ฟ้องศาลไทย กล่าวหามิตรผล ไล่รื้อทำกินชาวกัมพูชานับพัน

ภาพไร่อ้อยในกัมพูชาเมื่อปี 2012 ซึ่งนักรณรงค์ระบุว่าอุตสาหกรรมส่งออกน้ำตาลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการแย่งยึดที่ดินในประเทศและทำให้ชาวบ้านหลายพันคนต้องอพยพออกจากที่ดินทำกิน Image copyright AFP/Getty Images

ชาวบ้านกัมพูชากว่า 3,000 คน รวมตัวกันฟ้องคดี เรียกค่าเสียหายจาก กลุ่มน้ำตาลมิตรผล กว่า 300 ล้านบาท กล่าวหาว่าไล่รื้อ ยึดที่ดินทำกินเพื่อปลูกอ้อย ตั้งแต่ปี 2551 ด้านมิตรผลชี้แจง ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย

นายสมชาย อามีน นายกสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เมื่อ 28 มี.ค. 2561 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ทนายความจากสมาคมฯ และมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ตัวแทนทางกฎหมายของชาวบ้าน 2 คน ซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านประมาณ 3,000 คนจากประเทศกัมพูชา เข้ายื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายให้ชาวบ้านจากกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการแย่งยึดที่ดินเพื่อปลูกอ้อยและสร้างโรงงานน้ำตาล

ในคำฟ้องระบุว่า กลุ่มน้ำตาลมิตรผล ของไทยตั้งบริษัทตัวแทนที่กัมพูชาเพื่อรับสัมปทานในการปลูกอ้อยจากรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวบ้านทำกินอยู่ก่อนแล้ว 5 หมู่บ้าน ใน อ.สำโรง จ.โอดอร์ เมียนเจย์ แต่มีการใช้กำลังบุกรุกเข้าไปขับไล่ชาวบ้าน ทำให้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นเวลาร่วมสิบปี

ทั้งนี้ การดำเนินคดีแบบกลุ่ม (class action) เป็นกรณีที่มีผู้เสียหายหลายคนในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งกฎหมายการฟ้องคดีแบบกลุ่มอนุญาตให้มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งในกลุ่มของผู้เสียหายมาฟ้องคดี และขอให้ศาลดำเนินคดีแบบกลุ่ม เมื่อตัวแทนมาฟ้องคดีแล้ว ถ้าชนะคดี คำพิพากษาจะมีผลรวมไปถึงคนอื่นด้วย โดยประเทศไทยเริ่มมีกฎหมายให้ใช้การดำเนินคดีดังกล่าวเมื่อปี 2558 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

Image copyright AFP/Getty Images

นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงาน มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่มีการฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทข้ามชาติไทยที่ลงทุนและสร้างผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ

"ประเด็นที่ท้าทายคือการละเมิดสิทธิในต่างประเทศ โดยบริษัทซึ่งเราเชื่อว่าเป็นบริษัทตัวแทน เพราะฉะนั้นมันซ้อนกันอยู่ทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิในต่างประเทศ และเป็นการกระทำของบริษัทมิตรผล เพราะมิตรผลไม่ได้ไปทำโดยตรง" นางสาว ส.รัตนมณี กล่าว

บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ชี้แจงกับบีบีซีไทยผ่านอีเมลระบุว่า ในโครงการนี้ มิตรผลเข้าไปลงทุนด้วยความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชา และได้รับสัมปทานชั่วคราวจากรัฐบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมายระดับประเทศและระดับท้องถิ่น อีกทั้งยังได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าพื้นที่สัมปทานชั่วคราวนั้นได้มาอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ มิตรผล เป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดในประเทศและอันดับ 5 ของโลก โดยมีนายอิสระ ว่องกุศลกิจ เป็นประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล และเป็นมหาเศรษฐีไทยอันดับที่ 22 จากการจัดอันดับของ Forbes ในปี 2560 อีกทั้งยังเป็นอดีตประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ตัวแทนชาวบ้านกัมพูชาสองคนปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย แต่ในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนในกรณีนี้ ได้ระบุคำกล่าวอ้างของชาวบ้านว่าบริษัทตัวแทนของมิตรผลได้มีการยึดครองที่ดินของคนในท้องถิ่นอย่างผิดกฎหมาย โดยการพังทลายบ้านเรือนและฆ่าสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน มีการลอบวางเพลิงหมู่บ้าน และการทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหาย

คำชี้แจงของมิตรผลต่อ กสม. ระบุว่า โครงการลงทุนของกลุ่มมิตรผลในกัมพูชา ได้ลงทุนโดยตรง 1 บริษัท และลงทุนรวมกับบริษัทอื่นอีก 2 บริษัท โดยได้รับสัมปทานที่ดินประมาณ 110,000 ไร่ ทั้งนี้ กลุ่มมิตรผลไม่สนับสนุนการบุกรุกพื้นที่ครอบครองของผู้อื่น รวมทั้งการบังคับไล่ที่หรือการทำลายทรัพย์สินของผู้ใด และการลงทุนของกลุ่มมิตรผลในประเทศกัมพูชาได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายของประเทศกัมพูชาทุกขั้นตอน รวมทั้งยังสอดคล้องกับหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน โดยข้อตกลงตามสัญญานั้น รัฐบาลกัมพูชาจะเป็นผู้ทำการสำรวจและจัดสรรที่ดินสัมปทานเพื่อการเกษตรให้แก่กลุ่มมิตรผล และหากจำเป็นต้องมีการเวนคืนที่ดิน เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นผู้เจรจาจนได้ข้อยุติ

ต่อมา มิตรผลตัดสินใจที่จะยุติโครงการดังกล่าวในปี 2557 และได้คืนพื้นที่สัมปทานให้แก่รัฐบาล และทางมิตรผลได้แนะนำให้นำพื้นที่นั้นคืนให้แก่ชุมชน แต่ทนายของชาวบ้านบอกว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับที่ดินคืนจากรัฐบาล

นายสมชายกล่าวว่า สาเหตุที่ดำเนินคดีในประเทศไทย เนื่องจากบริษัทตัวแทนของมิตรผลในกัมพูชาปิดบริษัทไปแล้ว และเหตุละเมิดในคดีนี้เกิดจากมิตรผลกระทำผ่านตัวแทน โดยทางโจทก์ได้มีการเรียกค่าชดเชยทั้งหมดกว่า 300 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศาลกำหนดนัดไต่สวนคำร้องการฟ้องคดีแบบกลุ่มในวันที่ 11 มิ.ย. 2561

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม