ฟังมุสลิมไทยคุยกระแสระแวงอิสลาม

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

การลาสิกขาออกจากความเป็นพระของพระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท อดีตหัวหน้าพระวิทยากรประจำพระอารามหลวง วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม โดยมีทางการเข้ามาเกี่ยวข้อง สะท้อนความพยายามของรัฐไทย ที่จะสกัดกระแสหวาดระแวงอิสลามที่พระมหาอภิชาติเป็นหัวหอก ของการแสดงออกตลอดมา โดยเฉพาะกับวาทกรรมให้ชาวพุทธ "เผามัสยิด" ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อตอบโต้การที่พระสงฆ์ในพื้นที่ถูกสังหาร

แม้ในสังคมไทยทั่วไป การแสดงออกถึงความหวาดระแวงอิสลามอาจไม่รุนแรงถึงขั้นกรณีพระอภิชาติ แต่สำหรับชาวมุสลิมในประเทศไทย กระแสนี้ก็สร้างความรู้สึกอึดอัดและแปลกแยกให้เขาไม่น้อย นอกจากนี้ก็ยังวิตกว่าอาจลุกลามไปมากกว่านี้ บีบีซีไทยคุยกับชาวมุสลิมในประเทศไทยว่าอะไรคือต้นเหตุของ กระแสชังอิสลาม หรือ Islamophobia และไทยควรจะรับมืออย่างไรจึงจะไม่กลายเป็นวิกฤต

อะไรกระตุ้นกระแสระแวงอิสลามในไทย

อ.ซากีย์ พิทักษ์คุมพล อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชี้ว่า กระแสชังอิสลาม เป็นกระแสที่เกิดขึ้นมาทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการกระทำของกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง เช่น กลุ่มก่อการร้ายที่โจมตีเป้าหมายพลเรือนในโลกตะวันตก เช่น สหรัฐฯ สเปน ฝรั่งเศส ซึ่งส่งผลให้เกิดความระแวงมุสลิมในไทยด้วย

ทว่า อ.ซากีย์ เห็นว่า ปัจจัยภายนอกข้อนี้อธิบายสถานการณ์ในไทยได้ไม่มากนัก เขาชี้ว่าปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อกระแสระแวงมุสลิมในไทยมากคือ เหตุไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภายใต้ที่เข้าสู่ปีที่ 14 ข่าวสารที่สื่อกระแสหลักระดับชาติรายงานเหตุการณ์จากนราธิวาส ปัตตานี และยะลา วาดภาพความรุนแรงที่เกิดจากมุสลิม

"ในสามจังหวัดชายแดนใต้ หยิบอะไรขึ้นมาก็ไม่ชัดเท่ากับความเป็นมุสลิม แม้แต่ความเป็นมลายู ตัวก็ไม่หนาเท่าศาสนา และไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ความยุติธรรม หรือเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ " เขากล่าว

ในห้วงสี่ปีที่ผ่านมา ชุดความคิดที่คล้ายกันนี้ได้กระจายไปทั่วสังคมไทยและสะท้อนออกมาในหลายพื้นที่ เช่น การต่อต้านการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีพระภิกษุออกมาตั้งโต๊ะล่ารายชื่อผู้สนับสนุน เหตุผลก็คือไม่อยากให้มีชุมชนมุสลิมในพื้นที่ ในช่วงปี 2558-2559 และในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน ชาวบ้าน อ.ภูเพียง จ.น่าน คัดค้านการสร้างมัสยิดในพื้นที่โดยอ้างเหตุว่าสุ่มเสี่ยงต่อการแทรกซึมไม่อยากให้มีปัญหาเหมือนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

นักวิชาการมุสลิมแห่ง ม.สงขลานครินทร์ หยิบยกแนวคิดของ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาอธิบายว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นความพยายามของสถาบันสงฆ์ไทยซึ่งอยากจะเข้ามาต่อติดกับส่วนประชาสังคมอีกครั้งโดยมีประเด็นมุสลิมเป็นหนึ่งใน การเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ก็มีกลุ่มพุทธบางกลุ่มที่ตั้งตัวขึ้นเป็นกลุ่มปกป้องศาสนา และหยิกยกประเด็นวัดและพระทางภาคใต้ขึ้นมาเล่น เผยแพร่ข้อมูลทางออนไลน์ส่งต่อกันไปอย่างเป็นระบบโดยมีความตั้งใจจะโจมตีการดูแลศาสนาพุทธของรัฐบาล แต่ผลที่ออกมาก็คือสร้างความหวาดระแวงเพิ่มมากขึ้นในอิสลาม โดยมีอดีตพระมหาอภิชาติเป็นหนึ่งในผู้นำกระแสดังกล่าว

