ในหลวง ร.9: อดีต บก. นสพ. เชียงใหม่ วัย 93 เล่าประสบการณ์ตามเสด็จในสหรัฐอเมริกา

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
อดีต บก.หนังสือพิมพ์ วัย 93 ปี ย้อนความประทับใจที่ได้ตามเสด็จ และฉายภาพในหลวง ร.9

อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ในเชียงใหม่วัย 93 ย้อนรำลึกความประทับใจที่ได้ตามเสด็จและฉายภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดสองสัปดาห์เมื่อ 57 ปีที่แล้ว

28 มิ.ย. 2503 สนามบินในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เต็มไปด้วยผู้คนทั้งคนไทยและคนอเมริกัน และกองเกียรติยศของสหรัฐฯ ที่มารอถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กันอย่างเนืองแน่น

ในขณะที่ช่างภาพชาวอเมริกันนับสิบยืนอยู่บนอัฒจรรย์ไม้ โดยใช้เลนส์เทเลโฟโต้ที่ทำให้ถ่ายภาพได้ระยะไกล วิจิตร ไชยวัณณ์ ช่างภาพชาวไทย เคลื่อนตัวไปรอบ ๆ สนามบิน พร้อมกล้องฟิล์ม Olympus-Pen และ Yashica MG-1 เพื่อให้ได้พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อย่างใกล้ชิด

Image copyright WICHITR JAYAVANN
คำบรรยายภาพ ในหลวง ร.9 เสด็จตรวจแถวทหารเกียรติยศของทหาร 3 เหล่าทัพที่สนามบิน Military Air Transport Service กรุงวอชิงตันดีซี พร้อมกับประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ของสหรัฐอเมริกา

"รู้สึกเป็นเกียรติยศเรา มีเพียงผมคนเดียวที่สามารถติดตามอย่างใกล้ชิด" วิจิตร กล่าวกับบีบีซีไทยที่บ้านหลังคามุงสังกะสีชั้นเดียวของเขาที่ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ พร้อมรำลึกถึงความรู้สึกตอนที่เขา "ขนลุก" ทันทีที่เพลงชาติไทยบรรเลง

หลังจากประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ถวายการต้อนรับในหลวง ร.9 วิจิตรกล่าวถึงตอนนั้นว่า พระองค์ทรงรับสั่งตอบเป็นภาษาอังกฤษด้วยข้อความสั้นๆ ว่า "I'm not a stranger, but I come back to my second home" (ฉันไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่ฉันกลับมายังบ้านหลังที่สอง) โดยอ้างอิงถึง ร.พ.เมาท์ ออเบิร์น (Mount Auburn Hospital) สถานที่ประสูติ

Image copyright WICHITR JAYAVANN
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ถวายการต้อนรับในหลวง ร.9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ด้านหลังคือถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้น

"ในหลวงตอบสั้น ๆ ได้ใจความแต่กินใจมาก คนอเมริกันก็ชอบ" วิจิตรซึ่งขณะนั้นเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "คนเมือง" กล่าว โดยเขาได้มีโอกาสตามเสด็จ ร.9 เป็นเวลา 15 วัน หลังจากได้รับคำเชิญจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน แม้ว่าวิจิตรจะอายุ 93 ปีและต้องนั่งรถเข็น แต่ยังจดจำได้ถึงเบื้องหลังของรูปภาพทุกรูปที่เขาเก็บไว้ในอัลบั้ม Kodak สีเหลืองจำนวน 6 อัลบั้ม

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI

โอกาสอันดีงาม

เส้นทางไปสู่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์คนเมืองของวิจิตรเริ่มต้นเมื่อเขาได้สัมภาษณ์งานกับไกรศรี นิมมานเหมินท์ บรรณาธิการคนแรกของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับแรกของ จ.เชียงใหม่ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2496 โดยไกรศรีได้ให้วิจิตรทดลองแปลบทความในนิตยสารจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย

ช่วงแรกวิจิตรมีหน้าที่รับและแยกประเภทจดหมายต่าง ๆ ที่ส่งมายังแผนกบรรณาธิการวันละกว่าร้อยฉบับ ทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับหนังสือพิมพ์และการเขียนข่าว

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ภาพที่วิจิตรโปรดปรานมากที่สุด

"เวลาไปสัมภาษณ์ มีชาวต่างประเทศมาก็มีผมคนเดียวที่จะไปสัมภาษณ์ได้" วิจิตรกล่าว พร้อมกับอธิบายว่า สาเหตุที่เขาสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้คล่อง เนื่องจากเรียนที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ค่าจ้างของเขาในเวลานั้นก็คือ 170 บาทต่อสัปดาห์ เทียบกับเงินเดือนข้าราชการในขณะนั้น 800 บาทต่อเดือน แต่วิจิตรก็ไม่เกี่ยงงาน เขาทำงานเป็นทั้งผู้สื่อข่าวและช่างภาพเป็นเวลา 2-3 ปี ก่อนที่จะรับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการต่อจากไกรศรีในปี 2499 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่บริษัทลานนาการพิมพ์จำกัด ซึ่งในขณะนั้นสำนักงานอยู่ตรงข้ามกงสุลอเมริกัน ขาดทุนและเป็นหนี้จำนวน 1.2 ล้านบาท

"พอบริษัทขาดทุน จะเลิก [กิจการ] แล้ว ผมก็ลงทุนเป็นเจ้าของกิจการ เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นคนเมืองการพิมพ์ ผมเป็นเจ้าของและบรรณาธิการเป็นเวลา 21 ปี" วิจิตรกล่าว

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ กล้องฟิล์ม Olympus-Pen และ Yashica MG-1 ที่วิจิตรซื้อที่ฮ่องกงเพื่อถ่ายภาพในหลวง ร.9

ด้วยจำนวนคนในกองบรรณาธิการที่มีเพียง 5 คน วิจิตรกล่าวว่า "ทุกคนต้องถ่ายรูปเป็น" รวมถึงตัวเขาเอง ทำให้เขาต้องซื้อกล้องถ่ายรูปมาเพื่อถ่ายภาพเวลาไปทำข่าวในที่ต่างๆ

นอกจากนั้น การอยู่ในแวดวงสื่อทำให้วิจิตรมีโอกาสรู้จักกับคนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำเชียงใหม่ ซึ่งวิจิตรมักจะได้รับเชิญให้ไปร่วมงานต่าง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งรัฐบาลสหรัฐเชิญวิจิตรไปเยือนสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วัน โดยจะเลือกไปเวลาไหนก็ได้

"พอทราบข่าวว่าในหลวงกับพระราชินีจะเสด็จเยือนอเมริกาในเดือน มิ.ย. ผมก็เห็นว่าอยากจะไปติดตามข่าวในหลวง ก็เลยติดตามเสด็จไปตลอดสองอาทิตย์ที่อยู่อเมริกา" วิจิตรกล่าว

Image copyright WICHITR JAYAVANN
คำบรรยายภาพ โรงพยาบาล ร.พ.เมาท์ ออเบิร์น (Mount Auburn Hospital) รัฐแมสซาชูเซตส์ซึ่งเป็นที่ประสูติของในหลวง ร.9 เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2470

ติดตามอย่างใกล้ชิด

แม้ว่าสถานทูตสหรัฐฯ จะออกค่าโดยสารเครื่องบินให้ไป-กลับชั้นหนึ่ง แต่วิจิตรขอเปลี่ยนเป็นที่นั่งระดับรองลงมา โดยให้เหตุผลว่า "First class มันดีเกินไป"

ที่สหรัฐฯ วิจิตรเล่าว่า เขาได้รับอนุญาตให้นั่งรถติดตามในหลวง ร.9 ทำให้เขาได้เห็นผู้คนที่ยืนอยู่ทั้งสองข้างทางเพื่อรอรับเสด็จ พร้อมภาพในหลวง ร.9 และสมเด็จพระราชินีที่ติดอยู่บนเสาไฟฟ้าตลอดข้างทาง

วันแรกที่ในหลวง ร.9 เสด็จเยือนสหรัฐฯ ท่านทรงถือโอกาสเยี่ยมคำนับประธานาธิบดีที่ทำเนียบขาว โดยในหลวง ร.9 ได้พระราชทานของที่ระลึก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงของไทยแก่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ

Image copyright WICHITR JAYAVANN
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ถวายการต้อนรับในหลวง ร.9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่ทำเนียบขาว

วิจิตรเล่าว่า นับว่าเป็นโชคของเขาที่ในหลวง ร.9 ได้ตรัสกับเขาอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อตอนที่เขายืนอยู่ในห้องรับรองที่ทำเนียบขาวกับไชยยงค์ ชวลิต ซึ่งขณะนั้นเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

"ผมยืนซุบซิบอยู่กับคุณไชยยงค์ พอในหลวงผ่านหน้าผม ท่านก็เห็น แล้วบอกว่า 'อย่าคุยกัน' สามคำ" วิจิตรกล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า แม้ว่าไชยยงค์จะเป็นผู้สื่อข่าวอีกคนหนึ่งที่ได้ถ่ายภาพในหลวง ร.9 ในช่วงเวลานั้น แต่ตนเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้ตามเสด็จไปทุกที่

Image copyright WICHITR JAYAVANN
คำบรรยายภาพ ในหลวง ร.9 ทรงมอบของที่ระลึกให้แก่พยาบาล 4 คนที่ได้ช่วยทำคลอด ตอนที่พระองค์ประสูติที่ ร.พ.เมาท์ ออเบิร์น (Mount Auburn Hospital) Mount Auburn

ภาพสำคัญ ๆ ที่วิจิตรถ่ายได้ถูกส่งมาลงหนังสือพิมพ์คนเมืองติดต่อกันหลายสัปดาห์ จนวันหนึ่งเจ้าหน้าที่จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เดินทางมาหาวิจิตรเพื่อขอนำฟิล์มไปล้างอัดไว้เป็นหลักฐานหอจดหมายเหตุ

"ผมให้ไปหมด แต่ [เขา] ส่งให้ผมกลับคืนมา 6 อัลบั้ม" วิจิตรกล่าว

Image copyright WICHITR JAYAVANN
คำบรรยายภาพ ในหลวง ร.9 และสมเด็จนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดพระเนตรแผ่นป้ายทองเหลืองปิดที่ประตูห้อง