ทรัมป์ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอ้างเพื่อตอบโต้ความไม่เป็นธรรมทางการค้า

ทรัมป์ Image copyright Getty Images

สหรัฐฯ มีแผนจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน มูลค่าถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) และจะจำกัดการลงทุนจากจีน เพื่อตอบโต้สิ่งที่สหรัฐฯ อ้างว่าเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ดำเนินมานานหลายปี

ทำเนียบขาวระบุว่า จำเป็นต้องลงมือเพื่อตอบโต้ความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันจากเศรษฐกิจจีนซึ่งมีรัฐขับเคลื่อน เนื่องจากการเจรจาที่ผ่านมาหลายปีไม่เป็นผล

ด้านรัฐบาลจีนระบุว่าพร้อมจะตอบโต้ด้วย "มาตรการที่จำเป็น" และจะ "ต่อสู้จนถึงที่สุด" ในการแข่งขันทางการค้ากับสหรัฐฯ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตัวลดลงเมื่อวันพฤหัสบดี โดยดัชนีดาวโจนส์ ปิดการซื้อขายที่ 23,957.89 จุด ลดลง 724.42 จุดหรือร้อยละ 2.9 ซึ่งนับเป็นการปรับตัวลดลงมากเป็นอันดับห้าในประวัติศาสตร์

ระหว่างการลงนามในบันทึกเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ กับจีนกำลังเจรจาหาข้อตกลงการค้าแบบเดียวกันให้กับบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน มูลค่าถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท)

ที่มาของมาตรการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม

แผนการเรียกเก็บภาษีเพิ่มนี้ ถูกประกาศหลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ สั่งตรวจสอบนโยบายที่มีต่อจีนเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยทำเนียบขาวระบุว่า พบการปฏิบัติที่ "ไม่เป็นธรรม" หลายประการของจีน รวมถึงกฎหมายห้ามต่างชาติครอบครองกิจการ ซึ่งมีผลกดดันให้หลายบริษัทต่างชาติต้องยอมถ่ายโอนเทคโนโลยีให้

การทบทวนนี้ ยังพบหลักฐานว่าจีนบังคับใช้มาตรการที่ไม่เป็นธรรมต่อบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ เลือกลงทุนในสหรัฐฯ โดยเน้นอุตสาหกรรมที่มีผลเชิงยุทธศาสตร์ และลงมือหรือให้การสนับสนุนการโจมตีทางอินเทอร์เน็ต

ทำเนียบขาวอ้างว่า ขณะนี้มีสินค้ากว่า 1,000 รายการที่อาจถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 25 แต่จะเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจได้แสดงความคิดเห็นก่อนที่จะประกาศบัญชีรายชื่อสุดท้ายว่ามีสินค้าชนิดใดบ้าง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังกำลังหาหนทางจำกัดการลงทุนจากบริษัทของจีนในสหรัฐฯ และจะร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก เกี่ยวกับข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรมในใบอนุญาตทำการค้าด้วย

นายโรเบิร์ต ไลต์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่าการปกป้องเทคโนโลยี คือสิ่งสำคัญยิ่งต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายโรเบิร์ต ไลต์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการ "กดดันจีนให้มากที่สุด และให้มีแรงกดดันน้อยที่สุดต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ"

ปฏิกิริยาจากจีน

กระทรวงพานิชย์จีนออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า "จีนจะไม่นิ่งเฉยและปล่อยให้สิทธิตามกฎหมายกับผลประโยชน์ต้องถูกทำลาย โดยจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องสิทธิตามกฎหมายกับผลประโยชน์"

นอกจากนี้ กระทรวงพานิชย์จีนอ้างว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ปฏิบัติตามคำตัดสินขององค์การการค้าโลกเมื่อปี 2014 ที่คัดค้านภาษีศุลกากรซึ่งสหรัฐฯ เรียกเก็บเพื่อต่อต้านสินค้าที่รัฐบาลจีนอุดหนุน โดยรวมถึงแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และหอติดตั้งกังหันลม ซึ่ง "เป็นข้อพิสูจน์ว่าทางฝั่งสหรัฐฯ ละเมิดกฎขององค์การการค้าโลก"

"เรื่องนี้ ก่อความเสียหายรุนแรง ต่อความเสมอภาคและความเป็นธรรมของสภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศ และทำให้ความมั่นคงของระบบการค้าพหุภาคีต้องอ่อนแอลง"

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา องค์การการค้าโลกได้ตัดสินว่าจีนละเมิดข้อตกลงการค้า โดยได้สั่งให้จีนลดภาษีศุลกากรกับผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อนำเข้าจากสหรัฐฯ

คำบรรยายภาพ ตัวเลขการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2000 - 2017

ใครเสี่ยงได้รับผลกระทบ?

นักวิเคราะห์มองว่า หากมีการบังคับใช้จริง การเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่ม อาจทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นสำหรับผู้บริโภคสหรัฐฯ ในขณะที่มาตรการตอบโต้อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลักในเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงภาคเกษตรกรรมและอากาศยาน

เมื่อปี 2016 จีนเป็นตลาดสินค้าส่งออกอันดับสามของสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่นำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ข้าวโพด เนื้อหมู และอากาศยานจากสหรัฐฯ

เมื่อวันพฤหัสบดี หุ้นของบริษัทโบอิงซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบิน ปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 5

ด้านส.ส.จากรัฐที่มีอุตสาหกรรมเกษตรเป็นหลักอย่างแคนซัส ต่างวิจารณ์นโยบายของรัฐบาล และมีกลุ่มธุรกิจบางรายระบุว่าเห็นด้วยว่ามีปัญหาจริง แต่ก็เป็นกังวลกับกลยุทธ์ของรัฐบาลเช่นกัน โดยนายจอห์น ฟริสบี ประธานหอการค้าสหรัฐฯ-จีน กล่าวว่า "ธุรกิจอเมริกันต้องการเห็นทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะมาตรการคว่ำบาตรอย่างภาษีศุลกากรที่อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี"

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่จีนจะตอบโต้ แต่ระบุว่าจีนมีแนวโน้มจะเสียผลประโยชน์มากกว่า

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ได้พยายามตอบโต้การที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าจีนอยู่ราว 3.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 11.7 ล้านล้านบาท) และเมื่อวันพฤหัสบดี ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ขอให้จีนลดตัวเลขดังกล่าวลง "ในทันที" ให้เหลือ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.1 ล้านล้านบาท)

แผนของรัฐบาลสหรัฐฯ มีผู้เห็นด้วยในวงกว้างหรือไม่?

มีนักวิเคราะห์จำนวนมาก ที่มองข้ามความกังวลเรื่องตัวเลขขาดดุลการค้า โดยชี้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์จากการแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในสหรัฐฯ เริ่มมีความกังวลที่แบ่งออกเป็นสองขั้ว ในประเด็นเศรษฐกิจจีนที่มีรัฐเป็นกลไลขับเคลื่อน รวมถึงการที่จีนกำลังแสวงหาเทคโนโลยีที่อาจนำไปใช้ในแง่การทหารได้

ส่วนรัฐสภาสหรัฐฯ กำลังอภิปรายกฎหมายเพิ่มอำนาจให้รัฐทบทวนข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ โดยอ้างถึงความเสี่ยงจากบริษัทที่มีรัฐบาลต่างชาติหนุนหลังที่อาจเข้าครอบครองกิจการของสหรัฐฯ

นักการเมืองบางส่วนวิจารณ์รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ว่า อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น และทำให้ประเทศพันธมิตรที่อาจช่วยแก้ปัญหาได้กลับตีตัวออกห่าง

"ฉันเข้าใจว่าแนวทางที่ฮึกเหิมเช่นนี้อาจทำให้บางคนรู้สึกดี แต่ในระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างที่เรามี มันซับซ้อนกว่า" นางมาเรีย แคนท์เวลล์ ส.ว.พรรคเดโมแครตจากรัฐวอชิงตัน กล่าวระหว่างการประชุมกรรมาธิการการคลังเมื่อวันพฤหัสบดี

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้ผลิตโลหะทั่วโลก เป็นกังวลกับมาตรการภาษีนำเข้าเหล็กของสหรัฐฯ

จุดยืนรัฐบาลทรัมป์เรื่องการค้าระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้ฐานเสียงพอใจโดยเลือกชูแนวทาง "อเมริกาต้องมาก่อน" ที่รวมถึงการวิจาณ์จีน และโทษประเทศอื่นว่าเป็นต้นเหตุให้สหรัฐฯ ต้องสูญเสียตำแหน่งงาน

รัฐบาลทรัมป์ อ้างถึงกรณีการทุ่มตลาดในสหรัฐฯ แต่ผลที่ได้จากการดำเนินนโยบายเท่าที่ผ่านมายังคงทำให้มีสินค้าราคาถูกหลั่งไหลเข้าประเทศจำนวนมากอยู่ เช่นในเดือนนี้ มีการลงนามคำสั่งประธานาธิบดีให้เรียกเก็บภาษีในอัตราสูงกับเหล็กและอลูมิเนียมนำเข้า แต่กลับยกเว้นให้บางประเทศอย่างแคนาดาและเม็กซิโก รวมถึงกลุ่มประเทศอียู และอื่นๆ ที่ยังมีสิทธิ์ขอยกเว้นภาษี

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังรื้อความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ขึ้นมาเจรจาใหม่กับแคนาดาและเม็กซิโก

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นาฟตา มีมูลค่าการค้าสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.2 ล้านล้านบาท)

จะเกิดสงครามการค้าหรือไม่?

ก่อนหน้านี้ จีนเคยเตือนว่า จะไม่มีใครได้เป็นผู้ชนะในสงครามการค้า และพยายามโน้มน้าวให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในความสงบ รวมถึงแสดงท่าทีจะปฏิรูป "อย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน" เพื่อให้สหรัฐฯ พอใจ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ เคยโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ว่า "สงครามการค้าเป็นเรื่องดี และชนะได้ง่าย" แต่นายสตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า ผู้นำสหรัฐฯ "ไม่ได้กำลังพยายามก่อสงครามการค้า"

ด้านนายแฟรงก์ ลาวิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอ็กซปอร์ตนาว และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสิงคโปร์ กล่าวว่าปกติแล้วจีนจะตอบโต้บางอย่าง แต่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาลุกลาม

แต่นายเดวิด คูโอ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทมอทเลย์ฟูล สิงคโปร์ กล่าวว่ายังไม่ชัดเจนว่าความขัดแย้งนี้จะดำเนินไปในทิศทางใดในระยะยาว "บางคนหวังว่าน่าจะเป็นแค่กลเม็ดเปิดเกมของสหรัฐฯ แต่ก็นับเป็นกลเม็ดที่อันตราย"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม