จำเป็นไหมที่นายกฯ ไทยต้องใช้ล่ามอังกฤษ?

พล.อ.ประยุทธ์และนายโดนัลด์ ทรัมป์ Image copyright Getty Images

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถูกวิจารณ์ในโลกโซเชียลว่าไม่พูดภาษาอังกฤษขณะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่อดีตข้าราชการผู้ทำงานใกล้ชิดกับ 15 อดีตนายกฯ มองว่าการวิจารณ์เรื่องการใช้ภาษาของนายกฯ เป็นเรื่องการทับถมทางการเมือง จำเป็นแค่ไหนที่นายกฯ ไทยต้องพูดอังกฤษได้

คนไทยให้ความสำคัญกับความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษมากขึ้นเรื่อย ๆ คนพูดภาษาอังกฤษได้ดี ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนมีความรู้ มีการศึกษาดี มีความทันสมัย ทว่า ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษก็ถูกใช้เป็นอาวุธโจมตีกันทางการเมืองทั้งต่อผู้นำปัจจุบันและอดีตนายกฯ

ทำไมต้องใช้ล่าม

นับจากที่บีบีซีไทยโพสต์คลิปวิดีโอความยาว 27 วินาที แสดงภาพการหารือของ พล.อ.ประยุทธ์ กับ ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ห้องรูปไข่ ทำเนียบขาว บนเพจเฟซบุ๊ก เมื่อ 0:24 น. ของวันที่ 3 ต.ค. จนถึงปัจจุบัน ความเห็นผู้อ่านเกือบ 2,000 ข้อความแลกเปลี่ยนกันว่านายกรัฐมนตรีไทย ควรมีความรู้ภาษาอังกฤษมากน้อยเพียงไร จำเป็นต้องใช้ล่ามในการเจรจาความเมืองกับผู้นำชาติอื่นหรือไม่

"จบที่ 1 ของรุ่นยังต้องใช้ล่าม นี่นายกประเทศ หรือนายก อบต" Muthew Singto เขียนไว้บนเฟซบุ๊กของบีบีซีไทย

ส่วนผู้สนับสนุนนายกฯ เช่น Sukwandee Pimpa บอกว่า "ท่านนายกพูดอังกฤษได้ แต่อาจสื่อสารไม่ดีเท่าที่ควร เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดควรมีล่ามค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ผู้นำประเทศอื่นก็ทำเช่นกัน ท่านและภรรยาดูสง่างามมากค่ะ"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เคยถูกวิจารณ์ว่าไม่ให้เกียรติภาษาฝรั่งเศส หลังแถลงข่าวเป็นภาษาอังกฤษในประเทศเยอรมนี

โอกาสของพรรคเพื่อไทย

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย วิจารณ์ว่าการพูดคุยผ่านล่ามเช่นนี้ทำให้ไทยเสียเปรียบ

"ระหว่างการแถลงข่าว ล่ามของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เอ่ยถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของฝ่ายไทยเลยแม้แต่คำเดียว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ท้วงติง อาจเป็นเพราะท่านฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายไทยเสียโอกาสในการชี้แจงต่อหน้าสื่อต่างประเทศเข้าไปใหญ่" ร.ท.หญิง สุณิสากล่าว

ทว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากสหรัฐฯ ก็ถูกวิจารณ์ว่าสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ไม่ลึกซึ้ง ไม่สละสลวย พยายามใช้ภาษาอังกฤษหารือโดยตรงไม่ผ่านล่าม ผลก็คือโดนล้อเลียนและวิจารณ์รุนแรง เช่นเมื่อครั้งอ่านสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษที่จบด้วย "thank you three times" หรือ อ่านสุนทรพจน์ต้อนรับนางฮิลลารี คลินตัน รมว. ต่างประเทศสหรัฐฯ อ่านคำว่า "welcome" เป็น "overcome"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นางอากิเอะ อาเบะ ภรรยาของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น เคยตกเป็นข่าวว่าเธอแกล้งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพื่อจะไม่ต้องสนทนากับนายโดนัลด์ทรัมป์

ภาษาอังกฤษของนายกฯไทยในอดีต

น.ส.สมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ทำงานกับนายกรัฐมนตรีไทยมาแล้ว 15 คน ในห้วงเวลา 37 ปีที่เธอรับราชการ เล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงความสามารถทางภาษาอังกฤษของนายกรัฐมนตรีไทยแต่ละคน

"เมื่อก่อนนายกรัฐมนตรีพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ไม่เห็นเป็นปัญหา เพิ่งมาในสมัยหลังที่มีความสนใจกันมากขึ้น คิดว่าเป็นเรื่องการทับถมกันของนักการเมืองมากกว่า" น.ส.สมลักษณ์ กล่าว และเสริมว่าโดยปกติ ทางกระทรวงการต่างประเทศต้องส่งล่าม ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ มาประจำที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือนายกรัฐมนตรีในการเจรจาหารือกับแขกเมืองชาวต่างประเทศอยู่แล้ว

Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL
คำบรรยายภาพ นายชวน หลีกภัย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ศาลรัฐธรรมนูญปี 2553

แต่อดีตรองเลขาธิการนายกฯ ก็เห็นด้วยว่าการที่นายกรัฐมนตรีพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากและไม่ต้องใช้ล่าม เป็นความได้เปรียบในการเจรจา และสร้างความชื่นชมจากคู่สนทนา ไม่ว่าจะเป็นแขกเมืองหรือบรรดานักข่าวต่างประเทศที่มาขอสัมภาษณ์อยู่เสมอ ๆ

นายกฯ ที่น.ส. สมลักษณ์เห็นว่ามีความสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ลึกซึ้งถึงขั้นเจรจาความเมืองไม่เพลี่ยงพล้ำก็คือ นายอานันท์ ปันยารชุน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนนายทักษิณ ชินวัตร แม้ไม่ใช้สำนวนการทูตสละสลวย แต่สื่อสารได้ผลและชอบที่จะสื่อสารด้วยตัวเองมากกว่าที่จะผ่านล่าม เพราะ "ท่านสามารถส่งผ่านอารมณ์ในขณะนั้นได้ด้วย" นางสาวสมลักษณ์กล่าว

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการชื่นชมจากคู่สนทนาในเรื่องความสามารถทางด้านการสื่อสารได้หมดจด ครอบคลุม และลึกซึ้งแม้ไม่ใช้ภาษาอังกฤษกับคู่สนทนาต่างชาติคือ นายชวน หลีกภัย ซึ่งใช้ล่ามในการพูดคุยหารือทุกครั้ง

"แม้ไม่ได้เป็นคนพูดเองแต่ก็สามารถกำกับล่ามให้พูดข้อความให้ครบถ้วนตามที่สื่อสารไป หลายครั้งที่ท่านทักท้วงล่าม ว่าแปลไม่ครบประเด็นและให้แปลให้ครบถ้วน" น.ส. สมลักษณ์ กล่าวถึงนายชวน

Image copyright CHRISTOPHE ARCHAMBAULT
คำบรรยายภาพ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ศาลอาญาในปี 2558

ทว่า ความไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษทำให้นายกรัฐมนตรีบางคนวิตกกังวลได้ เช่นกรณีของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ "ก็ได้ให้กำลังใจท่านไปว่าไม่ควรกังวลเพราะผู้นำประเทศอื่น ๆ ก็พูดผ่านล่ามกันทั้งนั้น การใช้ล่ามมีข้อดี เพราะมีเวลาคิดทำให้โอกาสสื่อสารพลาดก็น้อยลงไป" อดีตข้าราชการสำนักนายกฯ กล่าว

น่าห่วงกว่าคือประชาชนทั่วไป

ปัญหาใหญที่สร้างความกังวลให้กับบุคคลากรด้านการศึกษามากกว่า นายกฯไทยพูดอังกฤษได้หรือไม่ คือระดับความรู้ภาษาอังกฤษในหมู่ประชาชนโดยทั่วไป

"การสื่อสารภาษาอังกฤษของไทยอยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วงมาก" ดร.เนตรปรียา ชุมไชโย หรือ "ครูเคท" กล่าวกับบีบีซีไทย และอธิบายว่าอาการน่าเป็นห่วงก็คือการสื่อสารหรืออ่านข้อความง่าย ๆ ที่อาจจะเป็นป้ายหรือประกาศในเวลาไปต่างประเทศไม่เข้าใจ รวมทั้งไม่มีความกล้าที่จะพูดด้วยเพราะกลัวผิด

"รวมทั้งการหารือในระดับผู้นำ ความสามารถทางภาษาอังกฤษก็น่าจะทำให้การเจรจาเป็นไปราบรื่นและสามารถถ่ายทอดความจริงใจ และความมั่นคงในจุดยืนได้มากกว่าการใช้ล่าม...ในระดับประชาชนธรรมดาก็เช่นเดียวกัน ควรเพิ่มทักษะในสื่อสารภาษาอังกฤษ เพราะเดี๋ยวนี้ภาษาอังกฤษเท่ากับเป็นภาษาสากลไปแล้ว"

Image copyright Getty Images

ในความเห็นของ "ครูเคท" ความแตกต่างของคุณภาพการศึกษาระหว่างเด็กในกรุงเทพและต่างจังหวัด ทำให้เด็กกลุ่มหนึ่งในโรงเรียนชั้นนำในกรุงเทพฯ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อออกไปในต่างจังหวัด ความสามารถอ่านพูดเขียนภาษาอังกฤษของเด็กส่วนใหญ่อยู่ในระดับแย่

"เราเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมาก ในโลกปัจจุบันที่แข่งขันกันทางด้านความคิดทางธุรกิจ เด็กไทยอาจจะมีความคิดเรื่องสตาร์ทอัพที่ดี แต่พูดภาษาอังกฤษสื่อสารกับผู้ลงทุนหรือผู้ซื้อในต่างประเทศไม่ได้ก็จบ สู้สิงคโปร์ไม่ได้ แม้ความคิดสร้างสรรค์จะไม่ต่างกัน" ดร.เนตรปรียากล่าว

คนไทยอยู่ตรงไหนในเวทีนานาชาติ

สำนักงานจัดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ หรือ Education First (EF) นำเสนอรายงานดัชนีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ประจำปี 2559 จัดให้ไทยอยู่ที่อันดับ 56 จาก 72 ประเทศทั่วโลกที่ไม่ได้ใช้อังกฤษเป็นภาษาหลัก

นอกจากนี้ดัชนียังชี้ว่าประเทศไทยมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในขั้นต่ำมาก โดยได้คะแนนเพียง 47.21 จาก 100 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 6 จาก 8 ประเทศในอาเซียนที่ทำการสำรวจ เรียงตามลำดับดังนี้คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย กัมพูชา และ ลาว

EF ยังได้ให้ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างประเทศต่าง ๆ ด้วย ซึ่งทำให้เห็นว่าแต่ละปีรัฐบาลไทยใช้จ่ายงบประมาณประจำปีในด้านการศึกษาถึง 20.7%ขณะที่อินโดนีเซียใช้งบประมาณด้านการศึกษา 18.1% และเวียดนามใช้จ่ายด้านการศึกษา 21.4% สองประเทศนี้มีคะแนนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษสูงกว่าประเทศไทย

"มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่เราจะต้องปรับระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเสียใหม่หันมาสนใจเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยเฉพาะในการวัดผล ไม่เช่นนั้นเราจะยิ่งถดถอยลงไปอีก" ดร.เนตรปรียากล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม