"บ็อกเซอร์" 1 ในชาวปากีสถานคริสเตียนกว่า 800 คน ที่หนีภัยศาสนาสู่มุมอับในไทย

Boxer Image copyright Boxer

อดีตแชมป์นักมวยที่เป็นหนึ่งในผู้แสวงหาที่ลี้ภัยชาวปากีสถานกว่า 800 คนในเมืองไทย เล่าถึงอดีตอันแสนเจ็บปวดที่ครอบครัวคริสเตียนของเขาถูกบังคับให้หันมานับถือศาสนาอิสลามจนถูกขู่ฆ่า ในขณะที่รอสถานะผู้ลี้ภัยมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ขณะที่สถานทูตปากีสถานปฏิเสธกรณีคุกคามคริสเตียนในปากีสถานทุกกรณี

ที่อพาร์ทเมนท์ขนาดประมาณ 15 ตารางเมตร ย่านสุขุมวิท เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวของชายสัญชาติปากีสถานและลูกชายอีก 3 คน เสื้อผ้าเก่าๆ ถูกกองกระจัดกระจายเต็มห้องที่มีขนาดเล็กมากสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของคน 4 คน ส่วนระเบียงได้กลายมาเป็นครัวขนาดย่อม ที่ครอบครัวดังกล่าวใช้เพื่อประกอบอาหาร

ชายวัย 54 ปีผู้นี้เรียกตัวเองว่า "บ็อกเซอร์" ซึ่งแปลว่า "นักมวย" โดยบ็อกเซอร์กล่าวว่าตนเองเป็นอดีตนักมวยชื่อดังระดับชาติของปากีสถาน แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าแข่งขันในระดับโอลิมปิก เนื่องจากไม่ยอมหันมานับถือศาสนาอิสลาม สุดท้ายต้องพาครอบครัวหลบหนีมาอยู่ประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้วหลังจากที่สมาชิกในครอบครัวถูกทำร้าย

"ผมเกิดมาเป็นคริสเตียนและจะตายเป็นคริสเตียน" เขากล่าว

Image copyright BOXER

นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่บ็อกเซอร์ต้องเปลี่ยนจากชายที่มีฐานะดี มาเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้และต้องอดมื้อกินมื้อ แถมต้องเดินทางไปเยี่ยมภรรยาที่ถูกคุมขังที่สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เนื่องจากเธอไม่มีวีซ่า

บ็อกเซอร์ได้เล่าเรื่องราวของเขาโดยผ่านล่าม คือ ลูกชายคนโต และยอมให้บีบีซีไทยสัมภาษณ์ภายใต้เงื่อนไขว่าจะปกปิดชื่อจริงและไม่ถ่ายภาพใบหน้าของเขาในปัจจุบัน

นักมวยชื่อดัง

บ็อกเซอร์และครอบครัวเกิดและโตที่ละฮอร์ เมืองหลวงของแคว้นปัญจาบ ประเทศปากีสถาน

เขาเริ่มชกมวยเมื่ออายุ 13 ปี และเริ่มแข่งขันในระดับจังหวัดครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี

บ็อกเซอร์เล่าว่า เขามีชื่อเสียงเพราะเป็นนักมวยที่ชกด้วยมือซ้าย และให้บีบีซีไทยดูรูปภาพและบทความภาษาอังกฤษในหนังสือพิมพ์ที่เขียนเกี่ยวกับชัยชนะของเขาในการแข่งขันต่างๆ ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยๆ ของภาพและบทความทั้งหมดที่ยังหลงเหลืออยู่ที่บ้านของเขาที่ปากีสถาน

Image copyright BOXER

"นักมวยส่วนใหญ่ถูกผมน็อคเอ๊าท์ในยกที่ 2" เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจ

บ็อกเซอร์กล่าวว่า สมัยก่อนเขาฝึกซ้อมอย่างหนักและมีโค้ชที่เข้มงวด ทำให้เขาติดทีมชาติในที่สุดและคว้ารางวัลมาหลายครั้ง และเคยได้รับมอบเหรียญรางวัลจากอดีตนายกรัฐมนตรีมุฮัมมัด คาน ชูเนโช ของปากีสถานอีกด้วย

ชัยชนะที่บ็อกเซอร์ภาคภูมิใจมากที่สุดเกิดขึ้นในปี 2522 เมื่อเขาได้ขึ้นชกกับนักมวยต่างชาติ

"พ่อผมบอกว่านักมวยคนนี้แข็งแรงมาก และขอร้องไม่ให้ผมขึ้นชกกับเขา แต่ผมบอกว่าผมจะทำให้ความภาคภูมิใจของนักมวยคนนั้นเปลี่ยนให้เป็นเศษผงเลย" บ็อกเซอร์กล่าว

วันนั้น ท่ามกลางคนดูนับพันคน บ็อกเซอร์สามารถทำให้คู่ต่อสู้น็อคเอาท์ภายใน 10 วินาที ซึ่งก็ยิ่งทำให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้น

ถูกกีดกัน

ความสำเร็จในอาชีพการงานของบ็อกเซอร์ทำให้เขากลายเป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวย จนสามารถส่งลูกชายทั้งสามคน ซึ่งปัจจุบันอายุ 17, 20 และ 23 ปี เรียนโรงเรียนนานาชาติและใช้ชีวิตอย่างสบาย

Image copyright BOXER

ขณะเดียวกันนั้น มีการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นศาสนาในประเทศอย่างเคร่งครัด

"ก่อนหน้านั้น ไม่มีปัญหาระหว่างชาวมุสลิมกับคริสเตียน" บ็อกเซอร์กล่าว

บ็อกเซอร์เองถูกผู้ใหญ่ในวงการมวยเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนศาสนาหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งเขาแจ้งความจำนงที่จะแข่งในเวทีนานาชาติในระดับโอลิมปิกในปี 2527 ที่รัฐลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ความหวังของเขาล้มเหลวเมื่อคณะกรรมการคัดเลือกนักกีฬาเอาชื่อของบ็อกเซอร์ออกก่อนที่เขาจะได้รับการคัดเลือก เนื่องจากเขาไม่ยอมหันมานับถือศาสนาอิสลาม

แต่จากการตรวจสอบข้อมูลของบีบีซีไทยพบว่าฮุสเซน ชาห์ไม่ได้ไปแข่งโอลิมปิกในปีนั้น

ในปี 2530 บ็อกเซอร์ตัดสินใจออกจากทีมชาติและประกอบอาชีพเป็นโค้ชจนถึงปี 2548

Image copyright BOXER

ทวีความรุนแรง

เมื่อคณะกรรมการคัดเลือกนักกีฬาไม่ประสบผลสำเร็จในการเกลี้ยกล่อมให้บ็อกเซอร์เปลี่ยนศาสนา ก็ได้ขอให้กลุ่มมุสลิมอื่นๆ ช่วยกันโน้มน้าวบ็อกเซอร์แทน จนกระทั่งมีกลุ่มหัวรุนแรงพยายามกดดันบ็อกเซอร์ทุกวัน จนมีการข่มขู่ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนศาสนาจะฆ่าเขาและครอบครัว

ในระยะแรกมีชาวมุสลิมที่คอยให้ความช่วยเหลือบ็อกเซอร์ แต่พวกเขาถูกขู่เช่นกัน จึงทำให้บ็อกเซอร์ต้องต่อสู้เพียงลำพัง

บ็อกเซอร์เป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว จึงย้ายไปอยู่อีกสถานที่หนึ่ง จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2556 เขาได้รับจดหมายจากกลุ่มมุสลิมที่ระบุว่ารู้ที่อยู่อาศัยของเขาและหากไม่เปลี่ยนศาสนาจะฆ่าทั้งตัวเองและครอบครัว

จนมีอยู่วันหนึ่งมี "กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง" บุกเข้ามาในบ้านและทำร้ายลูกชายคนกลางและภรรยาของบ็อกเซอร์ โดยลูกชายคนกลางถูกตัดริมผีปากด้านบนจนเนื้อทั้งสองข้างแยกออกจากกัน กระโหลกศีรษะแตก และถูกเจาะลิ้น ซึ่งบีบีซีไทยได้เห็นบาดแผลที่ริมฝีปากและที่ลิ้นของลูกชายคนกลางของบ็อกเซอร์ด้วย ส่วนภรรยาถูกหักนิ้ว

Image copyright BOXER

ขอความช่วยเหลือ

ในปี 2556 บ็อกเซอร์ได้ขอความช่วยเหลือจากโบสถ์ โดยบาทหลวงได้แนะนำให้บ็อกเซอร์ติดต่อขอความช่วยเหลือจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่ชื่อ Centre for Legal Aid Assistance & Settlement (CLAAS) ซึ่งได้ให้ที่พักพิงกับกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนา รวมถึงบ็อกเซอร์และครอบครัว แต่ถึงกระนั้นบ็อกเซอร์ก็เชื่อว่าเขาคงอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นาน

"ขณะนั้นผมเตรียมพร้อมที่จะไปไหนก็ได้เพื่อที่จะช่วยครอบครัว แต่สาเหตุที่เลือกประเทศไทยเพราะว่าง่ายต่อการขอวีซ่า" บ็อกเซอร์กล่าว

ด้วยความเร่งรีบที่จะออกจากประเทศให้ได้เร็วที่สุด บ็อกเซอร์ได้นำเสื้อผ้าและเงินบางส่วนติดตัวไปด้วย แต่ยังมีทรัพย์สินอีกมากที่ยังคงอยู่ที่ปากีสถาน

หลังจากที่บ็อกเซอร์และครอบครัวเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว โจเซฟ ฟรานซิส ผู้อำนวยการของ CLAAS ประจำปากีสถาน ได้เขียนจดหมายซึ่งต่อมาบ็อกเซอร์ได้ยื่นให้กับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

Image copyright BOXER

ในจดหมายดังกล่าว ฟรานซิสแสดงความกังวลว่าหากบ็อกเซอร์และครอบครัวถูกปฏิเสธสถานะผู้ลี้ภัยและต้องถูกผลักดันกลับปากีสถาน เขาจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ เนื่องจากปากีสถานถูกควบคุมอยู่ในอำนาจของกลุ่มหัวรุนแรง และรัฐบาลล้มเหลวในการปกป้องชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย

อยู่แบบผิดกฎหมาย

ครอบครัวของบ็อกเซอร์เดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน 2557 และได้ขอความช่วยเหลือจาก UNHCR

ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้ UNHCR ได้ปฏิเสธการขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัยของบ็อกเซอร์และครอบครัว และปัจจุบันกำลังอยู่ในสถานะอุทธรณ์การตัดสินดังกล่าว

วิเวียน แทน โฆษก UNHCR ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า UNHCR ไม่สามารถให้ข้อมูลรายบุคคลได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ แต่เธอกล่าวว่า ผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยในประเทศอินโดนีเซีย

ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยประมาณ 4,500 คน และผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกว่า 2,000 คนในประเทศไทยที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ไม่รวมถึงผู้ลี้ภัยชาวพม่ากว่า 100,000 คนที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนไทย-พม่า

ทั้งนี้ มีผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานกว่า 2,000 คน และผู้แสวงหาที่ลี้ภัยชาวปากีสถานกว่า 800 คนที่ลงทะเบียนกับ UNHCR ในประเทศไทย

สถานการณ์เริ่มลำบากขึ้นเมื่อบ็อกเซอร์เป็นคนเดียวในครอบครัวที่สามารถทำวีซ่าได้ โดยเขาได้รับวีซ่าเกษียณอายุซึ่งต้องต่ออายุทุกปีและใช้เงินในการต่ออายุ 15,000-25,000 บาทต่อครั้ง

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 เจ้าหน้าที่ได้บุกทลายคอนโดแห่งหนึ่งที่มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ที่นั่นเป็นที่เดียวกันกับที่ภรรยาของบ็อกเซอร์สอนหนังสืออย่างลับๆ ให้กับเด็กๆ ที่ไม่สามารถเข้าเรียนโรงเรียนในไทยได้เนื่องจากไม่มีวีซ่าสำหรับเรียนหนังสือ ทำให้วันนั้นภรรยาของบ็อกเซอร์ถูกจับกุมไปด้วย และต้องถูกคุมขังที่สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจนถึงปัจจุบัน

เกิดอะไรขึ้นกับผู้แสวงหาที่ลี้ภัย (asylum seekers) เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย?
เมื่อผู้แสวงหาที่ลี้ภัยเข้ามาหา UNHCR เราจะลงทะเบียนให้เขาเป็น "บุคคลในความห่วงใย" (person of concern) ต่อ UNHCR และกำหนดวันที่ในการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ทำให้เขาต้องหนีออกนอกประเทศของเขา หลังจากการสัมภาษณ์ เราจะตรวจสอบคำให้การของเขา เปรียบเทียบกับสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในสถานที่ ซึ่งผู้นั้นอพยพออกมา เราจะดูจากรายงานและเอกสารเกี่ยวกับประเทศต้นทางที่จัดทำโดยบุคคลที่สาม เช่น เอ็นจีโอและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ หลังจากนั้นเราถึงจะตัดสินใจเป็นรายบุคคลว่า ผู้นั้นควรจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัย (refugee) หรือไม่
เพราะอะไรบางกรณีถึงใช้เวลาดำเนินการนาน?
ในปี 2555-2556 เราเริ่มเห็นจำนวนผู้แสวงหาที่ลี้ภัยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า และนั่นทำให้ระบบของเราแบกรับไม่ไหว ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี พ.ศ. 2924 ว่าด้วยเรื่องสถานภาพและสิทธิของผู้ลี้ภัย และประเทศไทยยังไม่มีระบบกลั่นกรองผู้ลี้ภัย เมื่อไม่มีระบบดังกล่าว UNHCR จึงเข้ามาดำเนินการตรงนี้แทนรัฐบาล โดยที่ไม่มีทรัพยากรในระดับประเทศ นั่นหมายความว่าผู้แสวงหาที่ลี้ภัยต้องรอนานขึ้นเพราะคิวที่ยาวและทรัยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ใช้เวลานานแค่ไหนในการดำเนินการต่อกรณี?
ไม่มีเวลาที่เป็นมาตรฐานหรือเวลาโดยเฉลี่ย แต่ในภาพรวม เราจะดำเนินการแบบ "มาก่อนได้ก่อน" แต่เราจะให้ความสำคัญกับบุคคลที่ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงมากที่สุดก่อน ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับจำนวนล่ามที่เรามีอยู่ด้วย
กรณีที่เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงป็นอย่างไร?
ยกตัวอย่างเช่น แม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกที่ต้องดูแลโดยตัวคนเดียว และไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายได้ อีกตัวอย่างหนึ่งอาจเป็นคนที่เป็นเหยื่อของการซ้อมทรมาน
ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยสามารถทำงานได้หรือไม่?
ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัย ยกเว้นบุคคลที่เข้าข่ายว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ เช่น ชาวโรฮิงญาบางรายในปี 2559
รัฐบาลสามารถจับกุมพวกเขาได้หรือไม่?
ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายระดับประเทศที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัย ดังนั้น ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัย ตกอยู่ภายใต้กฎหมายเข้าเมือง หากพวกเขาไม่มีวีซ่าที่ถูกต้อง เขาอาจจะถูกมองว่าเป็น "คนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย" (illegal alien) และอาจถูกกักกันโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หาก UNHCR ได้รับการแจ้งว่ามีผู้ที่ถูกจับกุม เราจะพยายามเข้ามาแทรกแซงในจุดที่ถูกจับกุมเพื่อป้องกันการจับกุม

ที่มา: วิเวียน แทน โฆษก UNHCR ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สตม. จะดำเนินคดีกับชาวต่างชาติที่เข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งระหว่างรอการส่งกลับ บุคคลที่ถูกจับกุมก็จะมีการยื่นคำขอแสวงหาที่ลี้ภัยกับ UNHCR

แม้ว่า UNHCR จะให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า จะพยายามเข้ามาแทรกแซงเพื่อป้องกันการจับกุมผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัยในกรณีที่ได้รับแจ้งว่าถูก สตม. จับกุม แต่ พ.ต.อ.เชิงรณกล่าวว่า แนวปฏิบัติดังกล่าวไม่สามารถทำได้ตามหลักกฎหมายไทย ซึ่งกฎหมายมีระบุเพียงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอำนาจให้ชาวต่างชาติอยู่พำนักได้ และที่ผ่านมา ครม. อนุญาตให้อยู่เฉพาะชาวต่างชาติที่ประสบภัยพิบัติ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กลุ่มผู้แสวงหาที่ลี้ภัยชาวปากีสถานได้รับการประกันตัวหลังจากถูกควบคุมตัวที่สถานกักตัวคนต่างด้าว

นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) อาจขอความร่วมมือ สตม. ในการชะลอการเนรเทศ ซึ่ง สตม. ก็ช่วยเหลือกรณีมนุษยธรรมเป็นครั้งๆ ไป

ด้านบุษฎี สันติพิทักษ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า แม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 แต่ไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่บุคคลเหล่านี้มาโดยตลอด ทั้งนี้ รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องการเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ดังกล่าว

"ประเทศไทยจำเป็นต้องดูความสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันผล กระทบเชิงลบจากการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติกับการรักษาหลักการด้านมนุษยธรรมที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงหลังที่มีผู้โยกย้ายถิ่นฐานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายจำนวนมากมายื่นขอแสวงหาที่พักพิงกับ UNHCR ที่กรุงเทพฯ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากปากีสถาน" เธอกล่าวกับบีบีซีไทย

นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่า ทางการไทยจับกุมผู้แสวงหาแหล่งพักพิงที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยชอบธรรมและเท่าเทียม และได้ให้การดูแลโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล โดยยึดหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) อีกทั้งยังให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยพยายามให้การดูแลแก่ผู้ที่ถูกกักตัวในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้เอ็นจีโอสามารถประกันตัวผู้ถูกกักได้

Image copyright BOXER

'เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น'

สถานทูตปากีสถานประจำประเทศไทยปฏิเสธว่าความรุนแรงดังกล่าวมีอยู่จริง โดยอาเมียร์ นาวีด ที่ปรึกษาประจำสถานทูต กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ที่ปากีสถานไม่มีการโจมตีชาวคริสเตียน และผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์มีสิทธิเท่าเทียมกันกับมุสลิม

นาวีดอธิบายว่า 99% ของคริสเตียนในปากีสถานที่มาประเทศไทยไม่ใช่เพราะถูกทำร้าย แต่มาเพราะเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยค่าครองชีพถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศแถบยุโรป โดยอัตราการว่างงานที่ปากีสถานสูงถึง 5.9% และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ UNHCR ปฏิเสธสถานภาพผู้ลี้ภัยแก่บุคคลเหล่านั้น บีบีซีได้สอบถาม UNHCR ถึงเรื่องดังกล่าว แต่ไม่สามารถยืนยันตัวเลขดังกล่าวได้

"99% ของเรื่องราวต่างๆ ที่ถูกเล่าไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น" นาวีดกล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ได้รับสถานภาพผู้ลี้ภัยจะเป็นผู้ที่นับถือนิกายอามาห์ดียะห์ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ถือว่าเป็นมุสลิมตามรัฐธรรมนูญ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ชาวคริสเตียนปากีสถานเข้าร่วมพิธีศาสนาคริสต์ที่โบสถ์

นาวีดกล่าวว่า แม้จะมีคริสเตียนปากีสถาน 1,000-1,500 คนที่อยู่ในไทยแบบผิดกฎหมายในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่จะทำงานไปด้วย ทั้ง ๆ ที่กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยทำงาน แต่ทางสถานทูตก็ไม่เคยปฏิเสธการช่วยเหลือเมื่อมีการร้องขอมา และไม่เคยยึดหนังสือเดินทาง โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สถานทูตออกหนังสือเดินทางฉุกเฉิน 202 เล่ม ให้แก่ผู้ที่ทำหนังสือเดินทางหาย และต่ออายุหนังสือเดินทาง 69 เล่ม โดยทั้งหมดได้เดินทางกลับปากีสถานแล้ว และไม่พบว่ามีใครที่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด

"ทุกวันนี้มีอย่างน้อยวันละ 1-2 ครอบครัวที่กลับบ้าน และปัจจุบันแทบจะไม่มีชาวปากีสถานเข้ามาขอลี้ภัยในไทยเพราะพวกเขาไม่ได้รับผลลัพธ์ที่เขาต้องการ" นาวีดกล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีชาวปากีสถานประมาณ 25,000 คนที่อาศัยอยู่และทำงานอย่างถูกกฎหมาย และกว่า 100,000 คนที่เป็นชาวปากีสถานแต่เป็นสัญชาติไทย หรือสองสัญชาติ

สถานการณ์ที่อันตราย

บีบีซีสอบถามไปยังองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ซึ่งกล่าวตรงกันว่าเหตุการณ์การกระทำที่รุนแรงต่อผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ในปากีสถานมีอยู่จริง และไม่ใช่แค่กับชาวคริสเตียน แต่ผู้ที่นับถือนิกายอามาห์ดียะห์ก็ถูกกระทำคล้ายคลึงกัน

พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์กร Fortify Rights ยืนยันว่า กลุ่มปากีสถานที่ขอลี้ภัยโดยมากจะมาด้วยเหตุผลทางศาสนาจริง เพียงแต่ว่าภัยประหัตประหารจะหนักหนาแค่ไหนที่จะขอสิทธิ์ลี้ภัยก็เป็นเรื่องที่ UNHCR ต้องคัดกรองอย่างละเอียดอีกที

Image copyright PUTTANEE KANGKUN
คำบรรยายภาพ พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์กร Fortify Rights

"เหตุผลที่ถูกใช้สำหรับคนปากีสถาน คือ ถ้าถูกละเมิดแบบที่เล่ามา ถ้าเขาย้ายไปอยู่เมืองอื่น ภัยประหัตประหารจะหมดไปหรือไม่ เพราะปากีสถานไม่ใช่ว่าทั้งประเทศที่ชนกลุ่มน้อยถูกกระทำ คือ ถ้าคุณย้ายเมืองแล้วอาจจะปลอดภัยก็ได้ ทาง UNHCR ก็อาจจะบอกว่าคุณอยู่ประเทศคุณได้ถ้าอยู่เมืองอื่น" นักวิจัยเรื่องผู้ลี้ภัย กล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า ผู้ลี้ภัยปากีสถานส่วนมากเป็นผู้ลี้ภัยที่มีฐานะ จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะขอลี้ภัยเพียงเพราะต้องการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของตัวเอง

ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย องค์กร Human Rights Watch กล่าวว่า ปัญหาของการถูกกดทางศาสนาในปากีสถานมาจากกฎหมายห้ามดูหมิ่นศาสนาอิสลาม (blasphemy law) ทำให้ชาวคริสเตียนในปากีสถานหวาดกลัวและหนีไปอยู่ประเทศอื่น ซึ่งหากสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นศาสนา ทั้งครอบครัวก็ต้องหนีไปด้วย

"เราขอเขาให้เปลี่ยนกฎหมาย เนื่องจากสร้างปัญหาให้คนศาสนากลุ่มน้อย แต่รัฐบาลปากีสถานนิ่งเฉยและไม่ยอมปกป้องคนที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นศาสนา" โรเบิร์ตสัน กล่าว

ชีวิตที่ไทย

เริ่มแรกบ็อกเซอร์และครอบครัวพักอยู่ที่อพารท์เม้นท์ย่านประชาอุทิศ ด้วยค่าห้องเดือนละ 2,500 บาท เมื่อร่วมกับค่าน้ำและค่าไฟก็เกือบ 4,000 บาท แต่สภาพความเป็นอยู่ที่แออัดและสกปรกมาก เนื่องจากมีมดและแมลงมาปนเปื้อนกับอาหาร ทำให้พวกเขาต้องย้ายมาพักแถวสุขุมวิทเมื่อประมาณสี่เดือนที่ผ่านมา โดยต้องเสียค่าเช่าห้องเป็นเงิน 3,600 บาทต่อเดือน ซึ่งเมื่อรวมกับค่าน้ำค่าไฟแล้วก็เกือบ 7,000 บาทต่อเดือน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ชาวคริสเตียนปากีสถานร่วมกันจุดเทียนไว้อาลัยต่อเหยื่อที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ระเบิดที่เมืองลาฮอร์ของปากีสถาน

บ็อกเซอร์เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อศักดา แก้วบัวดี นักแสดงชื่อดังที่ให้ความช่วยเหลือผู้ขอลี้ภัยและผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ได้พบเขาครั้งแรกที่สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมื่อประมาณครึ่งปีที่ผ่านมา โดยเห็นเขาทุกครั้งที่คนไปเยี่ยมคนที่นั่น

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศักดาไปเยี่ยมบ็อกเซอร์เป็นประจำ โดยมักจะนำอาหารและเงินบริจาคติดไม้ติดมือไปด้วย และเมื่อเดือนที่ผ่านมา เขาลงเรื่องราวของบ็อกเซอร์ลงไปในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำให้มีผู้บริจาคเงินเข้ามาช่วยเหลือบ็อกเซอร์เป็นจำนวนมาก

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ชาวคริสเตียนปากีสถานรวมตัวกันประท้วงเหตุระเบิดพลีชีพในโบสถ์หลายแห่งในปี 2558 ที่เมืองลาฮอร์ของปากีสถาน

แม้ว่าครอบครัวบ็อกเซอร์จะอยู่ด้วยความยากลำบาก แต่ก็ยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอาหารปากีสถานแจกจ่ายให้กับชาวคริสเตียนที่อยู่สถานกักกัน แม้ว่าบางครั้งนั่นหมายความว่าตัวเองต้องอดมื้อกินมื้อก็ตาม

"ความยากลำบากเหล่านี้มันทำให้พวกเราเรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตในขณะที่ต้องสูญเสียอะไรหลายๆ อย่างมันเป็นยังไง" ลูกชายคนโตของบ็อกเซอร์กล่าว "มันยากนะ แต่บางครั้งการที่จะได้อะไรมาเราต้องสูญเสียอะไรบางอย่างก่อน"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม