อรนุช ผลภิญโญ นักต่อสู้หญิงเพื่อสิทธิที่ดินแห่งภาคอีสาน

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
อรนุช ผลภิญโญ นักต่อสู้หญิงเพื่อสิทธิที่ดินแห่งภาคอีสาน

ท่ามกลางการคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ "อรนุช ผลภิญโญ" นักต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทำกินในภาคอีสาน ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากนโยบาย "ทวงคืนผืนป่า" ที่ได้ปะทุขึ้นหลังยุค คสช.

สำหรับหญิงวัย 46 ปีอย่าง อรนุช ผลภิญโญ ความสุขของเธอคือ การไปรับ-ส่งลูกชายทั้งสองที่โรงเรียน การทำนาและปลูกผัก และการขับรถเป็นระยะทางไกลเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วภาคอีสานที่ประสบปัญหาที่ดิน แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ที่มองเธอเป็น "ศัตรู"

ที่สำนักงานของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) ที่ซึ่งเป็นทั้งบ้านและสถานที่ทำงานของเธอในฐานะที่เป็นกรรมการบริหาร ภาพที่เห็นส่วนมากจะเป็นปราโมทย์ ผู้เป็นสามีและกรรมการบริหาร ทำงานเบื้องหลังและ "เฝ้าบ้าน" อยู่ที่นั่น ในขณะที่อรนุชจะรับบท "บู๊" ทำให้เธอเผชิญกับการถูกฟ้องร้อง ติดตามโดยเจ้าหน้าที่ และคุกคามทางเพศในฐานะที่เป็นผู้หญิง ตลอดการทำงานในการช่วยเหลือชาวบ้านในภาคอีสานกว่าพันราย

"โดยเฉพาะยุคสมัยนี้ที่เราคิดว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้โดยที่เราอาจจะไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้เต็มที่ เพราะมีเงื่อนไขทางกฎหมายและนโยบายที่ไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรม" เธอกล่าวกับบีบีซีไทย ที่สำนักงาน คปอ. ที่ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

ปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน สร้างสังคมที่เป็นธรรม

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ อรนุช ช่วยจัดการปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินให้กับชาวบ้านมากว่า 24 ปี

อรนุชเริ่มคลุกคลีกับปัญหาที่ดินในช่วงปี พ.ศ. 2534 ขณะที่เธอเป็นนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ เอกนิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งตอนนั้นยังเป็นวิทยาลัยครูมหาสารคาม

ที่นั่น เธอได้รู้จักกับ บำรุง บุญปัญญา นักพัฒนาอาวุโส ผู้เป็นแกนนำที่พาประชาชนต่อสู้ที่ดินที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งตัวเธอเองก็ได้เข้าไปร่วมในฐานะนักศึกษา

"ตอนแรก ๆ แม่ก็ไม่เข้าใจ แล้วเป็นห่วง กังวล หลังจากนั้นค่อย ๆ ทำความเข้าใจเรื่อย ๆ" เธอกล่าว

อรนุชได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปัญหาที่ดินมาโดยตลอด แม้จะเคยลองทำงานเป็นนักข่าวอยู่ราวครึ่งปี เพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อและแม่ แต่สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับมาทำงานชุมชนที่เธอเห็นว่าช่วยเหลือชาวบ้านได้มากกว่า

กำเนิด คปอ. มาจากการรวมตัวของชาวบ้านผู้ประสบปัญหาจากข้อพิพาทและความขัดแย้งเรื่องที่ดิน โดยมีการประกาศจัดตั้งเครือข่ายขึ้นในปี 2549 โดยมีวัตถุประสงค์ต่อสู้เพื่อให้เกิดการกระจายที่ดินที่เป็นธรรมในสังคม และแก้ปัญหาซ้อนทับของที่ดิน ภายใต้สโลแกน "ปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน สร้างสังคมที่เป็นธรรม"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ การลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาแต่ละครั้งอาจกินเวลาเป็นวัน

คปอ. จะทำหน้าที่เสมือนตัวประสานระหว่างรัฐกับชาวบ้านที่มาขอความช่วยเหลือ โดยทางเครือข่ายมีทนายความ 2 คนที่ทำงานให้ชาวบ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งตั้งแต่ก่อตั้งมา คปอ. ช่วยชาวบ้านไป 227 คดี

อรนุชกล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น มีการประกาศพื้นที่ป่าทับพื้นที่ชุมชน และปัญหาความไม่เป็นธรรมในการกระจายการถือครอง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นแนวคิดของรัฐที่ผูกขาดการจัดการทรัพยากรไว้ที่ส่วนกลาง และแนวนโยบายต่าง ๆ เอื้อให้กับทุนมากกว่ากระจายให้เกษตรกร

"ประเทศเราถ้าประชาชนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในที่ดินทำกิน ปัญหาอื่น ๆ จะตามมา เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน การอพยพแรงงาน หรือปัญหาทางสังคมอื่น ๆ อาจนำมาซึ่งความล่มสลายของวิถีชุมชน" เธอกล่าว

การหายตัวไปของ เด่น คำแหล้

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ จะมีการเรียกประชุมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในแต่ละครั้ง

ในแต่ละเดือน อรนุชจะลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้านอยู่เป็นประจำ โดยหนึ่งในพื้นที่เหล่านั้นคือที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร ที่ซึ่ง เด่น คำแหล้ สมาชิก คปอ. และผู้นำชุมชนที่ลุกขึ้นปกป้องสิทธิของชุมชนจากการถูกบังคับไล่รื้อโดยเจ้าหน้าที่ หายตัวไปเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2559

"เมื่อกัปตันเรือหายไป ต้องมีกัปตันใหม่เข้ามาแทน ที่จะพายเรือไปถึงฝั่ง" เธอกล่าวกับชาวบ้านที่มาร่วมประชุมเพื่อทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยังไม่สรุปสาเหตุของการหายตัวไปของเด่น แต่อรนุชเชื่อว่าเขาถูกบังคับสูญหาย

"จากหลักฐานที่เราเห็น ทำให้เราคิดว่าพ่อเด่นไม่ได้หายไปด้วยรูปแบบธรรมดา" เธอกล่าว

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ โดยปัญหาที่ดินส่วนใหญ่ที่เธอพบเจอจะเป็นข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับภาครัฐหรือเอกชน

การหายตัวไปของเด่นทำให้เกิดความหวาดกลัวในกลุ่มภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านความขัดแย้งในที่ดิน และสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวให้กับครอบครัวและชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ โดยอรนุชกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้แกนนำของ คปอ. ต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้น และยิ่งตัวเธอเองที่ถูกจับตามอง โดยเฉพาะในช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้คอยสื่อสารและเตือนเธอว่า มีเจ้าหน้าที่ที่คอยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเธอ

"จากเคสพ่อเด่นทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดว่ารัฐเองก็ยิ่งน่ากลัว แล้วยิ่งเห็นข้อมูลที่เขาบอกชื่อ อายุ บ้านเลขที่นี้ จะเดินทางด้วยรถ ทะเบียนนี้ จำนวนเท่านี้คน รู้ละเอียดหมดเลยและรู้ว่าพี่จะไปไหน" เธอกล่าว โดยอ้างถึงช่วงเดือน ม.ค. ที่เธอได้เดินทางไป จ.ขอนแก่น เพื่อแถลงข่าวการสนับสนุนการ "เดินมิตรภาพ" เพื่อสะท้อนปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เธอต้องเดินทางด้วยรถคันอื่นแทน โดยหลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหาเธอที่บ้านเกิดของเธอที่ จ.ร้อยเอ็ด แต่พบกับแม่ของเธอแทน

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ อรนุช เชื่อว่าปัญหาที่ดินส่วนใหญ่เกิดจากความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรที่ดินทำกิน

จากเมื่อก่อนที่อรนุชจะขับรถไปที่พื้นที่ต่าง ๆ ตอนกลางคืน เธอเริ่มที่จะป้องกันตัวเองโดยการไม่ขับรถตอนกลางคืน และไม่ออกไปไหนมาไหนคนเดียว หรือถ้าจำเป็น เธอก็จะบอกคนรอบข้างไว้

หลังจากเหตุการณ์นั้น เธอได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด 4 ตัวในบริเวณซอยและบ้านของเธอ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันเเนล ที่ทำงานด้านการปกป้องนักสิทธิมนุษยชนที่เผชิญความเสี่ยง

ภัยคุกคาม

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ระหว่างการลงพื้นที่บนเทือกเขาแห่งหนึ่ง

อรนุชได้พบกับสิ่งที่คุกคามกรณีการทำงานของเธอในหลากหลายแบบ รวมถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ซึ่งตัวเธอและสามีถูกฟ้องสองครั้ง คือ ในปี 2556 เธอถูกฟ้องหมิ่นประมาทโดยโรงงานยางพาราที่เธอนำการต่อต้านเนื่องจากกังวลเรื่องผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม

แม้ว่าโรงงานจะถอนฟ้องในภายหลัง แต่อรนุชก็ยังมีความกังวล เนื่องจากชาวบ้านยังต่อต้านการขยายโรงงานจนถึงทุกวันนี้ และในปี 2552 เธอเป็นหนึ่งในจำเลย 31 คนที่ถูกฟ้องแพ่งขับไล่ออกจากชุมชนบ่อแก้ว อ.คอนสาร แม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ก็ตาม ซึ่งคดีนี้ปัจจุบันอยู่ในขั้นรอคำพิพากษาของศาลฎีกา

"แต่พี่คิดว่า [การถูกฟ้องร้อง] ไม่สามารถหยุดยั้งพวกเราได้เพราะเราคิดว่าสิ่งที่เราทำมีประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน" เธอกล่าว

อรนุชมองว่า มีหลายกรณีที่ความเป็นผู้หญิงทำให้สามารถคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ และร่วมมือกันได้ ซึ่งจะทำให้ความรุนแรงลดน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน ความเป็นผู้หญิงนั้นก็มีผลในทางลบทั้งเรื่องของชู้สาวและเรื่องของเพศ บางทีอาจจะถูกเจ้าหน้าที่พูดส่อเสียดในเรื่องของเพศ หรือพูดจา "แทะโลม"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ อรนุช เคยถูกดำเนินคดีถึง 2 ครั้ง ระหว่างไปช่วยแก้ปัญหาที่ดินให้กับชาวบ้าน

"เขาอาจจะมองว่าเราอ่อนแอยังไงก็ได้ หรือว่าจะใส่ร้ายป้ายสียังไงก็ได้ ซึ่งจุดที่เสี่ยงที่สุดคือเรื่องของชู้สาว การปล่อยข่าวอาจจะทำลายการทำงานของเรา เป็นจุดอ่อน" เธอกล่าว

สุธารี วรรณศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนขององค์กรฟอร์ติฟายไรท์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า นักเคลื่อนไหวที่ทำงานด้านที่ดินและทรัพยากรในเมืองไทยและในประเทศอื่นต่างต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการถูกโจมตี การคุกคาม การถูกดำเนินคดีที่โดยไม่เป็นธรรม จากการทำกิจกรรมโดยสงบ

"ผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง ผู้หญิงในชนบท ผู้หญิงที่ทำงานด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อมยังต้องเผชิญหน้ากับความรุนแรงและการถูกเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของความเชื่อ ชาติพันธุ์ และภาษา" สุธารี กล่าว พร้อมยกตัวอย่างผู้หญิงนักต่อสู้ด้านที่ดิน 2 คนจากสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ที่ถูกสังหารเมื่อปี พ.ศ. 2555 และจนถึงทุกวันนี้ผู้กระทำผิดยังลอยนวล

นอกจากนั้น ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิในประเทศไทยยังต้องเผชิญกับการถูกคุกคามและข่มขู่ทางเพศ ไม่ว่าจะในโลกออนไลน์ หรือในชีวิตจริง เช่น ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิในกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดถูกกลุ่มชายติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายข่มขู่ว่าจะล่วงละเมิดทางเพศกับเธอจากการที่เธอลุกขึ้นคัดค้านการทำเหมืองแร่ในชุมชนที่อาศัยอยู่ ซึ่งเหมืองแร่ดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าทำให้เกิดการปนเปื้อนด้านสิ่งแวดล้อม

เพิ่มระดับความรุนแรง

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ในขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้ประตูทางเข้าอาศรมไทยบ้านดอนแดง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม มีเจ้าหน้าที่ทหารเฝ้าอยู่หน้าประตู ที่นั่น เป็นที่ ๆ ชาวนากว่าร้อยคนทั่วภาคอีสานวางแผนว่าจะมาจัดเวทีพูดคุยปัญหาเรื่องการทวงคืนผืนป่า

อรนุชเล่าว่า ชาวบ้านเป็นจำนวนมากต้องพักอาศัยอยู่ที่บ้านญาติ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังจังหวัดของตัวเอง เนื่องจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ร่วมกิจกรรม ไม่เช่นนั้นจะถูกจับกุม ส่วนผู้ที่สามารถเข้าไปได้ ก็อยู่กวาดพื้นที่และล้างห้องน้ำแทน ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร

ช่วงนั้นเป็นปี พ.ศ. 2557 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศนโยบาย "ทวงคืนผืนป่า" ซึ่งเป็นผลพวงมาจากคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 ว่าด้วยเรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ที่พูดถึงกรณีคนจน ผู้ยากไร้ ให้ดำเนินการโดยไม่ให้เกิดผลกระทบ ส่วนคนรวย นายทุน ผู้มีอิทธิพล ให้ดำเนินคดีทุกราย

แต่อรนุชกลับมองว่านโยบายดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้คนจนตกเป็นจำเลยมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ครอบครัวเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญที่ทำให้ อรนุช ยังทำงานทางด้านนี้อยู่

"ยุคสมัยนี้รุนแรงและรู้สึกว่าคุกคามมากกว่าเดิม เพราะภาพทหารถือเลื่อยนำหน้าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน" เธอกล่าว

หลังจากประเทศไทยเกิดการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2557 นักต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ต้องทำกิจกรรมภายใต้กฎหมายภายในประเทศที่ไม่เอื้อที่จะเรียกร้อง ทั้งเสรีภาพด้านการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

"เช่น พ.ร.บ. ชุมนุม แม้แต่การพูดคุยปัญหาของตัวเองยังคุยไม่ได้ แล้วจะนำไปสู่การแก้ปัญหาแท้จริงได้ยังไง คือถ้าคุยกันเกินห้าคนก็โดนแล้ว" เธอกล่าว

แต่อรนุชก็ไม่ละทิ้งความพยายามของเธอที่จะทำให้ปัญหาของชาวบ้านได้รับการแก้ไขหรือคลี่คลายปัญหา โดยยืนยันว่าจะทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะทำไม่ไหว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม