ทิลเลอร์สันเยือนไทย: เรา กับ เขา หวัง อะไรกัน

Image copyright Getty Images

สหรัฐอเมริกา และ ไทย คาดหวังอะไรจากการเยือนกรุงเทพฯ ในวันอังคารนี้ (8 ส.ค.) ของ นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รมว. ตปท. สหรัฐฯ เขาคือ เจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีว่าการคนแรกของรัฐบาลอเมริกันที่มาเยือนไทยหลังรัฐประหาร 2557

ความคาดหวังฝั่งอเมริกัน

กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ แถลงในเอกสารว่าการเยือนประเทศไทยของนาย ทิลเลอร์สันในวันที่ 8 ส.ค. นี้ เพื่อ ถวายบังคมพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่นักการทูตรายหนึ่งกล่าวกับ บีบีซีไทย ว่า รัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อยากจะให้ความสัมพันธ์กับประเทศไทยมี "ความหมายในเชิงยุทธศาสตร์" มากกว่าที่ผ่านมา ให้สอดรับกับสถานการณ์ของภูมิศาสตร์ทางการเมืองในภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนไป

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายทิลเลอร์สัน (กลาง) พบกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย (ขวา) รมว.ตปท. ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์

สิ่งที่นักการทูตใหญ่จากวอชิงตันจะบอกกับผู้นำรัฐบาลทหารของไทย คือ สหรัฐฯ อยากให้ความเป็นพันธมิตรแบบมีพันธสัญญาหรือ treaty ally (ซึ่ง ไทย เป็น 1 ใน 5 ชาติในเอเชีย-แปซิฟิกที่มีกับสหรัฐอเมริกา) มีความหมายต่อสถานการณ์ที่สหรัฐฯ กำลังจะแข่งขันทางอำนาจกับจีนและจัดการกับปัญหาสำคัญในภูมิภาคที่สำคัญ 2 เรื่องคือ คาบสมุทรเกาหลีและทะเลจีนใต้ ซึ่งมีจีนเป็นผู้เล่นสำคัญทั้งคู่

"เข้าใจว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะฝากคำพูดบางประการมาหาผู้นำไทยด้วยเพื่อจะยืนยันว่า คำเชิญทางโทรศัพท์เมื่อเดือนเมษายนตอนที่ทรัมป์รับตำแหน่งครบ 100 วันนั้นเป็นเรื่องจริงจังมากว่าเชิญเพื่อนไปกินข้าวกลางวัน" นักการทูตผู้นี้กล่าว

พันมิตรที่เก่าแก่

เว็บไซต์ของกระทรวงต่างประเทศของไทย ระบุว่า ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์มายาวนาน โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2376 จากที่ทั้งสองฝ่ายมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยในปีดังกล่าว ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน ของสหรัฐฯ (ดำรงตำแหน่งปี 2372-2380) ได้ส่งนายเอ็ดมันด์ โรเบิตส์ เป็นเอกอัครราชทูตเดินทางมายังกรุงเทพฯ พร้อมทั้งนำสิ่งของมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ซึ่งรวมถึงดาบฝักทองคำที่ด้ามสลักเป็นรูปนกอินทรีและช้าง และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้พระราชทานสิ่งของตอบแทนซึ่งเป็นของพื้นเมือง เช่น งาช้าง ดีบุก เนื้อไม้ และกำยาน เป็นต้น โดยภารกิจสำคัญของนายโรเบิตส์ คือการเจรจาจัดทำสนธิสัญญาทางการค้ากับไทย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ไทย-สหรัฐฯ มีสายสัมพันธ์มายาวนาน

ทั้งโอบ ทั้งตี

หลังการโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในไทยเมื่อ 22 พ.ค. 2557 รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา สั่งระงับความช่วยเหลือด้านการทหารแบบให้เปล่าแก่ไทย ระงับการเยือนในระดับรัฐมนตรีว่าการฯ ขึ้นไป แต่ยังคงระดับความร่วมมือทางการทหาร ด้านการซ้อมรบ และขายอาวุธ และเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันโอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร และนายกรัฐมนตรี จัดการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วเพื่อคืนอำนาจสู่รัฐบาลพลเรือน

Image copyright Getty Images

รัฐบาลทหารของไทย กลับไม่ให้ความสนใจมากนัก หันมาให้ความสำคัญกับรัฐบาลจีนมากขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ และการทหาร ในขณะที่โลกเผชิญกับภัยคุกคามของการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ จนทำให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันกลับมาให้ความสนใจไทยมากขึ้น

สายตรงจากวอชิงตัน

สามเดือนเศษ หลังรับตำแหน่งเป็นทางการ ทรัมป์โทรหา พล.อ.ประยุทธ์ และ นายลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ เชิญให้มาเยือนวอชิงตัน เพื่อกระชับสัมพันธ์และขอการสนับสนุนในศึกพิพาทกับเกาหลีเหนือ

คำเชิญดังกล่าว ทำให้ฝ่ายไทยพยามขอไปเยือนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่วอชิงตันเห็นว่า ข้อเสนอนี้เป็นอาการ "ใจเร็วด่วนได้" หรือ "jump the gun" เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้เตรียมการอะไรเลย

"เราอยากให้ผู้นำทั้งสองประกาศอะไรสักอย่างที่มีความหมายทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภูมิภาคตอนพลเอกประยุทธ์ไปเยือน...ไม่ใช่แค่ไปกินข้าวกันสักมื้อแล้วก็กลับ"

"สองคน ยลตามช่อง" เกาหลีเหนือ

การตอบสนองของไทยเรื่องเกาหลีเหนือแบบ "เสียไม่ได้" และการซื้ออาวุธจากจีนอย่างขนานใหญ่ ทำให้วอชิงตันตีความว่า ไทยมุ่งหน้า "เล่นไพ่จีน" แม้ว่าฝ่ายไทยโต้แย้งเสมอว่า การคว่ำบาตรของไทยต่อเกาหลีเหนือคงไม่ช่วยอะไรได้มากนัก เพราะมีแต่ "ล็อกซ์เล่ย์" เท่านั้นที่ไปลงทุนในเกาหลีเหนือ ทั้งมูลค่าการค้าสองฝ่ายก็เพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่สหรัฐฯ มองเห็นคือ ไทยผูกพันและค้าขายกับจีนมากและการค้าของเกาหลีเหนือ 90 เปอร์เซ็นต์นั้นผูกพันอยู่กับจีน

"ถ้าประเทศที่ค้าขายกับจีนแสดงท่าทีชัดเจนว่า จะไม่ทำธุรกิจกับบริษัทของจีนที่ทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือด้วย มาตรการแบบนั้นจะส่งผลต่อเกาหลีเหนือได้อย่างแน่นอน" ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกาหลีเหนือรายหนึ่งกล่าว และว่า นั่นคือสิ่งที่วอชิงตันคาดหวังว่าพันธมิตรอย่างไทยจะทำ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นับการรัฐประหารในปี 2549 การค้าขายอาวุธระหว่างไทย-สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 960 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการซื้อ เฮลิคอปเตอร์ UH60 แบล็กฮอร์ค จากสหรัฐฯ

นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 การค้าขายอาวุธระหว่างไทยและสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 960 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ประกอบไปด้วย เฮลิคอปเตอร์ UH60 แบล็กฮอร์ค, ฮ.UH 72 ลาโกตา, ขีปนาวุธ ESSM, ปรับปรุงเครื่องบิน F-16, เรือเอนกประสงค์และตอปิโดว์ แม้แต่ตอนเกิดรัฐประหารแล้วมีการตัดความช่วยทางทหารส่วนหนึ่งและสมัยโอบามาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารอย่างหนัก สถานทูตสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่า หลังปี 2557 สหรัฐฯ ขายยุทโธปกรณ์ให้ทหารไทยผ่าน Foreign Military Sale (FMS) มีมูลค่ามากถึง 380 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ เฉพาะปีนี้ ไทยและสหรัฐฯ ทำความตกลงซื้อขายอาวุธกันไปแล้วมูลค่าถึง 133 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ รวมทั้ง ขีปนาวุธ Harpoon Block II และเฮลิคอปเตอร์แบลกฮอร์คที่อยากจะได้มาเพิ่มเติมเป็นมานาน นี่ยังไม่พูดถึงแผนใหม่ล่าสุดที่จะปรับปรุงเครื่องบินรบเอฟ 5 อีกด้วย

ความคาดหวังฝั่งไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานวันนี้ว่า นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว นายทิลเลอร์สันจะหารือเรื่องการค้าและการลงทุนกับฝั่งไทยด้วย ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ของไทยหวังว่า แนวโน้มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐที่เพิ่มขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกสหรัฐฯ ออกมาตรการตอบโต้ทางการค้าได้

ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯในครึ่งแรกของปี 2560 ลดลงมาที่ 4.82 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากยอด 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อ มี.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งพิเศษ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการขาดดุลการค้ากับ ไทย และอีก 15 ประเทศ โดยในปี 2559 ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐราว 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ นับเป็นอันดับที่ 11 ของประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ

Image copyright Getty Images

ต่อมาในเดือน พ.ค. กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ยื่นเอกสารข้อมูลและคำชี้แจง ต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ถึงสาเหตุที่สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับไทย โดยระบุว่า สหรัฐฯ มีมูลค่าการขาดดุลการค้ากับไทยเพียง 1.5% ของมูลค่าการขาดดุลการค้ารวมของสหรัฐฯ

ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 7.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 7% ส่งผลให้ยอดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ลดลงมาที่ 4.82 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากที่เกินดุล 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับ รอยเตอร์ว่า แนวโน้มการนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น และหวังว่าจะช่วยลดความเสี่ยงของไทย ในการถูกเพ่งเล็งจากสหรัฐฯ ว่าเป็นประเทศที่มีการปกป้องค่าเงิน เพื่อประโยชน์ทางการค้าของตัวเองด้วย

สำหรับปีนี้การนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่พิ่มขึ้นมาจากสินค้าเครื่องบิน และส่วนประกอบ, แผงวงจรไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์โลหะ รวมถึงเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ซึ่ง 40% ของสินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากบริษัทอเมริกันในไทย