 บอกว่ายังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต เพียงเพราะความอยากรู้ อยากลอง และเคยได้ยินมาว่าหูฉลามมีรสชาติดี

การสำรวจนี้ความคิดเห็นนี้เกิดขึ้นระหว่างเดือน ธ.ค. 2559-2560 โดยสุ่มตัวอย่างประชาชน 866 คนที่อาศัยในเขตตัวเมืองในแต่ละภูมิภาค

คนไทยกับการกินหูฉลาม

57%

คนไทยเคยกิน

61%

อยากกินในอนาคต

  • 3 งานเลี้ยงที่นิยมกินหูฉลามมากที่สุด

  • - งานแต่ง 72%

  • - งานรวมญาติ 61%

  • - งานเลี้ยงธุรกิจ 47%

WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

นายจอห์น เบเกอร์ กรรมการผู้จัดการองค์กรไวล์ดเอด บอกว่า "เป็นธรรมดาที่งานแต่งงานที่เจ้าภาพจะต้องมอบอาหารที่ดูแพงเป็นสิ่งต้อนรับแขก" อย่างไรก็ตามถือเป็นสิ่งที่องค์กรไวล์ดเอดจะต้องหาทางร่วมมือกับกลุ่มร้านอาหาร โรงแรมรวมไปจนถึงกลุ่มธุรกิจรับจ้างจัดงานแต่งงาน (Wedding Planner) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เรื่องนี้

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ บีบีซีลงพื้นที่ย่านเยาวราชพบว่า ราคาขายซุปหูฉลามมีหลายขนาดหลายราคาขึ้นอยู่กับคูณภาพของวัตถุดิบ โดยราคาสูงสุดที่ขายชามละ 1 หมื่นบาท

สำหรับกลุ่มคนทั่วไป นายเบเกอร์กล่าวว่า จากการสำรวจขององค์กรพบกว่ามีร้านอาหารอย่างน้อย 100 แห่งในกรุงเทพฯ ที่ยังคงจำหน่ายซุปหูฉลาม ซึ่งมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 300-4,000 บาทต่อชาม

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ความต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคตเกิดขึ้นเพียงเพราะความอยากรู้อยาก อยากลอง และเคยได้ยินมาหูฉลามรสชาติดี

นอกจากกลุ่มไวล์ดเอดแล้ว ยังมีกลุ่มเอ็นจีโออีกกลุ่มคือ กลุ่มฟินฟรีประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดทำรณรงค์ให้โรงแรมและภัตตาคารต่างๆ ให้ยุติการให้บริการเมนูที่มีส่วนผสมจากหูฉลาม ด้วยการจัดทำบลูลิสต์ (Blue List) เพื่อรวบรวมกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นกลุ่มธุรกิจบริการดำน้ำ ซึ่งทำการรณรงค์มาตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันมีโรงแรมเข้าร่วม 202 แห่ง ซึ่งระยะหลังเน้นการให้ความรู้ด้านนี้กับสถานศึกษา

ไทยมีแนวโน้มเป็นผู้ส่งออกหูฉลามอันดับ 1 ของโลก

องค์กรไวล์ดเอดเปิดเผยตัวเลขการค้าผลิตภัณฑ์จากหูฉลามในประเทศ ว่าไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นี้รายใหญ่ของโลก เทียบเท่ากับฮ่องกง ซึ่งประสบปัญหาความต้องการบริโภคหูฉลามลดลง เพราะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ให้ความสนใจรับประทานอาหารประเภทนี้เหมือนคนจีนรุ่นก่อน โดยการสำรวจในจีนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 80% บอกว่าจะเลิกรับประทานหูฉลาม ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการรณรงค์อย่างหนักจากกลุ่มที่ต่อต้านการบริโภคหูฉลามในจีน ซึ่งรวมทั้งองค์กรไวล์ดเอด ซึ่งใช้ผู้มีชื่อเสียงโฆษณาร่วมแคมเปญยุติการบริโภค เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสื่อสาร

Image copyright Getty Images
ปริมาณ-มูลค่าการส่งออก/นำเข้าหูฉลามในไทย
รายละเอียด 2555 2556 2557 2558 2559
ปริมาณการส่งออก(ตัน) 5454.33 3891.61 4049.72 5043.27 4028.71
มูลค่าการส่งออก(ล้านบาท) 838.68 638.78 573.34 675.41 549.32
ปริมาณการนำเข้า(ตัน) 105.85 51.31 92.24 123.17 79
มูลค่าการนำเข้า(ล้านบาท) 32.41 14.28 28.62 29.27 20.02

ที่มา:ศูนย์อัจริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร

จากข้อมูลของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารของสถาบันอาหาร ระหว่างปี 2555-2559 ประเทศไทยส่งออกครีบ ปลาฉลาม และหูฉลามแปรรูปมากกว่า 22,467 ตัน และนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันมากกว่า 451.57ตัน โดยในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว ไทยส่งออกมากกว่า 5,000 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณผลิตภัณฑ์หูฉลามแปรรูปที่ฮ่องกงนำเข้าในปีเดียวกัน

นายเบเกอร์ชี้ว่า หากพิจารณาข้อมูลดังกล่าว อาจจะกล่าวได้ว่าไทยกลายเป็นผู้ส่งออกหูฉลามแปรรูปอันดับหนึ่งของโลกแทนฮ่องกง

ยกให้เป็นปัญหาระดับภูมิภาค

นายศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพและนักวิจัยด้านนิเวศวิทยาทางทะเล บอกว่า ปัญหาเกี่ยวกับหูฉลามในเมืองไทยคือ การประมงของไทยเป็นแบบไม่เลือกชนิด เป็นการใช้อวนลากที่จับทุกอย่างขึ้นมา ฉลามไม่ใช่สัตว์ที่ชาวประมงจงใจล่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจ แต่เป็นสิ่งที่ติดมากับอวน ปัญหาคือการที่มีการจับฉลามมาเป็นจำนวนมาก เกินกว่าที่ธรรมชาติจะสามารถทดแทนขึ้นมาได้

"จากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่น่าแปลกว่าไทยนำเข้ามาน้อย แต่ทำไมมีปริมาณการส่งออกมาก" นายศิรชัยกล่าว

ข้อมูลของเครือข่ายพิทักษ์ฉลามในประเทศไทย ชี้ว่ามีฉลาม 13 สายพันธุ์ที่พบเห็นเป็นครั้งคราวในน่านน้ำไทย ได้แก่ ฉลามครีบเงิน ฉลามหูดำ ฉลามครีบดำใหญ่ ฉลามปะการังครีบขาว ฉลามเสือ ฉลามกบลาย ฉลามกบ ฉลามกบเทา ฉลามเสือดาว ฉลามพยาบาลและฉลามวาฬ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ (แฟ้มภาพ) ประเทศไทยส่งออกครีบ ปลาฉลามและหูฉลามแปรรูปมากกว่า 22,467ตัน

อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย จึงทำให้ไม่มีการควบคุมการล่าหรือการค้า แม้ว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาที่กำหนดให้ ฉลามวาฬเป็นสัตว์สงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 แล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่มีผลบังคับใช้

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริโภคหูฉลาม

  • ทุกปีฉลามถูกฆ่า 100 ล้านตัว

  • ทุกสัปดาห์มีฉลามถูกฆ่า 1.9 ล้านตัว

  • ทุกสัปดาห์ยอดขายซุปหูฉลามในเยาวราช 2 หมื่นชาม

  • ยังมีร้านอาหารขายหูฉลามในกรุงเทพฯ อย่างน้อย 100 แห่ง

Getty Images

นายศิรชัย แนะนำอีกว่าปัญหานี้รัฐบาลไทยประเทศเดียวอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากปัจจุบันการทำประมงเกิดขึ้นในน่านน้ำหลายประเทศ ทางที่ดีแต่ละประเทศต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา มีการลาดตระเวนการทำประมงที่ไม่ถูกต้องร่วมกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง