ในหลวง ร.9 : วสิษฐเล่าเรื่อง “ประชาชนของพระราชา”

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
15 ปีที่มีโอกาสถวายงานในหลวง ร.9 คือ “ช่วงเวลาที่มีค่าที่สุด” ของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร

"พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก" หาใช่คำเปรียบเปรยที่เกินจริง หากเทียบกับพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ กว่าทศวรรษที่มีโอกาสถวายงาน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ได้ยินกับหู-ได้เห็นกับตา ทุกภาพยังแจ่มชัดในความทรงจำ ทุกฉากล้วนมี "ประชาชน" อยู่ในนั้น

15 ปีที่มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ "ช่วงเวลาที่มีค่าที่สุด" ในชีวิตของ พล.ต.อ.วสิษฐ

เขาไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะได้เข้าไปอยู่ในรั้วในวัง และไม่เคยคิดว่าจะได้ถวายงานใกล้ชิดติดพระองค์ ในฐานะนายตำรวจราชสำนักประจำ เป็นเวลา 1 ปี 11 เดือน

"มันยิ่งกว่าเกียรติภูมิ มันใหญ่หลวงจริง ๆ และผมก็รู้ด้วยว่าผมไม่ได้เข้าไปเป็นแค่คนใช้ แต่เข้าไปเพื่อจะดูแลความปลอดภัยของพระยุคลบาท ของผู้ที่คนไทยทั้งประเทศรักและเป็นห่วง" พล.ต.อ.วสิษฐกล่าวกับบีบีซีไทย

ประชาชนปูผ้ารอรับรอยพระบาท

ทุกครั้งที่มีโอกาสตามเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปเยี่ยมเยียนราษฎร เขารู้สึก "ประทับใจ" เมื่อได้เห็นความใกล้ชิดระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนพร้อมใจกันเปล่งวาจา "ทรงพระเจริญ" ดังกึกก้อง ขณะในหลวงรัชกาลที่ 9 ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระบรมมหาราชวัง 5 ธ.ค. 2550

ภาพประชาชนมารอเฝ้าฯ รับเสด็จ นำผ้าขาวมาปูกับพื้น หมายให้ทรงประทับรอยพระบาท ยังติดตา-ตรึงใจอดีตนายตำรวจผู้นี้

"ก่อนเสด็จไปถึงตรงนั้น ราษฎรจะเอาผ้ามาวางไว้ก่อนเลย บางคนผืนใหญ่ บางคนผืนเล็ก เป็นที่เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการให้ท่านเหยียบ และพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระดำเนินไปบนผ้าเหล่านั้นล่ะครับ บางทีถ้าทัน หลายรายก็เอื้อมมือเอาผ้ามาเช็ดฉลองพระบาท (รองเท้า) ของพระเจ้าอยู่หัว ทั้งหมดนี้เพื่อจะได้เก็บไปบูชาที่บ้าน ผ้าเหล่านี้กลายเป็นเหมือนผ้ายันต์ของตัวเองหรือวงศ์ตระกูลของเขา"

กลายเป็นงานหนักของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่าง พล.ต.อ.วสิษฐกับพวก ที่ต้องพยายามเลี่ยง-ไม่เหยียบบนผ้าของประชาชน

แม้รู้ว่าผู้ที่มารอเฝ้าฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดี และหวังได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด แต่หน้าที่ของนายตำรวจราชองครักษ์คือ "วางใจใครไม่ได้เลย ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนที่เข้ามาใกล้ อาจจะเป็นศัตรูทั้งนั้น"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนเฝ้ารับเสด็จ ณ สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต 4 ธ.ค. 2546

"ความจริงที่เขาอยากจะทำส่วนใหญ่ ก็อยากจะสัมผัสพระวรกาย อยากจะมาจับท่าน ขอเพียงแค่แตะรองเท้าก็เอา หรือถ้าสะดวก เช่น กำลังเอื้อมพระหัตถ์ไปรับของ เขาก็ถือโอกาสจับพระหัตถ์ ทั้งหมดนี้เราไม่ชอบทั้งนั้นครับ เพราะมันไม่แน่ว่าจะเป็นอะไร และบางทีเขาเตรียมฎีกามาถวาย เขาอยากถวายกับพระหัตถ์ แล้วเขาก็เอาฎีกาซ่อนใส่อกเสื้อเอาไว้ นั่นล่ะที่ทำให้เราวิตกมาก เพราะเวลาเขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ เราไม่รู้ว่าเขาล้วงเข้าไปทำไม หลายครั้งที่ผมต้องเข้าไปใกล้ชิดเข้าไปตัวเข้าเลย แล้วพร้อมจับอะไรก็ตามที่เขาล้วงออกมาจากข้างใน เป็นฎีกาทั้งนั้นล่ะครับ"

ทรงรับสั่ง "ให้ประชาชนผิดหวังไม่ได้"

พื้นที่ 5.13 แสนตารางกิโลเมตร-ดินแดนประเทศไทย ไม่มีจุดไหนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่เสด็จพระราชดำเนินไป แม้กระทั่ง "พื้นที่สีแดง"

หนึ่งในเหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำของ พล.ต.อ.วสิษฐ คือเหตุผู้ก่อการร้ายใช้ปืนครกยิงใส่ฐานทหาร จ.น่าน ทำให้มีทหารได้รับบาดเจ็บ และปืนใหญ่ของทางราชการได้รับความเสียหาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนเสด็จเพียง 1 คืน

Image copyright Vasit Dejkunjorn
คำบรรยายภาพ พระบรมฉายาลักษณ์ที่ พล.ต.อ.วสิษฐอัญเชิญมาไว้ที่โต๊ะทำงาน โดยมีตัวเขาขณะปฏิบัติหน้าที่ตำรวจราชองครักษ์อยู่เบื้องหลัง

ในฐานะ "ส่วนล่วงหน้า" ที่รุดไปตรวจสอบพื้นที่ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้งดเสด็จพระราชดำเนิน

"การใช้ปืนครกขนาดนั้น แปลว่าเขาไม่ได้ยิงด้วยการจ้องยิง แต่ยิงโดยใช้แผนที่จากระยะห่างไปเป็นกิโลฯ ฉะนั้นเขายิงได้อีก โดยหลักยุทธวิธีมันรู้กันทั้งนั้นล่ะครับ.. แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลา พระองค์ท่านก็เสด็จพระราชดำเนินตามกำหนด เสด็จออกจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์โดยเฮลิคอปเตอร์ แล้วก็ลงใกล้ ๆ ฐานนั่นล่ะครับ ซึ่งเราไม่ชอบเลย เพราะถ้าเขายิงฐานได้ เขาก็ยิงตรงใกล้ ๆ ฐานได้"

หลังจากนั้น พล.ต.อ.วสิษฐมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรับสั่งตอบ พล.ต.อ.วสิษฐคือ "คนที่ไปรอเฝ้าฯ เขาไปตั้ง 2-3 คืนก่อนหน้านั้น และคนเป็นหมื่นเลย จะให้ประชาชนผิดหวังไม่ได้ แล้วท่านก็รับสั่งต่อไปด้วยว่าก่อนท่านจะเสด็จ ทรงทราบด้วยว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการกวาดล้างแล้ว ท่านทรงทราบจากวิทยุของทางราชการ เพราะพระเจ้าอยู่หัวของเราท่านทรงฟังวิทยุของทางราชการทุกข่าย"

เรียนรู้วิธีทรงงานผ่านฎีกา

นอกจากภารกิจหลักอย่างการถวายความปลอดภัย ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมอบหมาย "ภารกิจพิเศษ" ให้ พล.ต.อ.วสิษฐ ออกสำรวจความทุกข์ของชาวบ้าน และตามต้นเรื่องฎีกาที่ราษฎรถวายขึ้นมา

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ในหลวง ร.9 ทรงเกี่ยวข้าวบางส่วนที่ได้จากโครงการในพระราชดำริ ที่ จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2541

ครั้งหนึ่ง ชาวนา จ.สิงห์บุรีได้ยื่นถวายฎีกากับพระหัตถ์ เพราะได้รับความเดือดร้อนจากการนำที่ดินทำกินไปจำนองกับนายทุน แต่ขาดส่งดอก จนถูกยึดที่

"พอกลับไปทอดพระเนตรฎีกาแล้ว ท่านรับสั่งให้ผมออกไปกับคุณขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง (ขณะนั้น) ไปดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชาวนารายนี้ เราก็ไปถึงบ้านเขา ฟังจากปากเขาว่าเป็นอย่างไร ก็กลับมากราบบังคมทูลฯ รายงานว่าเป็นเรื่องจริง และที่นาก็มีไม่มาก พอเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น ไม่ถึงขนาดขายเอากำไร ท่านก็รับสั่งให้เอาเงินพระราชทานไปให้ชาวนารายนั้นไปไถ่ที่คืน แต่ท่านบอกว่าไม่ได้ให้เปล่านะ ให้ยืม แล้วดอกเบี้ยไม่ได้ให้ส่งเป็นเงิน ให้ส่งเป็นข้าวเปลือกที่ปลูกจากนานั้น ส่งไปที่สวนจิตรลดาซึ่งมีโรงสีอยู่ข้างใน ไม่นานนัก ท่านก็รับสั่งเรียกคุณขวัญแก้วไปพบ แล้วก็รับสั่งว่าชาวนารายนี้ซื่อตรง ส่งดอกเป็นประจำ ให้ยกเงินที่เหลือ ไม่ต้องคืน นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้วิถีทรงงานของท่าน"

เมื่อราชองครักษ์ถวายฎีกา

ในแต่ละปีมีราษฎรถวายฎีกานับร้อยนับพันฉบับ ทุกฉบับล้วนผ่านสายพระเนตรของในหลวงรัชกาลที่ 9

Image copyright ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวง ร.9
คำบรรยายภาพ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ถูกนำมาจัดแสดงภายในงานนิทรรศการ "ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ณ หอศิลปฯ จัดโดยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
Image copyright ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวง ร.9

กระทั่งปี 2518 พล.ต.อ.วสิษฐกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถวายฎีกาเสียเอง หลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระอาการประชวรหนัก ขณะประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่

"หมอสันนิษฐานว่าท่านไปเยี่ยมชาวเขา เข้าไปในบ้าน แล้วก็โดนหมัดนำเชื้อโรคมา แล้วก็ทรงพระประชวรค่อนข้างหนัก พระปรอท (ไข้) สูงอยู่ราว 40 องศา ทั้งสัปดาห์ไม่ลงเลย ต้องระดมแพทย์จากกรุงเทพฯ ไปถวายการรักษา พวกเราวิตกกันมาก ในที่สุดพระไข้ก็ลง พระอาการทุเลาลง หมอกราบบังคมทูลขอพระราชทานให้งดเสด็จพระราชกรณียกิจอย่างน้อย 1 เดือน พวกเราก็โล่งใจกัน ก็รู้ว่าไม่เสด็จที่ไหน"

วันหนึ่ง พล.ต.อ.วสิษฐพักอยู่ภายในเรือนพักของราชองครักษ์ ได้ยินสถานีแม่ข่ายวิทยุสื่อสารค่ายดารารัศมี อ.แม่ริม วิทยุเรียกเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ สักพักหนึ่ง พระสุรเสียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ดังขึ้น ทรงรับสั่งตอบว่าเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวลงจอดอยู่ที่ จ.แม่ฮ่องสอน

"เราเกือบจำไม่ได้ว่าเป็นพระสุรเสียงท่านเพราะแหบเครือ ท่านได้ยินเสียงแม่ข่าย แต่แม่ข่ายไม่ได้ยินเสียงเครื่องนั้นเพราะมันอยู่สูงกว่า ผมไม่ได้ดูตาม้าตาเรืออะไร นึกอย่างเดียวว่าขัดเคืองที่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอ ท่านลุกมาพูดวิทยุ ผมก็ทำฎีกาถวายเลย"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร บอกว่า การได้ถวายงานใกล้ชิด เป็นยิ่งกว่า "เหรียญตรา" ของชีวิต

จดหมายฎีกาฉบับนั้นถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายผ่านนางสนองพระโอษฐ์ ก่อนที่วันรุ่งขึ้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเชิญพระราชหัตถเลขาตอบลงมาที่เจ้าของฎีกา ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ทรงด้วยพระหัตถ์ แต่พิมพ์ดีดโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

"ผมระบายอารมณ์ไปในฎีกาของผมด้วยว่าทรงพระประชวรคราวนั้น คนไทยทั้งประเทศเลยที่เป็นห่วงท่าน ตัวผมเองถึงขนาดตั้งใจว่าถ้าหายพระประชวร จะบวชถวายเป็นพระราชกุศล ท่านตอบมาเป็นข้อ ๆ ข้อที่เกี่ยวกับการทรงงาน ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ดื้อหมอ ที่นั่งฟังวิทยุเป็นเรื่องพักผ่อนพระอิริยาบถของท่าน เมื่อได้ยินเสียงตำรวจตระเวนชายแดนเขาเรียกเฮลิคอปเตอร์เครื่องที่หาย ก็ทรงทราบว่าเขาก็เป็นห่วง และท่านบังเอิญได้ยินอยู่พระองค์เดียว ท่านก็ตอบ แล้วก็จบ ดังนั้นไม่ได้เป็นเรื่องทำงานหนักหนาอะไร ส่วนข้อที่ผมกราบบังคมทูลฯ ต่อว่าไป แล้วก็กราบบังคมทูลฯ ว่าผมจะบวชถวาย ท่านรับสั่งถามลงมาในข้อนั้นว่าจะบวชให้ใคร เราไม่ตายบวชไม่ได้ ถ้าบวชหน้าไฟ อนุญาตให้บวช"

แม้ผ่านมาหลาย 10 ปี แต่ พล.ต.อ.วสิษฐยังเก็บพระราชหัตถเลขาฉบับนั้นไว้อย่างดี

วันที่ไร้ปาฏิหาริย์

แต่สำหรับวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ห้วงเวลาที่แสนอึดอัดใจของคนไทยทั้งชาติ แม้ประชาชนทั่วทุกสารทิศร่วมตั้งจิตภาวนา ร่วมสวดมนต์บทโพชฌงคปริตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล หวังให้หายจากพระอาการประชวรแบบทุกครั้งที่ผ่านมา หวังให้มีปาฏิหาริย์ แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

Image copyright AFP/Getty Images

"ผมอยู่บ้าน ผมรู้ก่อนแถลงการณ์ เพราะว่าพวกในวังเขาโทรศัพท์มาบอก ผมก็นั่งร้องไห้อยู่ 2 คนกับภรรยา เราไม่รู้จะทำอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ผมก็คงแต่งตัวเข้าไปเฝ้าฯ เพราะมีหน้าที่ แต่ผมพ้นหน้าที่มานานแล้ว.."

ในฐานะที่ฝึกสมาธิ-เจริญมรณานุสติอยู่เป็นประจำ พล.ต.อ.วสิษฐไม่รู้สึก "ประหลาดใจ" กับข่าวที่ได้รับ

"นึกไว้ว่าสักวันหนึ่งก็ต้องเสด็จสวรรคต เพียงแต่ว่าก่อนวันนั้นน่ะ เคยแช่งตัวเองให้ตายก่อนท่าน เพราะไม่อยากอยู่รับฟังข่าว แต่ลงท้ายมันก็เป็นไปอย่างนั้นจริง ๆ ไม่เคยคิดถึงปาฏิหาริย์ มีแต่ความเสียใจ"

แม้ผ่านมา 1 ปีหลังเสด็จสวรรคต แต่ พล.ต.อ.วสิษฐยังมิอาจทำใจ "ทุกวันนี้ถ้ามีอะไรมากระทบ ก็ยังอดน้ำตาซึมไม่ได้"

ความรู้สึกเช่นนี้คงไม่ต่างจากคนไทยทั้งประเทศ!!!

หมายเหตุ: รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานพิเศษชุด "ในหลวง ร.9" ซึ่งบีบีซีไทยนำเสนอต่อเนื่องตลอดเดือน ต.ค. ขณะนี้ยังอยู่ภายใต้หัวข้อ "เป็น 1 ปี ที่เนิ่นนานนับอนันต์"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม