อุบัติเหตุปีใหม่ 25 ศพ เปลี่ยนวินรถตู้ไปอย่างไร

บรรยากาศบริเวณชานชาลาที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

สองวันหลังจากส่งท้ายปีเก่า 2559 อุบัติเหตุครั้งรุนแรงในจ.ชลบุรี เมื่อรถตู้โดยสารเสียหลักข้ามเลนและชนประสานงากับรถกระบะ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 25 คน สร้างความหวาดผวาให้กับสังคมและกลายเป็นอุทาหรณ์สำหรับการเดินทางช่วงเทศกาล

ผ่านมาเกือบ 12 เดือน เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิถีปฏิบัติของวินรถตู้ประจำทาง บขส. ที่ปัจจุบันได้จัดระเบียบเส้นทางเดินรถ จำกัดความเร็ว และจำกัดชั่วโมงการทำงานของคนขับ

ในขณะที่ภาครัฐและนักวิชาการมองว่า รถตู้โดยสารขนาดเล็ก ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับส่งผู้โดยสารตั้งแต่ต้นเหล่านี้ ควรจะถูกจำกัดพื้นที่ และทดแทนด้วยรถที่ปลอดภัยกว่า

บ่ายวันที่ 2 ม.ค. บรรยากาศที่บริเวณชานชาลาที่ 3 ของสถานีขนส่งหมอชิต 2 เต็มไปด้วยความหม่นหมอง หลังสื่อมวลชนรายงานว่ารถตู้คันดังกล่าวเป็นของนายสุมนต์ เอี่ยมสมบัติ วัย 64 ปี คนขับรถตู้โดยสารประจำสายกรุงเทพฯ-จันทบุรี

"ผลกระทบ มันกระทบหลายอย่าง หนึ่งเลยคือเรื่องจิตใจ" สมเกียรติ หัตประกอบ คนดูแลวินรถตู้สายดังกล่าวบอกกับบีบีซีไทย

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

สมเกียรติเรียกนายสุมนต์ว่า "ป๋าแดง" ตามชื่อเล่น และกล่าวว่าเขาเป็นคนขับรถที่มีวินัย ชอบดูแลรถ ทุกวันนี้สมเกียรติยังเชื่อว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นเกิดขึ้นเป็นเพราะตัวรถมากกว่าคนขับ

"เศร้าไหมก็เศร้า เพราะแกเป็นคนเก่าคนแก่ แกเป็นคนพูดเสียงดัง แต่ลูกค้าคนที่ใช้บริการกันมานานจะรู้ว่าแกบริการดี ขับรถนิ่ม"

ส่วนหนึ่งของการทำงานเป็นคนขับรถตู้โดยสาร คือการใช้เวลาเตรียมตัวก่อนถึงคิวออกรถ ซึ่งรวมถึงการนอนหลับพักผ่อน ตรวจสภาพรถ แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทาง หรือแม้แต่คุยเล่นกับเพื่อนร่วมวิน จึงเป็นเรื่องปกติที่คนขับรถตู้โดยสารจะรู้จักกันหมดในวินเดียวกัน

"การขับรถตู้มันต้องมีการแจ้งกัน ข้างหน้ามีอุบัติเหตุ ข้างหน้ามีด่าน ไม่ใช่ปล่อยกันวิ่งตัวใครตัวมัน คือทุกคนทำงานเป็นทีม" ผู้ดูแลวินรถตู้ขนาดประมาณ 80 คัน กล่าว

เดิมทีเส้นทางกรุงเทพฯ-จันทบุรี นั้นมีบริษัทรถตู้โดยสาร 3-4 รายวิ่งแข่งกัน แต่นับตั้งแต่เกิดเหตุ บขส. ได้รวมรถทุกบริษัทในเส้นทางเพื่อให้บริการเพียง 2 จุด คือ สถานีขนส่งหมอชิต 2 และเอกมัย พร้อมกับตั้งคณะกรรมการเส้นทางเพื่อจัดระเบียบการเดินรถ ซึ่งในช่วงแรกไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนขับ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ จุดขายตั๋วรถตู้โดยสารที่สถานีขนส่งหมอชิต 2

"รถแต่ละสาย เขาไม่ได้เป็นเพื่อนกัน ไม่ได้จูบปากหรือกอดคอกันมา บางสายเขาเดินสายนักเลงเป็นคู่แข่งกันมา จะให้มากอดคอจูบปากกันทันทีมันไม่ได้ ... กว่าจะลงตัวได้ มันต้องเกิดเหตุ มันถึงจะยอมลงตัวเป็นวินเดียวได้" สมเกียรติกล่าว

การปรับเปลี่ยนดังกล่าวนอกจากจะเป็นการลดการแข่งขันวิ่งรถเพื่อแย่งผู้โดยสารในเส้นทางเดียวกันแล้ว ยังทำให้รถทุกคันเข้ามาอยู่ในระบบของบขส. ที่สามารถตรวจสอบสภาพรถและคนขับได้ง่ายและถี่ถ้วนกว่า

เทศกาลทำให้คนขับรถต้องทำงานหนัก?

ทุกครั้งเมื่อรถสาธารณะเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล หนึ่งในข้อคลางแคลงใจที่ตามมาคือสมรรถภาพของคนขับที่ต้องวิ่งรถแข่งกับเวลาและนำมาซึ่งความอ่อนล้า แต่สำหรับคนขับรถตู้หลายคน พวกเขามองว่าการขับรถช่วงเทศกาลนั้นไม่ได้ต่างจากปกติมากเท่าไหร่

"ไม่มีอะไรพิเศษหรอก ช่วงเทศกาลก็เตรียมรถและความพร้อมของตัวเรา แค่นั้นแหล่ะ อย่าให้มันง่วง อย่าให้อะไร เพราะเหล้าปกติมันทานไม่ได้อยู่แล้ว ผมหนักไปทางกาแฟ หนักมาก วันนึงบางที โทษทีนะ ฉี่มาเป็นกาแฟ" นายชูเดช ชัยสิทธิลาภ ผู้ขับรถตู้สายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรากล่าว

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ชีวิตหลังพวงมาลัยของคนขับคิวรถสายนี้ คนขับต้องมาเข้าคิวรถที่มีนบุรีตั้งแต่ 04.40 น. แต่ส่วนมากชูเดชจะออกรถรอบแรกเวลา 7 โมงเช้า โดยจะวิ่งวันละ 4 รอบ หรือ 8 ขา และเลิกงานราว 6 โมงเย็น

ในช่วงเทศกาลบางครั้งเมื่อขับรถเข้าถึงคิวเขาก็ต้องรับผู้โดยสารต่อทันที แต่ก็อาศัยช่วงผู้โดยสารทยอยขึ้นรถเข้าห้องน้ำ หรือผ่อนคลายในระยะเวลาสั้น ๆ

"ช่วงคนจะกลับบ้านก่อนปีใหม่ อาจเป็น 5 รอบ คันที่ออกเช้าหน่อยก็ 6 รอบ แต่แค่มีนบุรีแค่นี้ ใกล้ ๆ เรื่องกิน คนอื่นยังไม่รู้แต่ผมง่าย ๆ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว จอดนั่งกินบนรถได้ 10 นาที 20 นาที สบาย ๆ แล้ว"

ในช่วงเทศกาลชูเดชบอกว่า คนขับรถจะต้องเป่าแอกอฮอล์ทุกเช้าก่อนจะวิ่งรถ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ขนส่งจะตรวจอุปกรณ์ความปลอดภัย อย่างเช่น ค้อน ถังดับเพลิง ไฟเบรค อีกครั้งที่จุดเช็กความพร้อม ตามมาตรการสแกนเข้มรถโดยสารทุกสถานี ซึ่งปีนี้จะเริ่มวันที่ 21 ธ.ค. ยาวไปถึงหลังปีใหม่

1 วันวิ่งได้ไม่เกิน 600 กม.

นอกจากมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นแล้ว การจำกัดระยะทางและชั่วโมงวิ่งต่อวันของบขส. ทำให้ช่วงเทศกาลนั้นแทบไม่ต่างจากวันธรรมดาสำหรับวินระยะทางค่อนข้างไกลอย่างกรุงเทพฯ-จันทบุรี หรือ โคราช ซึ่งมีระยะทางราว 250 กม. ต่อขา เพราะไม่สามารถเพิ่มรอบวิ่งได้จากเดิม

"ของผมตามกฎ คนขับแต่ละคนขับต่อเนื่องได้ 4 ชั่วโมง พักอย่างน้อย 30 นาที และขับได้อีก 4 ชั่วโมง คือวันนั้นจบ ขับไม่ได้แล้ว ลักไก่ไม่รูดบัตรเขาก็รู้ มันมีแอปตรวจสอบ" นายนรินทร์ศักดิ์ ศรีหมอก คนขับรถตู้กรุงเทพฯ-จันทบุรี กล่าว

ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎเหล่านี้ นายนรินทร์ศักดิ์ เล่าว่า สมัยก่อนคนขับรถตู้สามารถวิ่งทำรอบ หรือแม้แต่ตีรถเปล่ากลับมารับคนจากกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มรายได้ ช่วงเทศกาล

"จีพีเอสมันมีมานานแล้ว แต่มาบังคับใช้จริงจังขึ้นหลังจากเหตุการณ์คันที่ชน 25 ศพ"

เพียงไม่กี่วันหลังอุบัติเหตุในชลบุรี กรมการขนส่งทางบก ได้ออกกฎหมายให้รถตู้โดยสารสาธารณะทุกเส้นทาง ซึ่งมีจำนวนทั้งหมดราว 16,000 คัน ต้องติดตั้งระบบจีพีเอสภายในเดือน มี.ค. ก่อนจะประกาศให้รถตู้โดยสารสาธารณะทุกคันถอดที่นั่งให้เหลือ 13 ที่นั่งตั้งแต่เดือนเม.ย.

เมื่อคนขับสตาร์ทเครื่อง ระบบจีพีเอสจะส่งเสียงเตือนให้คนขับรูดบัตรเพื่อเป็นการแสดงตนและบันทึกข้อมูล ที่จะสามารถตรวจสอบความเร็วและพิกัดได้ผ่านทางระบบของกรมการขนส่ง หรือแม้ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ คนขับรถตู้โชว์แอปพลิเคชันตรวจสอบการเดินรถของกรมการขนส่งทางบก

ก่อนรถแต่ละคันจะออกเดินทาง คนขับจะต้องซื้อใบเวลาจากกรมขนส่ง ซึ่งมีขั้นตอนรวมถึงการตรวจวัดแอลกอฮอล์และความพร้อมในการขับรถ

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า ในปีหน้าจะพัฒนาระบบออกใบอนุญาตเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับรถสาธารณะที่มีคุณภาพ รวมถึงอาจกำหนดให้ผู้ประกอบการรถโดยสารทุกราย ต้องมีผู้จัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งทางถนนโดยเฉพาะอีกด้วย

1 ชั่วโมงไม่ควรวิ่งเกิน 90 กม.

นอกจากจะวิ่งได้น้อยกว่าที่เคยในช่วงเทศกาลแล้ว สิ่งที่ทำให้คนขับรถตู้หลายคนสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง คือเพดานความเร็วที่บังคับให้พวกเขาต้องขับช้าลง

"สมัยก่อนเจอรถติด ผมยังไล่ความเร็วชดเชยได้ ตอนนี้เจอรถติด หลุดมาผมก็วิ่ง 90 เท่าเดิม ผู้โดยสารบอกปวดท้อง เขามองหน้า เราก็ขับได้เท่าเดิม" นรินทร์ศักดิ์กล่าวพร้อมกับหัวเราะ

รถตู้ถูกจำกัดความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชั่วโมง และหากใช้ความเร็วเกินนานกว่า 2 นาทีสัญญาณเตือนจะดังและส่งข้อมูลไปยังกรมขนส่งในจังหวัดที่รถวิ่งอยู่

"บางทีผมก็กดนะ พอถึงนาทีกว่า ๆ ผมก็หย่อนลง แต่ทางตรง ๆ เนี่ย ง่วงแน่นอน ถนนโล่ง ๆ วิ่ง 90 ยิ่ง 2-3 ทุ่ม บางทีผมคุยโทรศัพท์ใช้สมอลล์ทอล์คคุยกับคันข้างหน้า ผู้โดยสารร้องเรียนบอกคนขับคุยโทรศัพท์ อยากจะบอก ถ้าไม่คุยโทรศัพท์ ผมคุยกับต้นไม้แน่" นรินทร์ศักดิ์กล่าว

นรินทร์ศักดิ์และคนขับรถตู้อีกหลายคนมองว่าการจำกัดความเร็วนั้นไม่เหมาะกับการปฏิบัติจริง เพราะบางครั้งจำเป็นต้องใช้ความเร็วเพื่อแซงรถคันอื่น รวมถึงทำให้ใช้เวลาอยู่ในรถนานเกินไปซึ่งทำให้เหนื่อยและอันตรายกว่าเดิม

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นรินทร์ศักดิ์ ขับรถตู้มาตั้งแต่ปี 53 ซึ่งในสมัยนั้นรถของเขายังเป็นรถผิดกฎหมาย

ขณะที่จำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะในปีงบประมาณ 2560 โดยรวมลดลงเหลือ 491 จาก 508 ครั้งในปี 2559 จำนวนอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถตู้โดยสารกับเพิ่มขึ้น จาก 157 เป็น 160 ครั้ง

การขับรถด้วยความเร็ว ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการอุบัติเหตุ รายงานของกรมการขนส่งทางบกชี้ว่าอุบัติเหตุจากความเร็วคิดเป็นร้อยละ 21 หรือ 85 ครั้ง จากอุบัติเหตุทั้งหมด 491 ครั้ง

รายงานดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความความเข้มงวดขึ้นในการตรวจสอบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เมื่อดูจากในปีงบประมาณ 2559 ที่มีบันทึกอุบัติเหตุโดยไม่ระบุสาเหตุถึง 79 ครั้ง แต่ในปี 2560 ลดเหลือเพียง 27 ครั้ง

ผิดตั้งแต่ประเภทรถ

ตลอดปีที่ผ่านมา มาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับรถตู้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับรถตู้ประจำทาง ตามความเห็นของ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) โดยเฉพาะการบังคับใช้จีพีเอสที่ช่วยกำกับการทำความเร็วและทำรอบได้ แต่ยังกังวลกับรถตู้โดยสารไม่ประจำทางซึ่งกำกับดูแลได้ยากกว่า รวมถึงการตรวจสอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

"ผมว่าบ้านเราสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือระบบการสอบสวนสาเหตุ ไม่อย่างนั้นเราจะเจอโจทย์เดิม ที่มันก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ต้องมีการสอบสวนเชิงลึก ที่หาสาเหตุ ได้ถูกต้องเพื่อการแก้ไข" นพ.ธนะพงศ์กล่าว

นพ.ธนะพงศ์คิดว่าในระยะยาวยังจำเป็นต้องลดความเสี่ยงรถตู้โดยสารขนาดเล็ก ซึ่งควรใช้วิ่งแค่ระยะสั้นในเมืองและเลือกใช้รถที่ออกแบบมาสำหรับโดยสาร และนำรถมินิบัสมาวิ่งทางไกลทดแทน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อุบัติเหตุรถตู้ชนกับรถบรรทุกในจ.สิงห์บุรี เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมาทำให้ผู้โดยสารชาวเมียนมาร์ทั้ง 13 คนเสียชีวิต

อุบัติเหตุรถตู้มักทำให้เกิดความสูญเสียมากกว่ารถทั่วไป รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย อธิบายว่าเมื่อเกิดการชน รถตู้ที่หน้าสั้นอยู่แล้วมักจะทำให้คนขับมักเสียชีวิตก่อน หรือหากหนีออกมาได้ก็มักจะเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต เพราะลักษณะภายในรถทำให้ผู้โดยสารหลบหนีได้ลำบากเมื่อเกิดเหตุ

"เนื่องจากตัวรถโดยสารไม่มีประตูฉุกเฉินทางออก พอเกิดเหตุชนและตัวถังบิดนิดเดียว ก็ทำให้ผู้โดยสารหลบหนีได้ลำบาก เพราะหน้าต่างแคบ ทำให้เวลาเกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตค่อนข้างเยอะ ยิ่งบรรทุก 9 -10 คน ยิ่งออกยาก" รศ.ดร.กัณวีร์ กล่าว

ตามความเห็นของรศ.ดร.กัณวีร์ รถตู้ซึ่งมีผู้โดยสารมากกว่ารถส่วนบุคคลทั่วไป ควรมีกฎหมายความเร็วเท่ากับรถขนส่งชนิดอื่นที่ 60 กม./ชั่วโมงในเขตเมือง และ 80 กม./ชั่วโมง เมื่อออกต่างจังหวัด

"สำหรับรถตู้โดยสารแบบประจำทาง กรมขนส่งฯ เขาก็พยายามปรับแก้ให้มีทางออก ให้วางที่นั่งน้อยลง ให้ออกข้างหลังได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวล มันก็ขึ้นกับความเร็วด้วย รถตู้สาธารณะในกทม. ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าวิ่งต่างจังหวัด เมื่อเปลี่ยนเป็นมินิบัส มันก็จะใช้ความเร็วได้น้อยกว่า และหากเกิดเหตุก็หนีได้ง่ายกว่า" รศ.ดร.กัณวีร์ กล่าว

ผลการศึกษาของ หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางจราจรบนถนนหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่ารถตู้โดยสารแบบ 15 ที่นั่ง นั้นมีโอกาสพลิกคว่ำสูงขึ้นอย่างมากเมื่อมีผู้โดยสาร 10 คนขึ้นไป โดยสูงกว่ารถตู้ที่มีผู้โดยสารน้อยกว่า 5 คนถึง 3 เท่า ซึ่งกฎหมายของสหรัฐฯ ได้ห้ามไม่ให้โรงเรียนใช้รถตู้โดยสารแบบ 15 ที่นั่งในการรับส่งนักเรียนโดยเด็ดขาด

Image copyright BBC Thai

แนวคิดของรัฐบาลไทยที่จะนำรถมินิบัสมาทดแทนรถตู้ในการวิ่งข้ามจังหวัดนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 แต่ถูกนำขึ้นมาทบทวนอีกครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุในจ.ชลบุรี โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวด้วยว่าเรื่องนี้ได้เคยเสนอให้ครม. พิจารณาแล้วว่ารถตู้ขนส่งสาธารณะจะต้องหมดไปในปี 2562

วันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา รถมินิบัสขนาด 21 ที่นั่งคันแรกได้ออกวิ่งทดแทนรถตู้อายุกว่า 10 ปี สายกรุงเทพฯ-พุทธมณฑล-ราชบุรี ขณะที่บขส.ยืนยันว่ายังคงดำเนินการตามแผนเพื่อทยอยเปลี่ยนรถตู้โดยสารที่วิ่งข้ามจังหวัดให้ปลอดภัยมากขึ้น

ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับโครงการเปลี่ยนรถตู้เป็นรถมินิบัส สมเกียรติ ผู้คุมวินรถตู้กรุงเทพฯ-จันทบุรี บอกว่าคนขับทุกคนรวมถึงตัวเขาเองก็ทราบดีว่ารถตู้นั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการใช้งานรับส่งผู้โดยสารแบบนี้

"ตั้งแต่มันเริ่มออกมา สรีระมันไม่ถูกต้องตั้งแต่ทีแรก รถวิ่งพอมันโดนลมเนี่ย เอาง่าย ๆ ว่ามันกินลม ถ้าคนขับไม่ศึกษาหรือชำนาญการขับรถตู้มีปัญหาแน่ แต่จะให้เปลี่ยนเป็นรถมินิบัส ผมถามว่าทุกวันนี้ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายทุกวัน แทบจะไม่พอค่าผ่อนรถเลย" เขากล่าว

"รถเดิมมันเต็ม 15 ที่นั่ง คุณดูสิ ทุกวันนี้ลดลงมาเหลือ 13 ที่นั่ง จะเต็ม 13 ที่นั่งเนี่ย แต่ละทียังจะตายเลย"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม