หนึ่งปี ระเบิดภาคใต้ตอนบน: หนังหักมุมที่ยังไม่มีตอนจบ

ระเบิดหัวหิน 12 ส.ค. 2559 Image copyright Getty Images

กลางดึกของ 11 ส.ค. 2559 ต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 12 ส.ค. เกิดเหตุระเบิดและวางเพลิงหลายจุดใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ที่ไม่เคยเกิดเหตุวุ่นวายลักษณะนี้มาก่อน สร้างความตกตะลึงกับผู้คนที่กำลังเตรียมตัวจัดงานวันมหามงคล ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ครบ 84 พรรษา หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า "วันแม่"

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังเกิดขึ้นเพียง 5 วันหลังการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลออกมาว่าเสียงเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบอย่างท่วมท้น ทำให้หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปว่าน่าจะเป็น "ระเบิดการเมือง" ก่อนที่จะเกิดคดีพลิกในตอนหลัง เมื่อสืบเสาะจนพบพยานหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วชี้เป้าไปที่ "ผู้ก่อเหตุ" ซึ่งจากจังหวัดชายแดนใต้

ผ่านมาครบหนึ่งปีแล้ว ความคืบหน้าในการคลี่คลายเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 37 คน ครั้งนั้นดำเนินการไปถึงไหนแล้ว บีบีซีไทยขอพาย้อนอดีตไปติดตามร่วมกัน

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ภาพเหตุการณ์หลังเกิดระเบิดที่หัวหิน เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2559

เกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น

ความจริงเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุระเบิดและวางเพลิงในเทศกาลวันแม่ของปี 2559 เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 10 ส.ค. เมื่อมีการนำอุปกรณ์สำรองไฟ (power bank) ไปใช้เป็นวัตถุในการวางเพลิงบริเวณหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต จากนั้นก็เกิดเหตุระเบิดบริเวณตลาดนัดเซ็นเตอร์พอยน์ ใน จ.ตรัง ราวบ่ายสามโมงของวันที่ 11 ส.ค.

ก่อนจะเกิดเหตุติดๆ กันแทบจะทุกชั่วโมงในคืนรอยต่อของวันที่ 12 ส.ค. ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ ภูเก็ต ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช โดยเหตุการณ์สุดท้าย เกิดขึ้นในเวลาราวหนึ่งทุ่มของวันเดียวกัน ด้วยการวางระเบิดหน้าวัดและหอนาฬิกา

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผลจากการก่อเหตุป่วนรวม 16 จุด แบ่งเป็นวางเพลิง 6 จุด และวางระเบิดอีก 10 จุด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย หญิงไทย 3 ชายไทย 1 มีผู้บาดเจ็บ 37 ราย เป็นคนไทย 26 ราย และคนต่างชาติ 11 ราย ซึ่งผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากเหตุในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

รวมเหตุการณ์วางเพลิงและวางระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน
1.ประจวบคีรีขันธ์
- เหตุระเบิดซอยบิณฑบาต
- เหตุระเบิดแยกผ่าฟ้า
- ระเบิดสถานีรถไฟ (ถูก จนท. ทำลาย)
- วัตถุต้องสงสัย ซ.หัวหิน 70 (ถูก จนท. ทำลาย)
- เหตุระเบิดหน้าวัดและหอนาฬิกา
2. พังงา
- ไฟไหม้ตลาดนัดบ้านเมือง
- ระเบิดตลาดนัดบ้านเมือง
3. ภูเก็ต
- ไฟไหม้ power bank หาดป่าตอง
- ระเบิดสวนสาธารณะปลาโลมา และป้อมยามบางลา
4. กระบี่
- ไฟไหม้ร้านขายเสื้อผ้า/ของที่ระลึก
5. สุราษฎร์ธานี
- ไฟไหม้หน้าร้านมวีสินพลาสติก
- ระเบิดหน้ากองบังคับการตำรวจน้ำ
- ระเบิดหน้าสถานีตำรวจภูธรเมือง
6. นครศรีธรรมราช
- ไฟไหม้ห้างสรรพสินค้าโลตัส
7. ตรัง
- ระเบิดตลาดนัดเซ็นเตอร์พอยน์
- ไฟไหม้ห้างสรรพสินค้าลีมาร์ท

ที่มา: เอกสารประกอบการพิจารณาเรื่องมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดและไฟไหม้ 7 จังหวัดภาคใต้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2559

สิ่งใดเป็นมูลเหตุจูงใจ

การก่อเหตุพร้อมๆ กันในพื้นที่กว้างใหญ่ของภาคใต้ ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่าจะกระบวนร่วมกันเป็น "ขบวนการ" และด้วยห้วงเวลาของการก่อเหตุที่กระทำภายหลังประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่นาน ทำให้ผู้มีอำนาจเชื่อในเบื้องต้นว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมือง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สนับสนุนรัฐบาลทหารคนสำคัญ เป็นผู้ที่ฟันธงคนแรกๆ ว่า "น่าจะเกิดจากการเมือง หวังทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยา เราต้องประกาศตัวสนับสนุนรัฐบาล" ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็มองไปในทางเดียวกันว่า หวังผลการเมืองและต้องการดิสเครดิตรัฐบาล "เพราะพื้นที่ก่อเหตุล้วนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ"

Image copyright EPA

ช่วงวันแรกๆ ภาครัฐดูเหมือนเทน้ำหนักไปที่เรื่องการเมือง โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ถึงกับขอให้ตัดประเด็นเรื่องเกี่ยวกับภาคใต้ลามขึ้นมาออกไปทันที

แต่พยานหลักฐานที่ปรากฏในเวลาต่อมา ทั้งลักษณะการประกอบระเบิด ที่ใช้ระเบิดชนิดซีโฟร์และจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ "ซัมซุงฮีโร่" ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงภาพผู้ต้องสงสัยจากกล้องวงจรปิด และพยานหลักฐานอื่นๆ ที่ได้รับมาภายหลังจากการทำงานของพนักงานสอบสวนที่นำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กลับทำให้ประเด็นเรื่อง "การเมือง" ค่อยๆ จางลง แต่ประเด็นเรื่อง "โจรใต้" ถูกชูเด่นขึ้นมาแทน

ใครกันแน่คือ ผู้ต้องหา

ขณะนั้น สื่อมวลชนรายงานความคืบหน้าในการคลี่คลายคดีระเบิดใน "วันสำคัญ" นี้อย่างต่อเนื่อง ผู้ต้องสงสัยรายแรกที่ถูกจับกุมเป็นวิศวกรหนุ่ม ซึ่งปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดห้างสรรพสินค้าโลตัส จ.นครศรีธรรมราชก่อนเกิดเหตุวางเพลิง โดยตำรวจถึงกับขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปจับกุมตัววิศวกรคนดังกล่าวถึงแท่นขุดเจาะน้ำมัน ก่อนจะต้องปล่อยตัวในเวลาต่อมา เมื่อพบว่าเป็นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

Image copyright Getty Images

ระหว่างนั้น ก็มีข่าวว่า ทหารคุมตัวผู้ต้องสงสัยรวม 17 คนไปไว้ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ถนนนครไชยศรี กทม. ซึ่งถูกใช้เป็นเรือนจำในคดีความมั่นคง แต่ในเวลาต่อมาก็พบว่ากลุ่มคนดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และรวมตัวกันพูดคุยการเมืองในชื่อ "พรรคแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย (นปป.)" ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดแต่อย่างใด ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องอั้งยี่-ซ่องโจร ศาลทหารกรุงเทพฯ ก็มีคำสั่งไม่รับฟ้องไปกลางปี 2560 ที่ผ่านมา เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

ผลการสืบสวนต่อมา เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญ อาทิ ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของผู้ต้องสงสัยชุดใหม่ หลายคนเป็นผู้มีหมายจับคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศาลได้ออกหมายจับรวมทั้งสิ้น 11 คน

สำนักข่าวอิศรา อ้างข้อมูลจากตำรวจ ระบุว่า ผู้ก่อเหตุกลุ่มนี้เคยวางระเบิดนอกพื้นที่ภาคใต้มาแล้วถึง 2 ครั้งในปี 2555 ที่ก่อเหตุคาร์บอมบ์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และในปี 2558 ที่ก่อเหตุคาร์บอมบ์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ดังนั้นการก่อเหตุวางระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้พร้อมๆ กันในปี 2559 จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ออกมาก่อเหตุ "นอกพื้นที่"

รายชื่อผู้ต้องหา คดีวางเพลิงและระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน
1.ระเบิดภูเก็ต (4 คน)
- นายอาหามะ เล็งฮะ
- นายมูฮำหมัด มูฮิ (จับกุมแล้ว)
- นายยูโซ๊ะ แมะตีเมาะ
- นายอับดุลสตอปา สุหลง
2. ระเบิดหัวหิน (3 คน)
- นายรุสลัน ใบมะ
- นายเสรี แวมามุ
- นายอัสมีน กาเต็มมาดี
3. ระเบิดพังงา (2 คน)
- นายอิสมาแอ อาแวกะจิ (จับกุมแล้ว)
- นายซูกีมัน กูบารู
4. ระเบิดนครศรีธรรมราช (1 คน)
- นายฮากีม ดอเลาะ
5. ระเบิดตรัง (1 คน)
- นายอับดุลกอเดร์ สาแล๊ะ (จับกุมแล้ว)

ที่มา: สำนักข่าวอิศรา

ความคืบหน้าทางคดีความ

แม้นรู้ชื่อ-นามสกุล หน้าตา รวมถึงภูมิลำเนาของผู้ก่อเหตุแต่ละคน แต่ถึงปัจจุบัน กลับสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้เพียง 3 คน จากทั้งหมด 11 คน

ในส่วนของคดีความได้มีการแยกทำสำนวนตามแต่ละท้องที่เกิดเหตุ โดยคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมีรวมกัน 16 สำนวน แบ่งเป็น จ.พังงา 6 สำนวน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 5 สำนวน จ.ภูเก็ต 2 สำนวน จ.กระบี่ 1 สำนวน จ.สุราษฎร์ธานี 1 สำนวน และ จ.นครศรีธรรมราช อีก 1 สำนวน ได้ทำเสร็จสิ้นหมดแล้วตั้งแต่เดือน มี.ค. 2560 และได้ส่งฟ้องต่ออัยการทหารในแต่ละพื้นที่ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป

Image copyright Getty Images

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแล้วจะส่งฟ้องดำเนินคดีตามขั้นตอน "ส่วนผู้ที่หลบหนีมีข้อมูลว่าทั้งหมดอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะต้องติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป"

ขณะที่บางจังหวัดที่เคยเกิดเหตุ เช่น จ.กระบี่ ได้ขึ้นป้ายหมายจับผู้ต้องหาไว้กลางสี่แยก พร้อมระบุว่า ผู้ใดพบเบาะแสโปรดแจ้ง 191 เพื่อให้ประชาชนช่วยกันติดตาม

ถือเป็นอีกคดีประวัติศาสตร์ที่ยังปิดไม่ลง เพราะจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้เพียงบางคนเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ก็อาจจะเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาหักมุม จากการเมืองมาเป็นภาคใต้ ที่ยังไม่ถึงตอนจบ ซึ่งเป็นบทสรุปของเรื่อง จึงยังต้องติดตามต่อไปว่าคดีนี้จะปิดลงได้เมื่อใด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม