ทวิตเตอร์ทักษิณเขย่าการเมือง หลังน้องสาวหายปริศนา

สองพี่น้อง Image copyright Getty Images

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยไม่ปรากฏตัวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามนัดหมายเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อฟังคำพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

เวลา 13.05 น. ของวันนี้ (30 ส.ค.) นายทักษิณทวีตข้อความผ่านบัญชีที่ใช้ชื่อว่า @thaksinlive ระบุว่า "มงแต็สกีเยอ เคยกล่าว 'ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม'"

บัญชีผู้ใช้งานนี้ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวใดๆ นับจากเดือน ส.ค. 2558

เมื่อผู้สื่อข่าวถามนำเรื่องนี้ไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หันกลับมาตอบเสียงดังว่า "ปล่อยเขาไป ทวิตเตอร์จะไปทำอะไรได้ เชื่อเขาก็ตามใจ คิดสิ คิด" นายกฯ พูดพลางเอานิ้วชี้ไปที่ขมับด้านขวา

Image copyright AFP/Gettyimages

นักวิชาการชี้สร้างวาทกรรมอธิบายเหตุน้องสาวหายปริศนา

ด้านนักวิชาการต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่านี่คือ "ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ของนายทักษิณ" โดย ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าข้อความในทวีตของนายทักษิณเป็น "วาทกรรมทางการเมืองเพื่อแย่งชิงมวลชน" ในระหว่างที่หลายฝ่ายกำลังวิเคราะห์การหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์

"วาทกรรมที่อ้างคำพูดของนักปรัชญาการเมืองเก่าแก่ (มองเตสกิเออ) ที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม คาดว่าจะถูกนำมาอธิบายเหตุการณ์ว่าทำไมน้องสาวของเขาถึงหายตัวไป ซึ่งการอ้างถึงมองเตสกิเออ เป็นการสื่อสารที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มปัญญาชนเป็นสำคัญ" ผศ.พิจิตราอธิบาย

นักวิชาการผู้นี้ระบุว่า หากจะตีความตามข้อความของนายทักษิณ อาจมองว่าเป็นการดิสเครดิตกระบวนการยุติธรรมไทยขณะนี้ว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ในขณะเดียวกันยังนำไปสู่การตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการหายตัวไปของน้องสาวในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดี

เธอยังระบุด้วยว่า พฤติกรรมของนายทักษิณไม่แตกต่างจากผู้นำในหลายประเทศที่ใช้การสื่อสารผ่านทวิตเตอร์ ซึ่งเปรียบเสมือนการถ่ายทอดแถลงการณ์ (Statement) ผ่านสื่อในลักษณะการสื่อสารทางเดียว และสามารถเข้าถึงคนหมู่มากได้

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 42 ปี ในคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.

ด้าน รศ.ยุทธพร อิสระชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ชี้ว่า การทวีตข้อความของนายทักษิณมุ่งเป้าไปที่ตุลาการภิวัฒน์ เพราะเกิดขึ้นหลังมีคำพิพากษาคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจีของ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวก คดีทุจริตต่อหน้าที่คดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รวมถึงคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ในการต่อสู้ของพรรคเพื่อไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงไป ยังคงยึดแนวความคิดเรื่องประชาธิปไตย และสอดคล้องกับแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยที่ออกมาเมื่อวานนี้ (29 ส.ค. 2560)

"การนำเอามองเตสกิเออมาพูด ผมมองว่าเขาใช้เป็นยุทธศาสตร์การต่อสู้ เพราะในสมัยคุณทักษิณเองก็ไม่ได้ยึดถือแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ 3 ฝ่ายมากนัก ทั้งที่เป็นหัวใจหลักของแนวคิดมองเตสกิเออ" รศ.ยุทธพรกล่าว

ด้าน อ.เออร์จินี่ แมริเยอ แห่งสถาบันรัฐศาสตร์แห่งปารีส หรือ Sciences Po มองว่า นายทักษิณไม่ได้ถูกควบคุมโดยทหารอีกต่อไปแล้ว จากที่เคยทำได้ เพราะมีนางสาวยิ่งลักษณ์เป็นเสมือน "ตัวประกัน"

"หลังจากการตัดสินในขั้นตอนสุดท้ายวันที่ 27 ก.ย. นี้ เราน่าจะได้เห็นทั้งทักษิณและยิ่งลักษณ์ออกมาแสดงความคิดเห็นมากขึ้น นอกเสียจากว่าพวกเขาจะสามารถเจรจาตกลงกับฝ่ายทหารได้ ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขึ้นนี้แล้ว"

อ.แมริเยอ เห็นว่า มองเตสกิเออสะท้อนสิ่งที่นายทักษิณและน้องสาวต้องเผชิญในกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองไทยได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารทั้งสองครั้งในปี 2006 และ 2014 รวมถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยเพื่อสอบสวนนายทักษิณทั้ง ๆ ที่มีการพิจารณาคดีในศาลปกติอยู่แล้ว

ตัวอย่างของการทำผิดหลักนิติธรรมอื่น ๆ ยังรวมถึงกรณีที่พรรคไทยรักไทยถูกตัดสินยุบพรรคโดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ไปจนถึงกรณีตัดสินถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ย้อนหลัง แม้ว่าเธอจะถูกยึดอำนาจโดยคณะรัฐประหารไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ตาม

ปชป. สวนกลับสมัยเป็นนายกฯ ฉีกกฎมองเตสกิเออ

ขณะที่นายวรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มือตรวจสอบคดีรับจำนำข้าว โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่าเป็นความเคลื่อนไหวของนายทักษิณที่ "มาเร็วกว่าที่คาด" พร้อมย้ำว่านี่เป็นลูกไม้เดิมๆ

Image copyright AFP/gettyimages
คำบรรยายภาพ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอีก 3 จำเลย คดีสลายชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) 7 ต.ค.2551

เขายกตัวอย่างในช่วงที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นน้องเขยนายทักษิณ ที่ได้ประโยชน์จากการตัดสินของศาลคดีสลายการชุมนุมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสมชายก็ขอบคุณศาลที่เป็นที่พึ่งได้ แต่พอช่วงน้องสาวถูกดำเนินคดี ก็พยายามโยงไปเรื่องเผด็จการกระทำการต่างๆ ในนามกฏหมาย จึงขอให้คนไทยตั้งหลัก เอาระบบกฏหมายของประเทศเป็นที่พึ่ง ใครทุจริตก็ต้องถูกลงโทษ ประชาธิปไตยของเราต้องอยู่บนพื้นฐาน ประโยชน์ของประชาชน

สำหรับกรณีการอ้างคำกล่าวของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส นายวรงค์ให้ความเห็นว่าคำกล่าวของมองเตสกิเอออาจจะตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนเร็วมาก นั่นคือ "ไม่มีเผด็จการไหนที่จะป่าเถื่อนไปกว่าเผด็จการทุนสามานย์ที่อ้างการเลือกตั้ง และใช้เสียงข้างมากกระทำการต่างๆ ทั้งทุจริตและให้ตนเองพ้นผิด โดยไม่แคร์ประชาชน"

Image copyright Hulton Archive/Getty Images
คำบรรยายภาพ ชารล์สเดอ มองเตสกิเออ นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส

มองเตสกิเออ ในการเมืองไทย

ชารล์สเดอ มองเตสกิเออ เป็นนักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส ผู้ให้กำเนิดแนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจการปกครอง (Separation of Powers) โดยแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ส่วนคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพื่อให้แต่ละองค์อำนาจตรวจสอบถ่วงดุลกัน และเกิดหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน เขาเป็นเจ้าของงานประพันธ์เรื่อง The Spirit of Laws

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คำกล่าวเดียวกันนี้ของมองเตสกิเออ ถูกหยิบยกมาพูดใช้ในการเมืองไทย ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2556 มีกิจกรรม "ศาลกับความยุติธรรมในสังคมไทย" จัดโดยคณะนิติราษฎร์และเครือข่าย นายสถิตย์ ไพเราะ อดีตรองประธานศาลฎีกา ได้เป็นตัวแทนของคณะผู้จัดงาน อ่านจดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ ซึ่งต่อมาเว็บไซต์คณะนิติราษฎร์ได้เผยแพร่ "อนุสนธิจากจดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ" เขียนโดยนายสถิตย์ เพื่ออธิบายความเพิ่มเติม

Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL
คำบรรยายภาพ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2553 ในคดีใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมืองผิดวัตถุประสงค์ ขณะที่พรรคการเมืองอื่นอีก 3 พรรค ได้แก่ พลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ถูกตุลาการชุดเดียวกันสั่งยุบพรรคในปี 2551

เนื้อหาระบุถึงการใช้และตีความกฎหมายขององค์กรตุลาการ ที่ไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย และสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอันเป็นคุณค่าพื้นฐานของหลักนิติรัฐ โดยหยิบยกกรณีการยุบพรรคที่ประชาชนได้ให้ความไว้วางใจด้วยเสียงข้างมาก, ออกกฎหมายย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล, วินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอ้างเหตุที่คนทั่วไปยอมรับไม่ได้ ฯลฯ พร้อมกับยกคำกล่าวของมองเตสกิเออมาพูดถึง

ต่อมาในปี 2557 ในงานสัมมนาทางวิชาการ "บทบาทการใช้อำนาจของตุลาการกับสถานการณ์ทางการเมือง" นายสถิตย์อ้างถึงมองเตสกิเอออีกครั้ง พร้อมระบุตอนหนึ่งว่า "อุดมการณ์ของผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมไม่มีแม้แต่บรรทัดเดียวให้ผู้พิพากษาคำนึงว่าอำนาจตุลาการเป็นของประชาชน เพราะฉะนั้นผู้พิพากษาก็อาจจะมีความรู้สึกว่าอำนาจตุลาการเป็นของตน และคิดเลยไปว่าอำนาจสูงสุดเป็นของตน.."

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

หรือในปี 2558 ช่วงจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในเจตนารมณ์มีการพูดถึงมองเตสกิเออ โดยบอกว่ารัฐธรรมนูญที่ดีคือการพยายามเอากลุ่มพลังต่างๆ มาไว้ในรัฐธรรมนูญ ต่อมา ศ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวประชาไท ในทำนองเป็น "มองเตสกิเออผิดยุค" ด้วยเหตุผลว่า ตอนมองเตสกิเออเสนอแบ่งแยกอำนาจ ไม่ได้วางอยู่บนฐานของประชาธิปไตย แต่พยายามปรับปรุงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศสให้มีลักษณะของการแบ่งแยกอำนาจเกิดขึ้น

"พอเราเอามองเตสกิเออมาอ้างในยุคสมัยนี้ สิ่งเดียวที่เราควรจะรับก็คือแนวคิดในเรื่องของการแบ่งแยกอำนาจ ให้มีการคานและดุลอำนาจกัน ไม่ให้อำนาจใดอำนาจหนึ่งใหญ่กว่าอำนาจอื่น แต่ว่าการแบ่งแยกอำนาจต้องเป็นการแบ่งแยกบนฐานประชาธิปไตย แปลว่าทุกอำนาจรัฐต้องมีความเชื่อมโยงกลับมาหาประชาชนได้" ศ.วรเจตน์ กล่าวกับสำนักข่าวประชาไท