เพิ่มเติม: ตลาดหุ้นเอเชีย-ยุโรปวันนี้ป่วนไม่แพ้ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ที่ดิ่งลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ห้องค้าในเอเชีย Image copyright Getty Images

ตลาดหุ้นเอเชีย-ยุโรปวันนี้ (6 ก.พ.) ป่วนไม่แพ้ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐฯ หลังมีแนวโน้มว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก โดยมูลค่าการซื้อขายวันนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยลดลงกว่า 20 จุด

การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สำคัญในแถบเอเชีย-ยุโรปต่างได้รับผลกระทบ ภายหลังบรรดานักลงทุนต่างเทขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากการคาดหมายว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งมากกว่าที่ได้ประกาศไว้ เนื่องจากค่าแรงและอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันนี้ปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งเช้า 42.76 จุดจากวันก่อนหน้า หรือ 2.36% มาอยู่ที่ 1,767.56 จุด แต่ในการซื้อขายช่วงบ่ายกลับดีดตัวขึ้นมา ปิดที่ 1,788.43 จุด ลดลง 21.89 จุดจากวันก่อน หรือ 1.21% โดยมูลค่าการซื้อขายเมื่อปิดตลาดอยู่ที่ 1.24 แสนล้านบาท

เช่นเดียวกันกับดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงถึง 7% ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาแต่ยังอยู่ในแดนลบ ซึ่งปิดตลาดด้วยดัชนีลดลง 4.7% ส่วนดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงก็ปรับตัวลดลงปรับตัวลดลง 1,649.8 จุด หรือ 5.12% มาอยู่ที่ 30,595.42 จุด ด้านดัชนีกอสปิ (KOSPI) ของเกาหลีใต้ ลดลง 2.6% และดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียร่วง 3.2%

ขณะที่มีรายงานว่าตลาดหุ้นในกรุงลอนดอนของอังกฤษ นครแฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนีและกรุงปารีสของฝรั่งเศสปรับตัวลดลงทันทีเมื่อเปิดตลาดเช้าวันนี้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันนี้ปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งเช้า ก่อนดีดตัวกลับมาปิดที่ 1,788.43 จุด ลดลง 21.89 จุดจากวันก่อน หรือ 1.21% โดยมูลค่าการซื้อขายเมื่อปิดตลาดอยู่ที่ 1.24 แสนล้านบาท

การปรับตัวดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลายตัวในสหรัฐฯ ที่พากันปรับลดลงหลังมูลค่าการซื้อขายในดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตกลงมาถึง 1,175 จุดภายในวันเดียว ซึ่งถือว่าดิ่งลงมากที่สุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา

ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลายตัวในสหรัฐฯ พากันปรับลดลง หลังมูลค่าการซื้อขายดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตกลงมาถึง 1,175 จุดภายในวันเดียว ซึ่งถือว่าดิ่งลงมากที่สุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา

เมื่อถึงเวลาปิดการซื้อขายของวันจันทร์ที่ 5 ก.พ. ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลดลง 4.6% มาอยู่ที่ 24,345.75 จุด โดยมูลค่าการซื้อขายที่ดิ่งลงทำสถิติใหม่มากกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 ซึ่งมูลค่าการซื้อขายตกลงมากที่สุดในวันเดียว 777.68 จุด

การที่ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่น ๆ ของสหรัฐฯพลอยปรับตัวลดลงตามไปด้วย โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดลดลง 4.1% ดัชนีแนสแด็กปิดลดลง 3.7% และดัชนีฟุตซี่ (FTSE) ของตลาดหลักทรัพย์กรุงลอนดอนก็ปิดตัวลดลง 1.46% ทั้งยังคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกที่เปิดการซื้อขายหลังจากนั้นด้วย

คำบรรยายภาพ มูลค่าการซื้อขายดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว นักลงทุนเริ่มเทขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯกันมากขึ้น โดยเป็นการตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟด (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งมากกว่าที่คาดกันไว้ เนื่องจากค่าแรงและอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯมีแนวโน้มขยับสูงขึ้น

นางอีริน กิบบ์ส์ ผู้บริหารกลุ่มหลักทรัพย์จาก S&P Global Market Intelligence ระบุว่า นักลงทุนพากันเทขายหุ้นเพื่อนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มอื่นที่จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยกำลังจะขยับตัวสูงขึ้น เช่น พันธบัตร

"การที่ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงครั้งนี้ ไม่ใช่สัญญาณชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังจะพังทลายแต่อย่างใด แต่การที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรงกว่าที่คาด ทำให้ตลาดมีการปรับตัวและประเมินสถานการณ์กันใหม่เท่านั้น" นางกิบบ์ส์กล่าว

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯออกแถลงการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประชาชนด้วยว่า "จุดมุ่งหมายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญเป็นหลัก คือปัจจัยพื้นฐานที่เป็นตัวกำหนดสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งขณะนี้ยังคงถือว่าแข็งแกร่งดีอยู่"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม