รัฐบาลไทยขานรับอียูจะรื้อฟื้นสัมพันธ์ทางการเมืองอีกครั้ง

ธงอียู Image copyright Getty Images

รัฐบาลไทยขานรับอียูรื้อฟื้นสัมพันธ์ทางการเมือง รัฐมนตรีต่างประเทศมั่นใจเดินหน้าไปได้แม้มีข้อแม้ให้ไทยจัดการเลือกตั้งก่อนมีการติดต่อแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ เพราะไทยเดินตามโรดแมปเลือกตั้งอยู่แล้ว

ส่วนนายกฯ ยักคิ้วหลังนักข่าวถามแล้วตอบว่า "ก็ดีแล้ว" ในขณะที่นักวิชาการมองว่าอียูเปลี่ยนวิธีการเป็นใช้แรงจูงใจ เพราะมาตรการไม้แข็งที่ผ่านมาไม่ได้ผล

รัฐบาลไทยมั่นใจทำตามโรดแมปเลือกตั้งฟื้นสัมพันธ์ได้แน่นอน

หลังที่สหภาพยุโรป หรือ อียู มีมติว่าจะฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทยในทุกระดับแบบมีข้อแม้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งในปี 2561 และไม่ให้เอาผิดในคดี ม.112 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า แม้มีเงื่อนไขซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่"ใจความสำคัญคือพัฒนาการทางการเมืองกับอียูที่ดีอีกขั้นหนึ่ง...การแลกเปลี่ยนการเยือนเกิดขึ้นได้....โดยเฉพาะในระดับผู้นำทางการเมือง"

"เราเองมีพัฒนาการที่ดีตลอดเวลา 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา ขณะเดียวกันไทยก็ได้ช่วยเหลืออียู ฐานะเป็นผู้ประสานงานอาเซียนที่สามารถสร้างความพอใจในอียูหลายด้าน รวมไปถึงกระแสการเมืองระหว่างประเทศก็เป็นเหตุที่ทำให้เขาเองเห็นว่าควรจะเข้ามาคุยกับเรา เป็นการผสมผสานหลายปัจจัย เราก็ต้อนรับด้วยความยินดีกับพัฒนาการครั้งนี้ แต่ไม่ต้องลิงโลดกันเป็นพิเศษ จากนี้ไปคงเห็นการติดต่อกันมากขึ้น" รมว.ต่างประเทศกล่าวว

นอกจากนี้เขาก็ชี้ด้วยว่าความผ่อนคลายจะมีผลต่อด้านจิตใจนักลงทุนมากขึ้น การเจรจาต่างๆ เช่น เอฟทีเอ ก็ค่อยๆ มาดูกันว่ามีความพร้อมเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้นายดอนก็ยังได้แสดงความมั่นใจด้วยว่าทางรัฐบาลไทยเดินตามโรดแมปการเลือกตั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศออกมาว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพ.ย. 2561 อย่างแน่นอน

ทางด้านนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามถึงกรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) ได้มีข้อตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ทางการเมืองและด้านอื่นๆกับประเทศไทยถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ยักคิ้วก่อนแล้วกล่าวว่า "ก็ดีแล้ว"

รื้อฟื้นสัมพันธ์แบบมีเงื่อนไข

เมื่อวานนี้ (11 ธ.ค.) คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) มีข้อสรุปให้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐบาลทหารของไทยในทุกระดับ จาก พล.อ.ประยุทธ์ ให้คำมั่นจะจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561 หลังจากอียูระงับความร่วมมือทางการเมืองกับไทยเมื่อกว่า 3 ปีที่แล้ว เพื่อประท้วงการทำรัฐประหารในปี 2557

ในแถลงการณ์อียูที่ออกมาระบุว่า ความคืบหน้าทางด้านการเมืองของไทยในปีนี้ (2560) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คำมั่นเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน พ.ย. 2561 นั้น ทำให้เป็นสิ่งที่ "เหมาะสม" ที่อียูจะกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองในทุกระดับกับรัฐบาลไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยปูทางไปสู่การเจรจาที่สำคัญเรื่องผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ตลอดจนหนทางสู่ความเป็นประชาธิปไตย

อย่างไรก็ดี อียูยังคงย้ำข้อเรียกร้องให้ไทยเคารพสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน เสรีภาพในการแสดงออกและการรวมตัวกันซึ่งถูกปิดกั้นนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2557

ทั้งนี้ อียูจะเริ่มดำเนินกระบวนการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะใช้โอกาสนี้หยิบยกประเด็นที่เป็นข้อเป็นห่วงของอียูมาเจรจากับทางการไทยต่อไป

นอกจากนี้ อียูยังจะพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเจรจาความตกลงการค้าเสรี ความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ กับรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สหภาพยุโรปยุติการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการและระงับการลงนามความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือไทย-ยุโรป เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 หลังเกิดรัฐประหาร

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การเลือกตั้งของไทยจะมาในปีหน้า?

มาตรการใหม่แต่เป้าหมายคงเดิม - การเลือกตั้ง

ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าเงื่อนไขของทางอียูเป็นการแสดงความกังวลถึงสถานการณ์การเลือกตั้งปีหน้าของไทย "เขาอาจจะมีข่าววงในบางอย่างว่าการเลือกตั้งอาจจะมีความไม่แน่นอนสูง มีปัจจัยสุ่มเสี่ยง ประกอบกับมาตรการไม้แข็งที่ใช้ตลอดสามปีไม่ได้ผล และยิ่งผลักไทยให้เข้าไปพึ่งพิงจีนมากขึ้น"

ผศ.ดร.จันจิราชี้อีกว่าเมื่อมาตรการลงโทษไม่ได้ผล อียูก็คงต้องเปลี่ยนวิธีการ โดยใช้มาตรการจูงใจแทน ว่าถ้าไทยทำแบบนี้ก็จะได้รับผลดีตามมาโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ที่กระชับความสัมพันธ์กับไทยก็เป็นแรงกระตุ้นให้อียูจำเป็นดำเนินนโยบายการทูตในแบบใหม่ด้วยเช่นกัน

ด้านนายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า นี่เป็นปรากฏการณ์สำคัญเกี่ยวกับแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศต่อรัฐบาลทหารไทย

"ดูเหมือนอียูกำลังใช้แต้มต่อรองที่สำคัญ คือ การฟื้นฟูกระบวนการเจรจากรอบความร่วมมือทางการค้าและการเมืองมาเป็นเงื่อนไขกดดันรัฐบาล คสช. จัดให้มีการเลือกตั้งตามที่สัญญาไว้ โดยจะต้องยุติการริดรอนสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูประชาธิปไตย ที่สำคัญแถลงการณ์นี้เป็นการย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอียูกับไทยจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติก็ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น" เขากล่าวกับ บีบีซีไทย

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ฮิวแมนไรท์วอทช์ ชี้แถลงการณ์อียูเป็นการย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอียูกับไทยจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติก็ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น

ไม่อยากตกขบวนรถไฟทางเศรษฐกิจ

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งของรัฐบาลทหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติทางด้านการทูต "ทำให้รัฐบาลทหารไทยมีภาพลักษณ์ในเชิงบวก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากท่าทีของสหรัฐฯ ที่แสดงท่าทีเชิงบวกกับไทยมาตั้งแต่ต้นปี"

เขากล่าวอีกว่าอียูนั้นไม่อยากจะถูกทิ้งล้าหลังในเรื่องความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากจีน ญี่ปุ่นนั้นต่างก็เพิ่มระดับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างมากในระยะสามปีที่ผ่านมา และภายหลังก็มีสหรัฐฯ เริ่มเข้ามาด้วยทำให้อียูต้องเริ่มเปิดทางให้มีการเจรจาการค้าเสรีกับไทยอีกครั้งหนึ่ง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ไทยส่งสินค้าประมงไปขายอียูปีละกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี

ไทยจะได้รับผลดีในการผ่อนคลายท่าทีนี้ โดยเฉพาะการค้าการลงทุนจากอียูก็น่าจะดีขึ้น ผศ.ดร.ธนวรรธน์กล่าวว่าจะส่งผลให้การลงุทนและการค้าขายที่มาจากอียูน่าจะเพิ่มขึ้นปีหน้า และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่าเดิมราว 0.3%

ส่วนรศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่านอกจากประเด็นที่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีพัฒนาการไปทางประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว อียูไม่อยากจะตกขบวนรถไฟสายเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยก็เป็นประเทศที่สำคัญในภูมิภาคนี้ และมีโอกาสในการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงในปีหน้า

"ท่าทีของสหรัฐฯแสดงชัดเจนว่ามาตอกหมุดในเอเชียอย่างเห็นชัด ทำให้อียูไม่กล้าตกขบวน พัฒนาการทางด้านการเมืองของไทยเป็นเหมือนกับข้ออ้าง เพื่อไม่ให้อียูเสียหน้าในการกลับเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง" รศ. ดร.สมชายกล่าว

อียูหวังประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจมากกว่า

ขณะที่ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) กล่าวว่า มติของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศอียูสะท้อนให้เห็นว่า ผลประโยชน์ทางการค้าของสหภาพยุโรปอยู่เหนือกว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเมืองในไทย

"ยุโรปก็ไม่ได้ต่างจากอเมริกา เรื่องผลประโยชน์ ไม่ได้เป็นกลุ่มประเทศที่เชิดชู ประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชนมากมายนัก...เรื่องเขตการค้าเสรีที่ยุโรปจะทำกับไทยนั้น ฝั่งยุโรปได้เยอะกว่ามาก และได้ในระยะยาว ทั้งการค้าและการลงทุน การไม่ทำเสียหายกว่าการทำ ขณะที่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า ไทยจะเสียในระยะยาว แทบไม่ได้อะไร ฉะนั้นไม่ว่าจะยังไง ยุโรปรอไม่ได้" น.ส.กรรณิการ์ กล่าวกับบีบีซีไทย