ปฏิบัติการถล่มซีเรีย: ทรัมป์ ประกาศ “ภารกิจสำเร็จลุล่วง”

ทหารและประชาชนซีเรียโบกธงชาติและชูภาพของประธานาธิบดีบาร์ชา อัล อัสซาด Image copyright EPA/YOUSSEF BADAWI
คำบรรยายภาพ ทหารและประชาชนซีเรียโบกธงชาติและชูภาพของประธานาธิบดีบาร์ชา อัล อัสซาดขณะรวมตัวกันที่จตุรัสอุเมยาดในกรุงดามัสกัส เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับรัฐบาล หลังซีเรียถูกสหรัฐฯ อังกฤษและฝรั่งเศสโจมตีทางอากาศในวันนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ทวีตข้อความชื่นชมและยินดีต่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มซีเรียเพื่อตอบโต้การใช้อาวุธเคมีกับพลเรือน พร้อมขอบคุณฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรที่เข้าร่วมใน "ปฏิบัติการโจมตีแบบไร้ที่ติ" ครั้งนี้

ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการโจมตีเป้าหมายสำคัญ 3 จุด คือ ศูนย์วิจัยอาวุธเคมีในกรุงดามัสกัส และคลังเก็บอาวุธเคมีใกล้เมืองฮอมส์ ด้านรัสเซีย ระบุว่า ขีปนาวุธของชาติตะวันตกยังมุ่งโจมตีไปที่เป้าหมายอื่นด้วย แต่ส่วนใหญ่ถูกสกัดไว้ด้วยระบบต่อต้านอากาศยานของซีเรีย

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีซีเรียออกมาตอบโต้ว่าการปฏิบัติการทางอากาศของสามชาติตะวันตกจะยิ่งให้ประเทศซีเรียและประชาชนมีความมุ่งมั่นยิ่งขึ้นที่จะบดขยี้พวกก่อการร้ายในประเทศ

เขากล่าวระหว่างพูดคุยโทรศัพท์กับประธานาธิบดีฮัสซาน รูฮานีของอิหร่าน ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่ในทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีแห่งซีเรียว่า "ความมุ่งร้ายนี้ได้ยกระดับความมุ่งมั่นให้กับซีเรียและประชาชนให้เดินหน้าต่อสู้และบดขยี้พวกก่อการร้ายในทุกตารางนิ้วของประเทศ" โดยที่อัสซาดกล่าวโทษว่าประเทศตะวันตกสนับสนุนการก่อการร้ายในซีเรีย

ในทวิตเตอร์นี้ยังระบุอีกว่าระหว่างที่สนทนากันทางโทรศัพท์ ประธานาธิบดีรูฮานีให้คำมั่นว่าอิหร่านจะให้การสนับสนุนแก่ซีเรียทางด้านต่าง ๆ ต่อไป ซึ่งนานาประเทศก็มีความเชื่อมานานแล้วว่าอิหร่านนั้นสนับสนุนด้านกองกำลังและเงินทุนแก่รัฐบาลของอัสซาดเพื่อปราบปรามฝ่ายกบฎที่หนุนหลังโดยประเทศตะวันตก

ขณะเดียวกัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อะยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนีออกมาประนามว่าการโจมตีซีเรียเป็นอาชญากรรม ประธานาธิบดีสหรัฐฯกับฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีแห่งอังกฤษเป็นอาชญากร และยังกล่าวอีกว่าประเทศตะวันตกจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการโจมตีครั้งนี้

นักวิเคราะห์เองก็บอกว่าการโจมตีก็เป็นการส่งสัญญาณถึงอิหร่านด้วยเช่นกันว่าความเป็นพันธมิตรระหว่างรัสเซีย อิหร่าน และซีเรีย อาจลากอิหร่านเข้าสู่สถานการณ์ที่อันตรายมากขึ้น และในประเทศเอง ประชาชนก็แสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลอิหร่านเข้าไปให้ความช่วยเหลือรัฐบาลซีเรียในหลาย ๆ ด้าน

ส่วนจีนซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงก็ออกมาแสดงปฎิกริยาต่อการโจมตี โดยโฆษกของกระทรวงการต่างประเทศจีน หัว ชุนหยิง บอกว่าจีนไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังใด ๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะมนตรีความมั่นคงถือเป็นการละเมิดต่อหลักการและบรรทัดฐานเบื้องตัวของกฎหมายระหว่างประเทศ

ตอนนี้มีประเทศที่ออกมาแสดงการสนับสนุนการโจมตีที่นำโดยสหรัฐฯ แล้วก็คือ เยอรมนี, ตุรกี, ซาอุดิ อาระเบีย, กาตาร์, แคนาดา, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และอิสราเอล ส่วนประเทศที่ออกมาประนามก็คือรัสเซีย อิหร่าน และจีน

ก่อนหน้านี้ เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูแตร์เรส ออกมากล่าวว่าเขาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส เป็นสามในห้าของสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ กูแตร์เรสเตือนว่าทั้งสามประเทศมีพันธะ "ที่จะต้องปฎิบัติตามกฎบัตรของสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก"

กูแตร์เรสยังได้กล่าวอีกว่า "คณะมนตรีความมั่นคงนั้นมีหน้าที่ที่จะต้องทำนุบำรุงความมั่นคงและสันติภาพของนานาประเทศ ผมขอเรียกร้องให้สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงให้รวมกันเป็นเอกภาพ และมีการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นคณะมนตรีความมั่นคง"

"ผมขอเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกแสดงความอดกลั้นในสถานการณ์อันตรายยิ่งนี้ และหลีกเลี่ยงการกระทำใดที่อาจทำให้สถานการณ์ร้ายแรงขึ้นไป รวมทั้งทำให้ประชาชนชาวซีเรียมีความยากลำบากไปมากกว่าเดิม" กูแตร์เรสระบุ

กูแตร์เรสแสดง "ความผิดหวังอย่างที่สุด" ที่คณะมนตรีความมั่นคงฯ ล้มเหลวที่จะเห็นพ้องกันในการใช้กลไกที่เหมาะสมเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่าซีเรียมีอาวุธเคมีไว้ในครอบครอง ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ กับรัสเซียต่างก็ใช้สิทธิ์ยับยั้งข้อเสนอของกันและกันที่จะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อสอบสวนหาความจริง

ทางด้านนายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานสภายุโรปได้ออกมาแสดงความเห็นทางทวีตเตอร์ว่า "การโจมตีโดยสหรัฐฯ ฝรั่งเศส และอังกฤษส่งสารที่ชัดเจนว่ารัฐบาลซีเรีย พร้อมทั้งรัสเซีย และอิหร่านไม่สามารถที่่ทำให้โศกนาฏกรรมต่อมนุษยชาติครั้งนี้ดำเนินต่อไปได้ อย่างน้อยก็ต้องได้รับผลตอบแทนบ้าง"

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ชาวกรุงดามัสกัสออกมารวมตัวในท้องถนนแสดงความโกรธแค้นต่อการโจมตีที่นำโดยสหรัฐฯ

สำนักเอเอฟพีรายงานคำแถลงของกระทรวงกลาโหมรัสเซียว่าปฏิบัติการร่วมสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศสได้ยิงขีปนาวุธมากกว่า 100 ลูกเข้าใส่เป้าหมายทางด้านการทหารของซีเรีย และขีปนาวุธไม่น้อยถูกสกัดจากหน่วยต่อต้านอากาศยานของซีเรีย

ในขณะที่ สำนักประธานาธิบดีของซีเรียทวิตภาพวิดีโอสั้น ๆ ของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดกำลังเดินเข้ามาทำงานเมื่อเวลา 09.00 น. ของซีเรีย (หรือราว 13.00 น.ของประเทศไทย) โดยมีคำบรรยายภาพว่า "เช้าแห่งความมั่นคงหนักแน่น" สื่อทั้งหลายตีความว่ารัฐบาลซีเรียกำลังส่งสารว่าประเทศไม่ได้รับความกระทบกระเทือนจากการโจมตีทางอากาศครั้งนี้

ส่วนองค์การห้ามอาวุธเคมี (Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons, OPCW) ก็ออกมาทวีตด้วยว่าแผนการที่จะเดินทางเข้าไปที่เมืองดูมาของซีเรีย เพื่อตรวจสอบเรื่องอาวุธเคมีนั้นยังไม่ล้มเลิกไป และจะเริ่มปฏิบัติการตรวจสอบตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานคำแถลงของกระทรวงกลาโหมรัสเซียว่าปฏิบัติการร่วมสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศสได้ยิงขีปนาวุธมากกว่า 100 ลูกเข้าใส่เป้าหมายทางด้านการทหารและขีปนาวุธไม่น้อยถูกสกัดกั้นจากกองทัพซีเรีย ที่ใช้ระบบต่อต้านอากาศยานของรัสเซีย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ซีเรียยิงจรวดต่อต้านเครื่องบินรบ เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศ

ส่วน ซานา สื่อของทางการซีเรียรายงานในช่วงสายวันนี้ว่า การโจมตีที่จังหวัดฮอมส์ไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ทางด้านการทหารแต่อย่างใด แต่ระบุว่ามีพลเรือนได้รับบาดเจ็บสามราย ส่วนสถานีโทรทัศน์ของทางการซีเรียรายงานว่าการโจมตีทำให้เกิดความเสียหายขึ้นว่าสำนักงานสาขาของสถาบันวิจัยและศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทางด้านเหนือของกุรงดามัสกัส

กองทัพของสหรัฐฯ กล่าวก่อนหน้านี้ว่าเป้าหมายคือคลังอาวุธเคมีที่อยู่ทางตะวันตกของเมืองฮอมส์

นายเยนส์ สโตลเตนแบร์ก เลขาธิการองค์การนาโต ได้ออกมากล่าวสนับสนุนการโจมตีซีเรียโดยสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศสครั้งนี้ เขากล่าวในแถลงการณ์ว่า "การโจมตีจะลดทอนการใช้อาวุธเคมีของรัฐบาลในการโจมตีประชาชนได้"

นายไรอัม ดาลาติ โปรดิวเซอร์ของบีบีซีที่ประจำอยู่ในภูมิภาค ทวีตว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงดามัสกัส เหมืองหลวงของซีเรียบอกว่าได้ยินเสียงระเบิด และหน้าต่างสั่นสะท้าน มีเสียงไซเรนได้ยินทั่วไปในเมืองหลวง

ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ แถลงต่อประชาชนอเมริกันว่า เขาได้อนุมัติการโจมตีทางทหารตอบโต้การใช้อาวุธเคมีในซีเรียแล้ว โดยเป็นปฏิบัติการร่วมกับอังกฤษ และฝรั่งเศส

"ปฏิบัติการร่วมของกองกำลังจากฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรกำลังจะเริ่มขึ้น" ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวในถ้อยแถลงต่อชาวอเมริกัน ในขณะที่มีรายงานว่าได้เกิดเหตุระเบิดใกล้กับกรุงดามัสกัส นครหลวงของซีเรีย

ด้านนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกมายืนยันการเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ โดยกล่าวว่า "ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการใช้กำลัง" แต่บอกว่า การโจมตีครั้งนี้ ไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อ "เปลี่ยนระบอบการปกครอง"

กระทรวงกลาโหมอังกฤษแถลงว่า ใช้เครื่องบินรบทอร์นาโดในการโจมตีฐานทัพแห่งหนึ่งใกล้กับเมืองฮอมส์ ซึ่งเชื่อว่าถูกใช้เป็นที่เก็บสารตั้งต้นในการผลิตอาวุธเคมี

ประธานาธิบดีทรัมป์แถลงคล้ายกันว่า การโจมตีทางอากาศมุ่ง "กระทำต่อเป้าหมายที่เกี่ยวพันกับขีดความสามารถด้านอาวุธเคมี" ของรัฐบาลซีเรีย เพื่อ "สกัดกั้นต่อกระบวนการผลิต การแพร่กระจาย และการใช้อาวุธเคมี"

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ภาพขีปนาวุธเหนือท้องฟ้ากรุงดามัสกัส เมื่อเช้าตรูเวลาท้องถิ่น

บทวิเคราะห์: การโจมตีครั้งนี้ต่างจากเดิมหรือไม่?

โดย โจนาธาน มาร์คัส ผู้สื่อข่าวด้านกลาโหม

การโจมตีครั้งนี้ถือว่ามีนัยสำคัญกว่าการที่สหรัฐฯ โจมตีฐานทัพอากาศในซีเรียเมื่อปีก่อน แต่จากการประเมินเบื้องต้น ดูเหมือนจะอยู่ในวงจำกัดกว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัปม์เคยกล่าวเอาไว้ในตอนแรก

เมื่อปีที่แล้วมีการใช้ขีปนาวุธ 59 ลูก ส่วนในปีนี้การโจมตีใช้ขีปนาวุธมากกว่าเดิมประมาณสองเท่า ซึ่งขณะนี้การโจมตียุติลงแล้ว พร้อมกับคำเตือนอย่างชัดเจนว่า หากรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัดซาด ยังใช้อาวุธเคมี ก็อาจมีการโจมตีตามมาอีกในอนาคต

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ระมัดระวังไม่ให้มีชาวซีเรียและ "ต่างชาติ" ซึ่งหมายถึงรัสเซีย ได้รับบาดเจ็บ

แต่คำถามพื้นฐานก็คือ การโจมตีเช่นนี้จะสามารถยับยั้งประธานาธิบดีอัสซาดได้หรือไม่? ในเมื่อปีที่ผ่านมา การโจมตีของสหรัฐฯ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้นำซีเรียได้ แล้วครั้งนี้จะแตกต่างออกไปอย่างไร?

คำบรรยายภาพ รูปเครื่องบิน คือ ฐานทัพอากาศ ส่วน จัตุรัสเหลืองคือ จุดต้องสงสัย ฐานปฏิบัติการอาวุธเคมี

ทรัมป์:เป็นอาชญกรรมที่ก่อโดยอสุรกาย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประณามประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด แห่งซีเรียว่า "เรื่องนี้ ไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ แต่เป็นอาชญากรรมที่ก่อโดยอสุรกาย" ซึ่งรัฐบาลซีเรียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญเตือนว่า การโจมตีทางอากาศโดยโลกตะวันตกจะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีสงครามขึ้น

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าได้ใช้ขีปนาวุธนำร่องโทมาฮอว์คหลายลูกเข้าถล่มหลายจุดสำคัญในซีเรีย ซึ่งรอยเตอร์อ้างผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งในกรุงดามัสกัสว่าได้ยินเสียงระเบิดอย่างน้อย 6 ครั้ง

Image copyright Reuters

ที่ซีเรีย มีรายงานว่ามีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งใกล้กับกรุงดามัสกัส ส่วนเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าได้โจมตีเป้าหมาย 3 แห่ง ได้แก่:

  • อาคารสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในกรุงดามัสกัส ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธเคมี และอาวุธชีวภาพ
  • คลังเก็บอาวุธเคมีในเมืองฮอมส์
  • คลังเก็บอุปกรณ์ที่ใช้กับอาวุธเคมี และอาคารศูนย์บัญชาการที่สำคัญใกล้กับเมืองฮอมส์

โทรทัศน์ของทางการซีเรียระบุว่ากองทัพได้ยิงสกัดขีปนาวุธมากกว่า 10 ลูก และทางรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของซีเรีย ได้ส่งหนังสือไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า "การกระทำเช่นนี้จะไม่ถูกปล่อยไว้โดยปราศจากผลกระทบตามมา"

นายเจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่มีรายงานความสูญเสียจากปฏิบัติการนี้ "ขณะนี้ นี่ยังเป็นปฏิบัติการเพียงครั้งเดียว ซึ่งเชื่อว่าได้สื่อความหมายที่หนักแน่นชัดเจน" และการโจมตีระลอกแรกเสร็จสิ้นลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่า "เราเตรียมพร้อมจะสานต่อการโต้ตอบนี้ ไปจนกว่ารัฐบาลซีเรียจะหยุดใช้สารเคมีต้องห้าม"

ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ยืนยันว่ากองทัพฝรั่งเศสได้เข้าร่วมในปฏิบัติการนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าไม่ได้แจ้งเตือนล่วงหน้าไปยังรัฐบาลรัสเซียว่าจะโจมตีเป้าหมายใดบ้าง

ส่วนโทรทัศน์ของทางการซีเรียยืนยันว่ามีการโจมตีกรุงดาสัมกัส และทางกองทัพซีเรียได้สั่งให้เครื่องบินรบขึ้นบินด้วย

กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรีย (SOHR) ที่มีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักร ระบุว่าสถานที่ที่ถูกโจมตี มีอาคารซึ่งใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของซีเรียในกรุงดามัสกัส และอีกหลายเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม