วันสุดท้ายของยานแคสสินี ผู้ไขความลับดาวเสาร์

  • 15 กันยายน 2017
ยานแคสสินีจะทำลายตนเอง Image copyright NASA/JPL
คำบรรยายภาพ (ภาพจากฝีมือศิลปิน) ยานแคสสินีจะทำลายตนเองและจบสิ้นภารกิจสำรวจดาวเสาร์ที่ดำเนินมายาวนานถึง 13 ปี

อีกไม่กี่นาทีของยานแคสสินี ก่อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์เพื่อทำลายตัวเอง ปิดฉากโครงการมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (132,000 ล้านบาท) ที่ดำเนินมานาน 13 ปี

"ความรู้สึกตื้นตัน คงจะมาพร้อมกับตอนที่สัญญาณวิทยุขาดหายไป" นักวิทยาศาสตร์ระบุ

พร้อมความหวังว่ายานแคสสินีจะสามารถทำ "หน้าที่สุดท้าย" ในการเก็บข้อมูลองค์ประกอบทางเคมีของก๊าซบนดาวเสาร์ได้ ก่อนที่การสื่อสารจะตัดขาดเวลาประมาณ 04.55 น. ตามเวลาที่ศูนย์ควบคุมภารกิจในเมืองพาซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย (18.55 น. เวลาไทย)

ดร.เอลเลน สโตฟาน อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมอุปกรณ์เรดาร์ประจำยานแคสสินี กล่าวกับบีบีซีว่า "เราได้ทำงานวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม เป็นทีมที่ยอดเยี่ยม และคิดว่าเราภูมิใจกับทุกส่วนของงานวิทยาศาสตร์ ที่เราสามารถใช้ประโยชน์จากยานแคสสินีได้" ส่วนงานในลำดับต่อไป "คือการกลับไปสำรวจดวงจันทร์บริวารไททัน และเอนเซลาดัส รวมถึงการพิจารณาโครงการยานสำรวจดาวเสาร์ขั้นต่อไป"

แคสสินี: ภารกิจการค้นพบที่น่าทึ่ง

ภารกิจยานแคสสินี ช่วยปฏิวัติความเข้าใจเกี่ยวกับดาวเสาร์ของนักวิทยาศาสตร์ จากภาพพายุที่ครอบคลุมดาวทั้งดวง อนุภาคที่เป็นน้ำแข็งซึ่งเคลื่อนไหวปะปนอยู่ในระบบวงแหวนที่ซับซ้อน รวมไปถึงดาวจันทร์บริวารที่ชื่อไททัน และเอนเซลาดัส ซึ่งมีน้ำในรูปแบบของเหลวอยู่ภายใต้พื้นผิวน้ำแข็ง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเป็นสภาพที่สิ่งมีชีวิตอาจอาศัยอยู่ได้

ตัวเลขที่น่าสนใจในภารกิจแคสสินี-ฮอยเกนส์

  • 7,900 ล้านกม. ระยะการเดินทางนับตั้งแต่ถูกปล่อย

  • 6 ดวง ค้นพบดวงจันทร์

  • 635 กิกะไบต์ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เก็บรวบรวมได้

  • 453,048 ภาพ ถ่ายภาพไว้ทั้งหมด

  • 294 รอบ จำนวนรอบการโคจร

NASA/JPL-Caltech

แต่หลังจากได้เก็บข้อมูลและบันทึกภาพนับแสนภาพส่งกลับมายังโลก นักวิทยาศาสตร์เลือกทำลายยานทิ้ง เพราะไม่ต้องการให้ยานแคสสินี ที่ปราศจากเชื้อเพลิงและไร้การควบคุมต้องถูกทิ้งให้ลอยอยู่ในระบบสุริยะด้านนอก

นายเอิร์ล เมซ ผู้จัดการโครงการยานแคสสินีของนาซา ระบุว่า "นี่เป็นคำตอบที่ดีที่สุด ที่จริงเราจะกำหนดให้ยานไปลอยอยู่ด้านนอกวงแหวนของดาวเสาร์ ห่างจากดวงจันทร์บริวารทั้ง 2 ก็ได้ หรือจะกำหนดให้ออกจากวงโคจรของดาวเสาร์ก็ได้ แต่ทำอย่างนั้นไม่มีประโยชน์อะไร" ซึ่งในทางกลับกัน "การส่งยานเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อทำลายตนเอง" จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเก็บข้อมูลที่หายากได้

การปรับวงโคจรของยาน ให้อยู่ระหว่างวงแหวนและชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์มาตั้งแต่เดือน เม.ย. ช่วยให้นักวิจัยได้ศึกษาอายุของวงแหวนดาวเสาร์ องค์ประกอบภายใน และองค์ประกอบของก๊าซที่ลอยอยู่รอบนอก

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ศูนย์สื่อสารอวกาศห้วงลึกที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย จะทำหน้าที่ติดตามจุดจบของยานแคสสินี

ในวันนี้ อุปกรณ์ทั้ง 8 ตัวบนยานแคสสินีจะถูกเปิดทิ้งไว้ เพื่อให้สามารถส่งรายงานข้อมูลสภาพแวดล้อมกลับมายังโลกได้นานที่สุด คาดว่าความเร็วขณะพุ่งตกลงบนดาวเสาร์ จะสูงถึง 120,000 กม./ ชม. ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 60 วินาที หรือนานกว่านั้น โดยเมื่อถึงจุดหนึ่งยานจะเสียดสีกับบรรยากาศของดาวเสาร์ จนสูญเสียการควบคุม และในขณะที่พุ่งตกลงก็จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และถูกเผาไหม้จนละลายหลายไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ที่มันเฝ้าเก็บข้อมูลมาตลอด

คาดว่าชิ้นส่วนสุดท้ายที่จะถูกทำลาย คือกรอบที่ทำจากแร่อิริเดียมซึ่งห่อหุ้มแบตเตอรีพลูโตเนียมอยู่ เนื่องจากเป็นส่วนซึ่งมีจุดหลอมละลายที่อุณหภูมิสูงมาก

นอกจากนี้ กล้องโทรทรรศน์จากบนพื้นโลก จะคอยสังเกตการณ์แสงที่เกิดการการเผาไหม้ตอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศด้วย แม้ว่าจะมีโอกาสเห็นได้น้อยมากก็ตาม

ดวงจันทร์ของดาวเสาร์

แคสสินี ได้เก็บภาพบางส่วนของดวงจันทร์บริวาร 62 ดวงของดาวเสาร์

Image copyright NASA/JPL-CALTECH/SSI

ภาพหมายเลข 1. ลาเพตุส (Lapetus) มีสองสี บริเวณเส้นศูนย์สูตรมีพื้นผิวขรุขระคล้ายเปลือกวอลนัท 2. มีมาส (Mimas) มีรอยปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่เห็นแล้วหลายคนนึงถึง "เดธ สตาร์" จากภาพยนตร์เรื่องสตาร์วอร์ส 3. ไฮเปอไรออน (Hyperion) มีรอยหลุมเป็นกลุ่มๆ คล้ายรูที่พบบนฟองน้ำ หรือรังต่อ 4. แอตลาส (Atlas) ลักษณะคล้ายจานบิน 5. โพรมีธีอุส (Prometheus) ลักษณะคล้ายหัวมันฝรั่ง และ 6. แพน (Pan) ลักษณะคล้ายเกี๊ยวอิตาลีที่เรียกว่าราวิโอลี

วานนี้ (14 ก.ย.) นักวิทยาศาสตร์ได้รวบรวมภาพสุดท้ายที่ถูกส่งจากยานแคสสินี โดยได้ถ่ายภาพวงแหวนดาวเสาร์ ดวงจันทร์เอนเซลาดัส และไททัน รวมถึงพิกัดในชั้นบรรยากาศที่ยานจะพุ่งตกลง

ส่วนกล้องจะถูกปิด ในช่วงที่ยานเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เนื่องจากความเร็วในการส่งสัญญาณที่ 30 กิโลบิทต่อวินาที ไม่เพียงพอต่อการส่งภาพในช่วงสุดท้าย

Image copyright NASA/JPL-CALTECH/SSI

นักวิทยาศาสตร์หลายคนยอมรับว่า บั้นปลายของภารกิจยานแคสสินี ทำให้พวกเขาต้องน้ำตาไหลมาแล้ว ส่วนบางคนไม่สงสัยเลยว่าความรู้สึกตื้นตัน คงจะมาพร้อมกับตอนที่สัญญาณวิทยุขาดหายไป แต่ทุกคนก็เชื่อว่าภารกิจแคสสินี ทำให้พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่พิเศษมาก

ดร.ลินดา สปิลเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการของนาซา กล่าวว่า "การค้นพบที่เกิดขึ้นบนดวงจันทร์บริวารเอนเซลาดัส เป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในงานวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับดาวเคราะห์ การได้ค้นพบว่ามีมหาสมุทรขนาดจิ๋วใต้พิภพ พร้อมกับความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์ขนาดนั้น ทำให้เราได้ตัวอย่างเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตต่อไปทั้งในและนอกระบบสุริยะของเรา"