กีฬายาวิเศษ: กระแสนิยมในไทยไม่มีวันตก

นักวิ่ง Image copyright INDRANIL MUKHERJEE

กระแสรักสุขภาพผลักคนไทยร่วมกิจกรรมออกกำลังกายหลากหลาย อาทิ วิ่ง เต้น เล่นโยคะ หรือใช้บริการศูนย์ออกกำลังกายที่ต้องปรับตัวแข่งกับกีฬาที่เล่นได้ไม่ยุ่งยากหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ที่สำคัญเครือข่ายสังคมออนไลน์ถือว่าเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก

"แต่ก่อนเราอาจเห็นว่าแต่ละสัปดาห์อาจมีงานวิ่งในกรุงเทพฯ ราว 1-2 งาน แต่ปัจจุบันบางสัปดาห์แค่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียวอาจมีถึง 5-6 งาน และในบางสัปดาห์อาจมีกว่า 20 งาน ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด" นายพีระ โศภิตนุกุล ผู้จัดทำ "วิ่งไหนดี" หนึ่งในสื่อศูนย์รวมข้อมูลการวิ่งมาราธอน บอกกับบีบีซีไทย

นายพีระยังบอกอีกว่า การวิ่งยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว จะเห็นได้จากงานวิ่งที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ "ยิ่งหากงานวิ่งใดที่ได้รับกระแสการรีวิวที่ดี การเปิดรับสมัครอาจเต็มได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ไม่ต่างจากการซื้อตั๋วคอนเสิร์ตของศิลปินดังๆ เลย"

ทำไมงานวิ่งมาราธอนได้รับความนิยมมากขึ้น?

ผู้บริหารเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์แห่งนี้ อธิบายว่า อาจมาจากหลากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นก็คือกระแสรักสุขภาพที่กำลังแพร่หลาย ทำให้คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น และการวิ่งเองก็เป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายเพียงมีรองเท้าวิ่งสักคู่ กับใจที่อยากจะวิ่ง ก็เริ่มต้นได้ทันที

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นาฬิกาที่ติดตามกิจกรรมประจำวัน (Activity tracker) ที่สามารถบันทึกสถิติการวิ่งได้และพลังงานที่ใช้ไปกลายเป็นปัจจัยกระตุ้นการออกกำลังกายมากขึ้น

เทคโนโลยีใหม่ๆ ยังรับบทเด่นในฐานะตัวกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มผู้วิ่ง ทั้งยังมีผลต่อความนิยมในการวิ่งอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันบนมือถือ รวมถึงนาฬิกาที่ติดตามกิจกรรมประจำวัน (Activity tracker) ที่สามารถบันทึกสถิติการวิ่งได้ การแชร์ผลการวิ่งของผู้ใช้บนโซเชียลมีเดียให้เพื่อนๆ ในเครือข่ายเห็น นอกจากจะทำให้สนุกแล้วยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจทำให้คนหันมาวิ่งกันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

การวิ่งเปิดทางให้ "คนธรรมดาชนะใจตัวเอง"

น.ส.ณัฐวรี กิจวรวิเชียร ซึ่งมีประสบการณ์ร่วมวิ่งมาราธอนมาแล้วประมาณ 5 ปี เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าการวิ่งได้เปลี่ยนแปลงความคิดของเธอโดยสิ้นเชิงโดยเฉพาะเรื่องของการค้นพบว่าสมรรถภาพของร่างกายสามารถพัฒนาได้ ยกตัวอย่างการร่วมงานวิ่งครั้งแรกของเธอ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เธอไม่ลืม ในครั้งนั้นเธอได้ลงทะเบียนร่วมวิ่งระยะทาง 3 กิโลเมตร แต่เพราะมีความตั้งใจเต็มเปี่ยม จึงก้มหน้าก้มตาวิ่งไม่มองใครเลย สุดท้ายก็วิ่งหลงเข้าไปในกลุ่มผู้วิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตร

Image copyright น.ส.ณัฐวรี กิจวรวิเชียร
คำบรรยายภาพ "การวิ่งมาราธอนได้เรื่องแรงบันดาลใจให้ฮึดสู้ เพราะมีเพื่อนวิ่งเต็มเลย" น.ส.ณัฐวรีกล่าว

"ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้าเส้นชัยด้วย แต่แบบตัวสั่นพั่บๆ น่ะค่ะ พอวันรุ่งขึ้นแทบจะเดินไม่ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่า เออ เราก็ทำได้นะ แค่เอาชนะใจตัวเองให้ได้เท่านั้นเอง เรื่องร่างกายค่อยว่ากัน" น.ส.ณัฐวรี บอก

นายแพน จรุงธนาภิบาล เป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มวิ่งมาราธอนอย่างจริงจังมาประมาณ 2 ปีครึ่ง เขาเห็นว่าการวิ่งมาราธอน นอกจากจะช่วยคลายเครียดแล้วยังเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายน่าจะถูกกว่าการเป็นสมาชิกในศูนย์บริการฟิตเนสทั่วไป

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ไตรกีฬา ความนิยมพุ่งในไทย พร้อมคนไทยไปแข่งต่างแดน

ก่อนหน้านี้ น.ส.ธัญญารัตน์ ดอกสน ผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันไตรกีฬาในรายการสุดโหดอย่างไอรอนแมน (Ironman) เคยบอกบีบีซีไทยว่า "พอเล่นมาเรื่อยๆ ก็คิดว่าคนที่เล่นไตรฯ ในใจคงคิดอยู่ว่าอยากจะไปไอรอนแมนแทบทุกคน เพราะเป็นระยะที่ท้าทายมาก และถ้ามันจบได้ ถือว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของนักไตรกีฬา"

ค่าใช้จ่ายในการวิ่งมาราธอนกับฟิตเนสต่างกันจริงหรือ?

เมื่อเทียบกับการออกกำลังกายตามศูนย์ออกกำลังกายหรือฟิตเนสเซ็นเตอร์ น.ส.ณัฐวรี บอกว่าการวิ่งมาราธอนมีค่าใช้จ่ายประมาณ 300-800 บาทต่อครั้ง ซึ่งถือว่าไม่สูงมาก แต่หากเปรียบเทียบกับศูนย์ให้บริการฟิตเนสแล้ว หากเข้าไปใช้บริการบ่อยครั้งก็น่าจะคุ้ม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน ไม่จำเจ เช่น มีคลาสเต้น ต่อยมวย โยคะ สถานที่สะอาดและการเดินทางสะดวก แต่การวิ่งมาราธอนก็ให้อะไรที่แตกต่างออกไป

"การวิ่งมาราธอนได้เรื่องแรงบันดาลใจให้ฮึดสู้ เพราะมีเพื่อนวิ่งเต็มเลย" เธอกล่าว

Image copyright นายแพน จรุงธนาภิบาล
คำบรรยายภาพ นายแพนบอกว่า ค่าใช้จ่ายในการวิ่งน่าจะถูกกว่าการเป็นสมาชิกในศูนย์บริการฟิตเนสทั่วไป

ด้านนายแพน บอกว่า ถ้าวิ่งและซ้อมด้วยตัวเองก็จะไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะสามารถวิ่งตามสวนหรือสนามกีฬาได้ แต่ถ้าต้องการความสนุกเขาจะลงทะเบียนร่วมงานวิ่งที่ส่วนใหญ่จัดในวันอาทิตย์ ค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งตกประมาณ 500 - 800 บาท และถ้าไปวิ่งในต่างจังหวัดจะมีค่าที่พักและค่าเดินทางทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,500 บาท โดยเฉลี่ยแล้วมีค่าใช้จ่ายในการร่วมงานวิ่งประมาณ 3,000-5,000 บาท ซึ่งถือว่าถูกกว่าค่าสมาชิกศูนย์บริการฟิตเนส ที่เขาจะสมัครเป็นสมาชิกหากเห็นว่าร่างกายเริ่มไม่แข็งแรงจากการทำงานต่อเนื่อง สำหรับเขาแล้วศูนย์บริการฟิตเนสเป็นสถานที่ใช้ฆ่าเวลาหลังเลิกงาน เพื่อเลี่ยงการจราจรติดขัด

Image copyright Getty Images

โดยปกติแล้วการลงทะเบียนร่วมรายการวิ่ง ผู้ลงทะเบียนมักจะได้รับแจกเสื้อ หมายเลขวิ่ง ถุงผ้า เหรียญ และหากวิ่งเข้าเส้นชัยภายในเวลาที่กำหนดก็จะได้รับแจกเสื้อ finisher อีกหนึ่งตัว ผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นที่ 1-5 มักจะได้รับถ้วยรางวัลเช่นกัน

เปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายผ่านสื่อออนไลน์

กระแสความนิยมในการวิ่งยังผลักดันให้เกิดช่องทางในการสร้างรายได้อีกทางสำหรับผู้มองเห็นโอกาส

"ผมมักได้ยินเพื่อนๆ นักวิ่งพูดคุยถามกันว่าจะไปวิ่งที่ไหนกันดี บ้างก็ถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าจะมีงานวิ่งที่ไหนบ้าง พอปลายปี 2013 ผมกับเพื่อนๆ ที่ต้องหาข้อมูลเพื่อไปวิ่งตามงานต่างๆ กันเป็นประจำอยู่แล้ว เลยนึกสนุกตั้งเพจ "วิ่งไหนดี" ขึ้นมา เพื่อรวบรวมสถานที่วิ่งที่น่าสนใจ รวมถึงงานวิ่งต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ที่ชื่นชอบการวิ่ง" นายพีระบอก

เขาบอกว่า ประกอบกับช่วงที่เฟซบุ๊กเริ่มมีฟีเจอร์ (Feature)ใหม่สำหรับการสร้างปฏิทินกิจกรรมบนเพจได้ เขาจึงรวบรวมกิจกรรมงานวิ่งต่างๆ นำเสนอไว้บนเพจ ทำให้เพื่อนนักวิ่งเข้ามาดูข้อมูลงานวิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นจุดนัดพบทางสังคมออนไลน์ที่สมาชิกสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลซึ่งกันและกัน หรือรีวิวงานวิ่งที่ไปร่วมงานมา ทำให้ผู้จัดนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงการจัดวิ่งครั้งต่อไปได้

Image copyright Getty Images

นอกเครือข่ายสื่อของวิ่งที่ไหนดีแล้ว ยังมีผู้ที่สนใจให้บริการข้อมูลด้านนี้เช่นกัน เช่น กลุ่มเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "42.195 K Club...เราจะไปมาราธอนด้วยกัน" แม้ว่าจะเป็นกลุ่มปิด แต่ก็ถือว่าได้รับความนิยมอย่างมากดูได้จากยอดผู้เป็นสมาชิกมากกว่า 8 หมื่นคน ซึ่งภายในกลุ่มดังกล่าวจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคนิคและประสบการณ์ในการวิ่ง รวมทั้งภาพกิจกรรมต่างๆ และเป็นช่องทางในการสื่อสารการตลาดของบรรดาผู้จัดงานวิ่งอีกด้วย

ผลักดันให้ศูนย์บริการต้องมีบริการให้ครบไว้ก่อน

เมื่อการวิ่งเป็นอีกทางเลือกของผู้รักการออกกำลังกาย ทำให้ศูนย์บริการฟิตเนสต้องปรับตัว กลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ศูนย์บริการทุนหนาใช้ก็คือ "ของต้องครบ ประสบการณ์ต้องมาก่อน"

นางอรวรรณ เกลียวปฏินนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟิตเนส เฟิรส์ท (ประเทศไทย) บอกกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันลูกค้าต้องการสถานที่ที่สามารถออกกำลังกายได้หลากรูปแบบ และสามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระหรือฟรีสไตล์มากขึ้น จึงต้องพัฒนากีฬาที่เคยให้บริการอยู่แล้ว เช่น การนำท่าชกมวยมาประยุกต์ให้เป็นท่าออกกำลังกาย ซึ่งออกแบบโดยนักมวยชั้นนำอย่าง "บัวขาว บัญชาเมฆ" โดยมีการปรับระดับความยากง่าย เพื่อให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาศัยศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์การกีฬามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโปรแกรมการออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อยลง แต่เผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น อย่าง Dynamic Movement Training

Image copyright Fitness First
คำบรรยายภาพ ปัจจุบันลูกค้าต้องการสถานที่ที่สามารถออกกำลังกายได้หลากรูปแบบ นางอรวรรณกล่าว

นางอรวรรณยอมรับว่าปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกใหม่มากขึ้น ผู้ประกอบการบางรายเสนอบริการที่ตอบสนองความต้องการอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น การเต้น หรือเล่นโยคะ

ด้านนายคริสเตียน เมสัน กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์ออกกำลังกายเวอร์จิ้น แอคทีฟ ซึ่งเพิ่งเข้ามาเริ่มทำตลาดในไทยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เห็นว่าศูนย์บริการฟิตเนส ต้องสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ให้บริการแบบครบวงจรและสะดวก ไม่ว่าเป็นคลาสออกกำลังกาย บริการไวไฟ ไอแพด และสปา เพื่อดึงดูดลูกค้า

ก่อนหน้านี้บีบีซีเคยรายงานเกี่ยวกับการออกกำลังกายแนวใหม่ที่ผสานกันระหว่างการนำเอานาฏศิลป์ การรำพื้นบ้าน และศิลปะการป้องกันตัวของไทย มาผสานกับศาสตร์การออกกำลังกาย

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
นาฏศิลป์ รำไทยแบบเดิม เพิ่มเติมคือความฟิต

คนไทยยังออกกำลังกายต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการออกกำลังกายอยู่ในสถานะเฟื่องฟูมาโดยตลอดแม้จะมีบางแห่งต้องปิดตัวไปเพราะการบริหารจัดการที่ไม่ดีพอ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยนำเสนอบทวิเคราะห์ชี้ว่า ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพโดยเฉพาะการออกกำลังกาย เช่น กลุ่มศูนย์ออกกำลังกาย โยคะ มวยไทย พิลาเต้ และการออกกำลังกายแบบคาดิโอ (การออกกำลังที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ) เป็น 1 ใน 5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเป็นดาวรุ่งและน่าจับตาในปีนี้

ขณะที่เมื่อปี 2554 สำนักงานสถิติแห่งชาติเคยสำรวจพฤติกรรมการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายของคนไทย พบว่ามีคนไทยอย่างน้อย 15.1 ล้านคน เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย

คนไทยกับการออกกำลังกาย

15.1 ล้านคน เล่นกีฬา ออกกำลังกาย

  • 34.7% เล่นกีฬา

  • 20% เดิน

  • 18.5% วิ่ง

  • 14.4% ฟิตเนส หรืออุปกรณ์

  • 6.6% เต้น

  • 5.8% อื่นๆ เช่น โยคะ รำไม้พลอง ไทเก๊ก ซี่กง เป็นต้น

Getty Images

หมายเหตุ- ฐานข้อมูลจากประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไป

แม้สถิติดังกล่าวจะจัดทำขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน แต่ผู้บริหารศูนย์บริการฟิตเนสที่คุยกับบีบีซีไทย เห็นว่าความต้องการออกกำลังกายของคนไทยยังเติบโตต่อเนื่อง เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ระบุว่าสมาชิกของศูนย์ 7 ใน 10 เข้าร่วมคลาสออกกำลังกายที่ให้บริการ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงกว่าในออสเตรเลีย (5 ใน 10 คน) และอังกฤษ (3 ใน 10 คน)