ความระแวงอิสลามออนไลน์

กระแสระแวงถึงเกลียดชังชาวมุสลิมดูเหมือนมีอยู่เกลื่อนโลกออนไลน์ของไทย

"พม่าเห็นตัวอย่างภาคใต้ของไทย พม่าเลยต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม ไม่อย่างนั้น ก็จะแก้ไม่ได้ เหมือน ไทย.."

"ถ้าโรฮิงญาไม่เริ่มก่อความวุ่นวายขึ้นก่อน..ก็อยู่กับพม่าได้...ชอบก่อการร้ายก่อน..ทหารพม่าก็ต้องกวาดล้าง..."

ข้อความข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ที่เข้ามาให้ความคิดเห็นในเฟซบุ๊กของบีบีซีไทย ที่ให้ความชอบธรรมของรัฐบาลเมียนมาในการปราบปรามโรฮิงญา โดยเทียบเคียงกับประสบการณ์ของไทย และนำเอาคำว่า "โรฮิงญา" ไปผูกกับคำว่า "ก่อการร้าย" ซึ่งไปกันกับชุดความคิดอิสลามโมโฟเบียของตะวันตกได้เป็นอย่างดี

มุสลิมในความต่าง

ความไมรู้นำสู่ความกังวล และทำให้คนไทยต่างศาสนาในจังหวัดชายแดนใต้กลายเป็น คนแปลกหน้า ใน สายคนพุทธ ในเมืองหลวง

"ตอนที่เราไป เราจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไปไหนมาไหนสวมผ้าคลุมหน้า คนที่เค้าไม่เคยเห็นก็มีการมองแบบแปลกๆ มีซุบซิบ... บางคนก็เรียกว่าแขก แต่เราไม่ใช่ มันรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก ไม่ได้อยู่สังคมเดียวกัน" หญิงวัย 30 ปีซึ่งเป็นอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายใน จ.ปัตตานี เล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงความอึดอัดใจเมื่อออกจากปัตตานีมากรุงเทพฯ

"บางคนก็มีมาถามว่า..ทำไมคนนี้ปิดหน้าไม่ปิดหน้า...บางทีเราก็อธิบายให้เค้าเข้าใจ การแต่งกายแบบนี้ คนที่เขาเคร่งเข้าก็จะปิดหน้า แต่บางคนพูดว่าเป็นพวกคนไม่ดีหรือเปล่า" เธอชี้ถึงปฏิกิริยาระแวงแคลงใจของคนในกรุงเทพที่ได้สัมผัสมา

Image copyright Getty Images

ก้อง ฤทธิ์ดี นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง บรรณาธิการสารคดีของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และ ชาวมุสลิมที่เติบโตในชุมชนกรุงเทพฯ อธิบายว่าการรับรู้เรื่องความเป็นอิสลามของคนไทยทั่วไปมาจากสื่อหรือการบอกต่อๆ กันมาซึ่งเป็นภาพด้านเดียวและมีความสุดโต่ง

ความเชื่อดังกล่าว ทำให้ในสังคมเข้าใจมุสลิมว่าเป็นพวกสุดโต่งเสียหมด ประกอบกับภาพลักษณ์ของมุสลิมถูกวาดภาพในด้านลบมาอย่างน้อยเกือบ 20 ปี นับแต่เหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. 2544

ก้องมองอีกว่าน่าจะเพราะเสียงหรือสารของกลุ่มสุดโต่ง มักจะเป็นเสียงที่ดังมากกว่าเสมอ ไม่ว่าพุทธ หรือ อิสลาม จึงเป็นการส่งต่อความระแวงระวังให้ยิ่งชัดเจนขึ้น

หาหนทางยุติความระแวงระหว่างกัน

อ.ซากีย์เห็นพ้องว่าความระแวงสามารถยุติลงได้ด้วยความร่วมมือ 3 ส่วน ระดับรัฐบาล สถาบันทางศาสนา ส่วนระดับล่างทั้งสังคมพุทธ มุสลิม ก็ต้องขยับเส้นการทำความเข้าใจกับคนต่างศาสนิกให้มากขึ้น

"มุสลิมก็ทำงานในกลุ่มมุสลิม เปิดตัวเองมากขึ้น สร้างคำอธิบาย สร้างความโปร่งใส ทำให้เหมือนมุสลิมยุโรป ที่เปิดตัวเองมากขึ้น"อ.ซากีย์ กล่าว

เขายกตัวอย่างการเปิดตัวเองของมุสลิมไทย เมื่อครั้งที่จุฬาราชมนตรีแสดงความยินดีกับสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สังคมมุสลิมทำเช่นนี้ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเองทรงตรัสตอบว่า ทั้งพุทธและมุสลิมต้องทำงานร่วมกันเพื่อเอาชนะความกลัวและอคติในสังคม

Image copyright AFP/Getty images

ด้านก้อง ชี้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในศาสนาใด ในความขัดแย้งหากเริ่มต้นที่การมองว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ยิ่งจะเป็นใบอนุญาตให้กระทำอย่างไรก็ได้ เช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับพุทธชาตินิยมในเมียนมา กรณีพระสงฆ์บางรูปที่แสดงความไม่ไว้ใจต่อมุสลิม หรือการค้านสร้างมัสยิด ปลุกคนพุทธลุกขึ้นสู้ ก็เป็นลักษณะเช่นนี้

"ทุกคนมองว่าตัวเองเป็นเหยื่อ เป็นคนกลุ่มน้อยที่ถูกกระทำ ถ้าเริ่มต้นว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ก็จะสร้างความชอบธรรมในการให้ตัวเองเอาสิ่งนี้ไปก้าวร้าวตอบโต้คนอื่น"

ในหมวกของการเป็นมุสลิม ก้อง มองเพื่อนร่วมศาสนิกว่าก็ต้องเปิดกว้างตัวเอง และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมพุทธในไทยด้วย "สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจไปยังฝั่งคนพุทธได้ว่า เราอยู่ในสังคมเดียวกัน แต่แค่ต่างความเชื่อ"

"มุสลิมสายกลางต้องพยายามมากในการส่งเสียงของตัวเอง ทำตัวให้เห็นไป มีเพื่อนบอกเพื่อนว่าตัวเองไม่ได้เป็นอย่างนั้น อีกด้านพุทธที่ไม่ได้เห็นด้วยหรือไม่ได้เป็นอิสลามโมโฟเบีย มันเยอะกว่าอยู่แล้ว ผมว่าแค่ 1-2 เปอร์เซ็นต์ แค่นั้น ที่เหลืออยู่ก็คงต้องพยายามมากขึ้น"

และท้ายสุดก้องชี้ว่า "เราต้องเป็น คน ก่อนที่จะเป็น พุทธ หรือมุสลิม"

เสียงจากพุทธศาสนา

พระภาสุระ ทนตมโนจากวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีโครงการช่วยเหลือพระและวัดต่างๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงมา 13 ปีต่อเนื่องกันกล่าวถึงกระแสต้านมุสลิมว่าแนวทางของวัดที่ลงไปในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นต่างจากแนวคิดของพระอภิชาติมาก เนื่องจากธรรมกายนั้นเน้นเรื่องสันติวิธีเป็นหลัก

ที่ธรรมกายลงไปก็เพราะอยากไปให้กำลังใจและช่วยเหลือวัดทั้ง 323 วัดในชายแดนใต้ให้สามารถอยู่ต่อไปได้ และอยู่กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามพระภาสุระก็ยังกล่าวว่าที่จริงไม่ใช่แต่มุสลิมเท่านั้นที่ถูกแรงกดดันวิพากษ์วิจารณ์จับตามองมากขึ้น แม้แต่ในพุทธศาสนาเองก็ยังมีกระแสนี้เกิดขึ้นเช่นกัน อาจเป็นเพราะคนไม่เข้าใจในหลักศาสนาเรื่องการให้อภัยและเมตตากันเพียงพอก็จะทำให้ความชังหรือระแวงระหว่างกันบรรเทาเบาบางลงไปได้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม