เฉียดตายจุดประกายให้เป็นหมอ: แพทย์หญิงไทยวัย 33 กับงานหัวหน้าแผนกฉุกเฉิน รพ.ใหญ่ในอังกฤษ

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
แพทย์หญิงไทยผู้คุมความเป็นไปของห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลอังกฤษ

ประสบการณ์เฉียดตายวัยเด็ก จุดประกายให้สาวไทยคนหนึ่งฝ่าฟันอุปสรรคไปสู่อาชีพที่เคยช่วยชีวิตเธอ กลายเป็นหัวหน้าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลขนาด 1,400 เตียง ในอังกฤษ

แพทย์หญิงศศธร ชุติมาวรพันธ์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน (Emergency medicine หรือ EM) ที่โรงพยาบาล University Hospitals Coventry & Warwickshire ในภูมิภาคเวสต์มิดแลนด์ส ซึ่งอยู่ทางภาคกลางฝั่งตะวันตกของอังกฤษ

ที่นี่ถือเป็นโรงพยาบาลใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 แห่งของภูมิภาค ให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขแก่ประชาชน เป็นแหล่งฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกของบุคลากรด้านการแพทย์ และมีศูนย์การแพทย์อุบัติเหตุขนาดใหญ่ (major trauma centre) ที่ให้บริการรักษาผู้ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงหรือมีอาการสาหัสด้วย

Image copyright Sasathorn Chutimaworaphan
คำบรรยายภาพ ศศธรจากเมืองไทยมาเรียนชั้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย รวมทั้งทำงานในอังกฤษมาร่วม 18 ปีแล้ว

ประสบการณ์เฉียดตายจุดประกายให้เป็นหมอ

ศศธร สาวอัธยาศัยดีวัย 33 ปีผู้มีพื้นเพจากชลบุรีเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเป็นหมอมาจากเรื่องที่แม่เคยเล่าให้ฟังมาตั้งแต่เด็กว่าตอนแบเบาะ เธอป่วยหนักจนเกือบเสียชีวิตจากภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่เคราะห์ดีที่คุณพ่อคุณแม่พาเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และคุณหมอช่วยชีวิตเธอเอาไว้ได้ทัน แต่ตอนนั้นอาการของเธอหนักมากเสียจนหมอบอกให้พ่อแม่ของเธอทำใจ

"ตอนที่ฟ้าอายุ 2 เดือนคุณแม่บอกว่าชักบ่อยมาก...ตอนนั้นหมอบอกว่าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบไม่รู้ว่าโตขึ้นจะเป็นยังไงเพราะแบคทีเรียในเยื่อหุ้มสมองมันสูงมาก ไม่รู้ว่าสมองจะพิการไหม ตอนนั้นหมอเขาก็พูดให้คุณพ่อคุณแม่ทำใจ...เราก็จำได้ว่าตั้งแต่เด็ก ๆ พอคุณแม่เล่าให้ฟังก็ฝังใจ ถ้างั้นเราก็โชคดีนะ ถ้าอย่างนั้นโตขึ้นก็จะเป็นหมอจะได้รักษาคนอื่นให้เหมือนที่เราโชคดี" ศศธรเล่าทวนความหลังพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เพราะเธอบอกว่าตอนเด็กไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะโตขึ้นเป็นหมอ

"ตอนที่เรียนอยู่อัสสัมชัญคอนแวนต์ไม่มีใครคิดนะว่าฟ้าจะเป็นหมอ เพราะกระโตกกระตาก คุยเก่งน้ำไหลไฟดับ คุยไม่หยุด" เธอเล่าถึงบุคลิกร่าเริงช่างพูดคุยของตัวเองที่ขัดกับภาพที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าคนเรียนหมอต้องเป็นเด็กที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเรียน มีนิสัยเคร่งขรึมและเข้าสังคมไม่เก่ง

Image copyright Sasathorn Chutimaworaphan
คำบรรยายภาพ ศศธร (ขวาสุดแถวกลาง) สอบได้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนผลการเรียนดีเด่นที่โรงเรียนประจำหญิงล้วนแห่งหนึ่งในอังกฤษ

เผชิญโลกกว้างตอนอายุ 15 ปี

ด้วยความเป็นเด็กเรียนดี ศศธร สามารถสอบชิงทุนแลกเปลี่ยนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แต่เพราะอายุไม่ถึงเกณฑ์ จึงต้องรอ 1 ปีก่อนจะได้เดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อังกฤษเมื่ออายุครบ 15 ปี เมื่อโครงการระยะเวลา 1 ปี ใกล้จบลง ศศธร ขออนุญาตทางบ้านอยู่เรียนต่อ ซึ่งครอบครัวไม่ขัดข้อง เธอจึงจัดแจงหาโรงเรียนด้วยตัวเอง จนสอบได้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนผลการเรียนดีเด่นที่โรงเรียนประจำหญิงล้วนแห่งหนึ่ง

เมื่อเรียนจบชั้นมัธยม ศศธร มุ่งหน้าตามฝัน สอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม หลักสูตร 5 ปี จากนั้น เธอเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินอีก 8 ปี พร้อมกับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานในโรงพยาบาล จนในที่สุดเธอก็ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในโครงการของราชวิทยาลัยเวชศาสตร์ฉุกเฉิน (The Fellowship of the Royal College of Emergency Medicine หรือ FRCEM)

Image copyright Sasathorn Chutimaworaphan
คำบรรยายภาพ โรงพยาบาลที่ ศศธร ทำงานอยู่ถือเป็นศูนย์การแพทย์อุบัติเหตุขนาดใหญ่ทำให้เธอต้องรับมือกับผู้ป่วยฉุกเฉินวันละหลายร้อยคน

เวชศาสตร์ฉุกเฉิน (Emergency medicine หรือ EM) คืออะไร

เว็บไซต์ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า เวชศาสตร์ฉุกเฉิน คือ ศาสตร์การแพทย์เฉพาะทางที่ปฏิบัติงานในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินที่ต้องการรับการรักษาทันที รวมทั้งการดูแลผู้ป่วยในช่วงก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาล โดยเน้นการรักษาในเบื้องต้นที่ถูกต้อง ทันท่วงทีเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ของการรักษาที่ดีที่สุด และประสานกับแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นในการรักษาเฉพาะเจาะจงต่อไป

แพทย์หัวหน้าเวรแผนกฉุกเฉินในอังกฤษ

หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เมื่อปี 2551 ศศธร ก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลในภูมิภาคเวสต์มิดแลนด์สเรื่อยมา จนได้เป็น "แพทย์หัวหน้าเวรแผนกฉุกเฉิน" (Emergency Medicine Consultant) ที่โรงพยาบาล University Hospitals Coventry & Warwickshire เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นตำแหน่งแพทย์อาวุโสผู้มีหน้าที่ตัดสินใจแผนการรักษาคนไข้ทั้งหมดในแผนกช่วงที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบ อีกทั้งยังมีหน้าที่ช่วยสอนแพทย์จบใหม่ หรือที่อังกฤษเรียกว่า "จูเนียร์ ดอกเตอร์" (junior doctor) ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยด้วย

"คือสมมติว่าถ้าฟ้าทำ 8 โมง (เช้า) ถึง 4 โมง (เย็น) อย่างนี้ค่ะ...ก็หมายถึงคนไข้ที่เข้ามาในแผนกฉุกเฉินทุกคนก็จะเป็นคนไข้ในชื่อฟ้าทั้งหมด" เธออธิบายด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

"เราเป็นคนรับผิดชอบทุกอย่างในแผนก...คนไข้มาแล้ว จูเนียร์ ดอกเตอร์เจอ จูเนียร์ ดอกเตอร์ก็จะต้องมาปรึกษากับเราว่าแผน (การรักษา) คนไข้คนนี้คืออะไรบ้าง" ศศธร เล่าถึงภาระหน้าที่ในการช่วยเจ้าหน้าที่ในแผนกจำนวนหลายสิบคน ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่หน่วยรถฉุกเฉินวางแผนรักษาคนไข้

"ตำรวจบางทียังเข้ามาถามเราเลยค่ะ เพราะถือว่าเรารับผิดชอบทุกอย่างในแผนกนั้น"

ศศธรเล่าถึงแผนกฉุกเฉินที่เปรียบเสมือนด่านหน้าของโรงพยาบาลคอยประสานงานว่าคนไข้ต้องเข้ามาที่โรงพยาบาลไหม เข้ามาจะเข้ามาหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไหน แล้วต้องได้รับการรักษาอะไรบ้าง

Image copyright Sasathorn Chutimaworaphan
คำบรรยายภาพ ศศธร มีหน้าที่ช่วยเจ้าหน้าที่ในแผนกจำนวนหลายสิบคน ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่หน่วยรถฉุกเฉินวางแผนรักษาคนไข้

ผู้หญิงอายุน้อยที่สุด

ในกรณีของ ศศธร เธอยังเป็นแพทย์อายุน้อยที่สุดและเป็นแพทย์หญิงที่มีเชื้อสายจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเพียงหนึ่งเดียวของโรงพยาบาลที่ทำงานในตำแหน่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ตำแหน่งแพทย์หัวหน้าเวรแผนกฉุกเฉินมักเป็นของแพทย์ผู้ชายผิวขาวจากยุโรปหรือไม่ก็คนเชื้อสายเอเชียใต้

"Consultant ที่โรงพยาบาลฟ้ามีรวมกันทั้งหมด 20 คน มีผู้หญิง 7 คน แต่มีฟ้าที่เป็นผู้หญิงมาจากเอเชียตะวันออกคนเดียว...ของฟ้านี่ถือว่าน้อยสุดนะคะ...บางคน (อายุ) 40 แล้วยังไม่ได้เป็น Consultant เลยค่ะ"

Consultant ที่เธอว่า ก็คือ Emergency Medicine Consultant หรือ หัวหน้าเวรแผนกฉุกเฉิน

อ่อนน้อม อ่อนโยน แต่ไม่ อ่อนแอ

สำหรับโรงพยาบาลที่ ศศธร ทำงานอยู่ถือเป็นศูนย์การแพทย์อุบัติเหตุขนาดใหญ่ทำให้เธอต้องรับมือกับผู้ป่วยฉุกเฉินวันละหลายร้อยคน เธอมองว่าการเป็นผู้หญิงและมาจากประเทศไทยไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงานของเธอซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสูงเลยแม้แต่น้อย

"คนอาจจะบอกว่าแผนกฉุกเฉินจะต้องเป็นผู้ชายแกร่ง ๆ เท่านั้นที่ทำได้ แต่จริง ๆ ฟ้าว่าที่เราเป็นผู้หญิง ที่เรามีความอ่อนโยน มาทำงานนี้เรารู้สึกว่าคนให้ความยอมรับมากกว่า"

"หมอบางคนที่นี่บางทีเขาจะมีความมั่นใจในตัวเองสูง การที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงบางทีมันก็ดีนะ แต่ถ้ามีมากเกินไปมันก็ไม่ดี ฟ้ารู้สึกว่าฟ้าเป็นคนที่ค่อนข้างจะถ่อมตัวไม่ค่อยโอ้อวดอะไรมาก แต่จะฟังมากกว่าก็เลยทำให้รู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานจะเข้าหาเราได้มากกว่าเพราะเราจะเป็นคนฟังมากกว่า"

ศศธรยกตัวอย่างว่า "เมื่อประมาณเดือนที่ผ่านมามีผู้ช่วยพยาบาลคนหนึ่งถามว่าทำไมเราถึงยิ้มตลอดเลยทั้ง ๆ ที่แผนกยุ่งมาก ๆ คนไข้ก็เยอะ ทำไมไม่เห็นเธอหน้าเครียดเลย ทุกคนมาก็ยิ้มตลอด...ในลักษณะที่เป็นผู้นำน่ะค่ะ ถ้าเราทำหน้าเครียดแล้วคนที่ทำงานภายใต้เราล่ะเขาจะไม่ยิ่งเครียดกว่าหรือ"

Image copyright Sasathorn Chutimaworaphan
คำบรรยายภาพ ศศธร เป็นแพทย์อายุน้อยที่สุดและเป็นแพทย์หญิงจากเอเชียตะวันออกเพียงหนึ่งเดียวของโรงพยาบาลที่ทำงานในตำแหน่งนี้

เวชศาสตร์ฉุกเฉิน แพทย์แขนงใหม่ที่เมืองไทยกำลังขาดแคลน

เว็บไซต์ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ปัญหาที่ผ่านมาของประเทศไทยคือ แพทย์ที่จบมานานแล้วและมีประสบการณ์สูง มักเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง ทำให้ไม่ถนัดในการดูแลผู้ป่วยที่อยู่นอกสาขาของตน จึงมีความลำบากใจและไม่อยากปฏิบัติหน้าที่อยู่ในห้องฉุกเฉินที่มีความหลากหลายของผู้ป่วยมาก ส่งผลให้ห้องฉุกเฉินเกือบทุกแห่งในประเทศไทยถูกทิ้งให้เป็นภาระของแพทย์จบใหม่หรือนักศึกษาแพทย์ ซึ่งยังมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ไม่มากนัก หรืออาจกล่าวได้ว่าเอาคนที่รู้น้อยที่สุดไปดูแลคนที่เจ็บหนักที่สุด ในประเทศไทยได้มีการเปิดอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2547

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฉุกเฉินเป็นหนึ่งในสาขาที่ประเทศไทยขาดแคลนมากที่สุด มติชนออนไลน์รายงานว่า ปัจจุบันมีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินในระบบเพียง 173 คน ในขณะที่มีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารับบริการในห้องฉุกเฉินทั่วประเทศปีละกว่า 35 ล้านครั้ง และความต้องการแพทย์สาขานี้ของประเทศอยู่ที่ 1,000 คน กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าผลิตแพทย์สาขานี้ให้ได้ 1,560 คนภายในระยะเวลา 10 ปี

Image copyright Sasathorn Chutimaworaphan
คำบรรยายภาพ ศศธร ไปบรรยายให้นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยวอร์ริก เกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

ในส่วนของ ศศธรนั้น เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการกลับไปทำงานเป็นแพทย์ที่เมืองไทยในอนาคต เธอบอกบีบีซีไทยว่า "ก็คงต้องดูกันต่อไปค่ะเพราะจริง ๆ แล้วก็อยากทำที่อังกฤษต่อ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็แก่ขึ้นทุกปี ๆ แต่ที่กลัวอย่างหนึ่งคือว่าที่เมืองไทยบางทีเวลารักษาคนก็ต้องคิดตังค์ แล้วฟ้าก็แบบ...จะคิดตังค์ได้หรือ แต่ถ้ารักษาฟรีทุกอย่างจะอดตายไหมเนี่ย ก็เลยรู้สึกว่าอยู่ที่นี่ดีกว่าเพราะมันตรงกับที่เราอยากจะทำ คือเรารักษาเขาเราไม่ต้องมาห่วงว่าเขาจะมีเงินหรือไม่มีเงิน ห่วงแค่ว่าเราทำดีที่สุดกับเขาไหมแค่นั้นเอง" ศศธรพูดถึงระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติของอังกฤษ (เอ็นเอชเอส) ที่คนไข้มีสิทธิ์รับการรักษาฟรีแบบถ้วนหน้า ยกเว้นกรณีที่เป็นตัวยาหรือเทคโนโลยีการรักษาแบบใหม่ที่อาจยังไม่มีในระบบ จึงทำให้คนไข้ต้องจ่ายเงินรักษากับสถานพยาบาลเอกชน

Image copyright Wasawat Lukharang
คำบรรยายภาพ นอกจากงานประจำที่แผนกฉุกเฉิน ศศธร ยังทำงานอาสาสมัครเป็นที่ปรึกษาด้านอาชีพ ให้แก่นักศึกษาแพทย์ของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมที่เธอจบการศึกษามาด้วย

พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

นอกจากงานประจำที่แผนกฉุกเฉินแล้ว ศศธร ยังเจียดเวลาไปทำงานอาสาสมัครเป็นที่ปรึกษาด้านอาชีพ (career mentor) ให้แก่นักศึกษาแพทย์ของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมที่เธอจบการศึกษามาด้วย อีกทั้งยังวางแผนที่จะศึกษาต่อในด้าน Coaching and Mentoring หรือการสอนงานและเป็นพี่เลี้ยง สำหรับนำความรู้มาใช้ในการทำงานกับเจ้าหน้าที่ในแผนกด้วย

ศศธร มองว่า แม้ตัวเองจะก้าวมาสู่จุดนี้ แต่ก็ยังต้องเรียนต่อไปไม่หยุดนิ่งเพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ ถึงแม้หนทางข้างหน้าจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอยังฝากไปถึงเด็ก ๆ ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นหมอด้วยว่า

"อย่าท้อค่ะ อุปสรรคมันมีเพื่อให้เราแก้ อย่าคิดแค่ว่าฉันทำไม่ได้ ฉันจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้ เราต้องคิดว่าคนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้ แต่ถ้าเรายังทำไม่ได้เราก็ต้องย้อนกลับไปดูตัวเองว่าเราทำดีที่สุดหรือยัง ถ้าทำดีที่สุดแล้วก็ควรจะภาคภูมิใจในตัวเอง...คนเราไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป คนส่วนมากที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมันจะต้องมีการพลาดพลั้งบ้าง มีการทำอะไรผิดพลาดบ้างเพื่อที่จะมาแก้ไขตัวเอง คนที่แก้ไขตัวเองแล้วพัฒนาขึ้นไปตลอด คนคนนั้นถือว่าประสบความสำเร็จจริง"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม