แชมป์หุ่นยนต์ไทย ยังต้องหางานในต่างประเทศไหม?

ภาพหุ่นยนต์กู้ภัย Image copyright Getty Images

ทีมหุ่นยนต์ไทย 'วไลยอลงกรณ์' ของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ เพิ่งคว้าแชมป์การแข่งขันสร้างและบังคับหุ่นยนต์ในการแข่งขันระดับโลกที่ประเทศคอสตาริกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ตลาดงานในประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหนที่รองรับนักศึกษาผู้มีทักษะเฉพาะทางเหล่านี้ให้ได้พัฒนาศักยภาพและทำงานในสิ่งที่พวกเขาสนใจต่อไป

ขณะที่ภาพของหุ่นยนต์ในสายตาคนทั่วไปอาจคุ้นเคยกับหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ในภาพยนต์ต่าง ๆ เทคโนโลยีหุ่นยนต์นั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสายพานการผลิตที่ขาดไม่ได้ทั่วโลก

ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โอกาสทางอาชีพที่ไม่เพียงพอทำให้บุคลากรผู้มีความสนใจและความสามารถด้านหุ่นยนต์หลายคนต้องเบนเข็มไปทำอาชีพอื่น ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้เร่งผลักดันแผนพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งหวังจะพัฒนาคุณภาพและเก็บรักษาบุคลากรด้านหุ่นยนต์ไทยเอาไว้

Image copyright Valaya Alongkorn Rajabhat University
คำบรรยายภาพ ทีม วไลยอลงกรณ์ นำโดย ผศ.ดร.เทิดศักดิ์ อินทโชติ กับเหรียญชนะเลิศจากการแข่งขัน World Robot Olympiad ประจำปีนี้

เช่นเดียวกับทีมวไลยอลงกรณ์ นักศึกษาไทยทำผลงานได้น่าภูมิใจในเวทีแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลกมาโดยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ปี 2552 อาจนับได้ว่าเป็นหนึ่งในปีทองของทีมหุ่นยนต์จากประเทศไทย โดยทีม iRAP_PRO จาก ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ชนะการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยในรายการ World RoboCup ทำให้ทีมจากประเทศไทยครองแชมป์ถึง 5 ปีติดต่อกันในเวลาต่อมา

ในการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย แต่ละทีมจะต้องบังคับหุ่นยนต์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองเข้าไปทำการช่วยเหลือตามภารกิจต่าง ๆ ซึ่งจะมีสภาพแวดล้อมต่างกันไป ซึ่งถึงแม้ความพร้อมด้านอุปกรณ์อาจไม่ทัดเทียมประเทศอื่น ๆ ในสมัยนั้น นายคฑาวุฒิ อุชชิน อดีตหัวหน้าทีม iRAP_PRO ชุดแชมป์ปี 2009-2010 มองว่าที่เด็กไทยมักทำได้ดีเพราะความตั้งใจ

ปัจจุบันนายคฑาวุฒิ เป็นอาจารย์สังกัด ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนทีมหุ่นยนต์รุ่นเยาวชนไม่เกิน 19 ปีจาก โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน เขาเพิ่งเสร็จจากการนำทีมไปแข่งในการ World Robot Challenge

"พาเด็กไปแข่งตื่นเต้นกว่าครับ เพราะเราลุ้นในตัวเด็กด้วย ตอนเราแข่งเองเราก็รู้ศักยภาพของเรา เราอยู่ในเกมด้วยไม่ตื่นเต้น" เขากล่าวว่า การเตรียมทีมยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทางมหาวิทยาลัย ขณะที่การเข้าถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัจจุบันนั้นง่ายกว่าเมื่อก่อน

นายคฑาวุฒิกล่าวว่าเวลาพานักเรียนไปแข่งขัน เขามักจะได้พบปะเพื่อนในวงการหุ่นยนต์จากสมัยเรียนซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนทีมอื่น ๆ เช่นกัน ขณะที่เพื่อนร่วมทีมของเขาหลายคนหลังเรียนจบได้ทำงานในด้านระบบอัตโนมัติซึ่งนับว่าไม่ห่างจากความรู้ด้านหุ่นยนต์นัก

Image copyright Valaya Alongkorn Rajabhat University
คำบรรยายภาพ สมาชิกทีมวไลยอลงกรณ์ ช่วยขนหุ่นยนต์เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการแข่งขัน

ในปี 2552 เดียวกันนั้น ทีม SKUBA จาก ม.เกษตรศาสตร์ ก็ได้คว้าชัยชนะในการแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอล รุ่นขนาดเล็ก ในรายการ World RoboCup ไว้ได้ ก่อนจะเดินหน้ารักษาตำแหน่งจนครองสถิติแชมป์ได้ถึง 4 สมัย

ดร. กาญจนพันธุ์ สุขวิชชัย ผู้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาของทีมหุ่นยนต์นักฟุตบอลนี้มาตั้งแต่ปี 2007 กล่าวว่าในอดีตนั้น หลังจากเรียนจบแล้ว นักศึกษาในทีมแชมป์หุ่นยนต์ส่วนใหญ่จะไปทำงานต่างประเทศ

"ไปทำหุ่นยนต์ที่ญี่ปุ่นกับเยอรมันเป็นหลักเลยครับ มีคนมาซื้อตัวไป บางส่วนก็ไปเป็นอาจารย์ที่ต่างประเทศและกลับมาที่ไทยหลายคนแล้ว" ดร. กาญจนพันธุ์กล่าว

ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยไม่มีอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ หรือสายงานที่จะรองรับความสามารถที่เฉพาะทางของนักเรียนกลุ่มนี้ แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปมากเพราะหลายอุตสาหกรรมทั้งในไทยและต่างประเทศได้เริ่มนำหุ่นยนต์เข้ามามีส่วนกับการผลิตมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีบริษัทหุ่นยนต์จากต่างประเทศ อาทิ ไต้หวัน และ เยอรมนี ทยอยเปิดในประเทศไทย รวมทั้งอดีตสมาชิกทีม SKUBA บางส่วนก็ได้สร้างบริษัทของตัวเองด้วยเช่นกัน

"งานมีเยอะจริง ๆ แบบไม่น่าเชื่อ ต่างจาก 5-7 ปีที่แล้วเยอะมาก ถ้าเด็กมาถามว่าจบไปแล้วทำอะไรตอนนี้ ผมสามารถบอกได้เลยว่ามีความรู้ตรงนี้จะไปทำงานตรงไหนได้บ้าง" ดร. กาญจนพันธุ์กล่าว

ทีมหุ่นยนต์ของแต่ละมหาวิทยาลัยในประเทศมักจะมุ่งเน้นในสายการแข่งขันกันไป อย่างเช่นในกรณีของทีม SKUBA ที่นักเรียนจะต้องศึกษาการทำหุ่นยนต์ตั้งแต่ต้น และเน้นทางด้านปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) และการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ซึ่งปัจุบันความรู้ดังกล่าวสามารถไปประยุกต์ใช้กับหลายอุตสาหกรรม อย่างเช่น การสอนให้เครื่องจักรประมวลผลด้วยภาพเพื่อช่วยในการผสมอาหารสัตว์ให้ถูกสัดส่วน หรือช่วยจัดการเมล็ดพันธุ์พืชที่มีความชื้นต่างกัน

Image copyright Valaya Alongkorn Rajabhat University
คำบรรยายภาพ บรรยากาศการแข่งขันที่ประเทศคอสตาริกา

ในขณะที่ประเทศไทยไม่ประสบปัญหาในการสร้างความสนใจด้านหุ่นยนต์ รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้ง และที่ปรึกษาสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) เชื่อว่าโครงสร้างของประเทศไทยแต่เดิมไม่เปิดโอกาสให้ "คนที่สนใจเฉพาะทางเดินต่อไปได้" อย่างใน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ หรือประเทศในทวีปยุโรป

"ที่ผ่านมาเราไม่สามารถได้ประโยชน์จากการที่มีเด็กไทยเก่ง เพราะเราไม่มีโครงสร้างที่รองรับพวกเขา แต่ต่อไปเราจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านนี้ปีละแสนแสนล้าน ซึ่งเด็กที่มีความสนใจด้านนี้ก็จะมีทางเดิน" รศ.ดร.ชิตกล่าว

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) ก่อตั้งเมื่อปี 2538 โดยมีเป้าหมายมีส่วนพัฒนาความรู้เพื่อแข่งขันหุ่นยนต์ และมีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยหันมาสนใจการใช้หุ่นยนต์ในระบบอุตสาหกรรมมากขึ้น จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทย

Image copyright Valaya Alongkorn Rajabhat University

มาตรการดังกล่าวจะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมในประเทศนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการลดหย่อนภาษี และงดเว้นอากรนำเข้าชิ้นส่วนหุ่นยนต์ รวมถึงการจัดฝึกอบรมบุคลากรไม่น้อยกว่า 25,000 คน ซึ่ง ดร.ชิต เชื่อว่าภายใน 5 ปี จะทำให้บุคลากรด้านหุ่นยนต์เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากและอาจถึงขั้นไม่พอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ในวันที่ 12-18 ธ.ค. นี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ Robocup Asia Pacific การแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลกขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปเอเซีย ซึ่งจะมีทั้งการฝึกสอนให้ความรู้เกี่ยวกับหุ่นยนต์ให้ผู้ที่สนใจควบคู่ไปด้วย

"25 ปีที่แล้ว ผมตั้งฟีโบ้ และเอาหุ่นยนต์ไปช่วยกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมตลอด ตอนนั้นคนถามกันว่า 'ผมเพี้ยนไหม แรงงานไทยมีเยอะแยะจะมาเอาหุ่นยนต์ทำไม' เขากล่าว

"ทุกวันนี้คำถามพวกนั้นเปลี่ยนเป็นว่า เขาจะเอาหุ่นยนต์มาใช้ในอุตสาหกรรมได้อย่างไร"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม