รถเมล์ไทยไฟไหม้กว่า 10 ครั้งในรอบ 5 ปี

รถเมล์ กทม. ไฟไหม้เกิน 10 ครั้งในรอบ 5 ปี Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

เมื่อเช้าวันนี้ (8 พ.ค.) รถเมล์ปรับอากาศสีเหลือง สาย 40 ได้เกิดไฟลุกไหม้ทั่วทั้งคัน กลาง ถ.สุขุมวิท ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเอกมัย สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้พบเห็น และทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ซึ่งล่าสุด ขสมก. ได้ชี้แจงว่าเกิดจากระบบไฟฟ้าในห้องเครื่องยนต์ขัดข้อง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุรถเมล์ไฟไหม้บนท้องถนนของกรุงเทพฯ และมันอาจเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนคิด ซึ่งนับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถบัสในหลายประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน

นับตั้งแต่ปี 2555 มีรายงานข่าวรถเมล์เกิดเพลิงไหม้อย่างน้อย 13 ครั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเกือบทั้งหมดเป็นรถประจำทางแบบปรับอากาศ

นพ. ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ตั้งข้อสังเกตุว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมล์สาย ปอ. 40 เกิดเพลิงไหม้ และแนะว่านอกจากการพัฒนาคุณภาพรถโดยสารสาธารณะแล้ว ยังต้องพัฒนาการตรวจสอบให้ถึงระบบการจัดการที่ต้นทาง

รถ ปอ. ไฟไหม้บ่อยกว่า

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นสพ.ข่าวสด ไทยรัฐ สยามรัฐ และช่อง 8 รายงานข่าวรถเมล์ไฟไหม้รวมกันมากกว่า 10 ครั้งโดยส่วนมากเป็นรถโดยสารปรับอากาศที่เอกชนเป็นผู้ร่วมให้บริการ

"สิ่งที่เราพบคือ บริษัทรายย่อยที่มาวิ่งร่วมบริการมักมีรถไม่กี่คัน และผู้ประกอบการไม่ได้มีเงินทุนพอที่จะลงทุนเรื่องของอู่ซ่อมบำรุง" นพ. ธนะพงศ์ ผู้จัดการ ศวปถ. กล่าว

"เราจึงมักจะพบเสมอเรื่องการบำรุงรักษาที่ไม่ได้เต็มที่เท่า ขสมก. หรือการเปลี่ยนอะไหล่ก็ดี การวิ่งทำรอบก็ดี ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะขาดระบบความปลอดภัยที่สำคัญ"

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า สาเหตุที่พบได้บ่อยในการเกิดไฟไหม้รถบัส มักเกิดจากน้ำมันรั่วในห้องเครื่องยนต์ หรือระบบไฟฟ้าลัดวงจรที่มักเกิดขึ้นเมื่อสายไฟเสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งาน รวมถึงการใช้งานแบบไม่พักจนทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัด

ในรายงานข่าวรถเมล์ไฟไหม้ส่วนใหญ่ ผู้โดยสารหรือผู้ขับขี่รถรอบข้างมักจะแจ้งให้คนขับทราบเมื่อเห็นไฟลุกที่บริเวณท้ายรถหรือได้กลิ่นไหม้ในห้องโดยสาร ผู้โดยสารต้องหลบหนีกันอย่างอลหม่านก่อนที่ไฟจะลุกลาม แม้ส่วนใหญ่จะไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

วันที่เกิดเหตุ เส้นทางเดินรถ สถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้
30 มิ.ย. 2555 สาย 44 ปอ. สีเหลือง ปากซอยลาดพร้าวซอย 7
12 ม.ค. 2556 สาย 554 ปอ. สีเหลือง ถ.บางนา-ตราด กม.13
31 มี.ค. 2556 สาย 522 ปอ. สีขาว หน้าฐานทัพอากาศ ถ.พหลโยธิน
22 ส.ค. 2557 สาย 29 ปอ. สีเหลือง หน้าการเคหะทุ่งสองห้อง
23 พ.ย. 2557 สาย 504 ปอ. สีเหลือง หน้าสนามบินดอนเมือง
18 ธ.ค. 2557 สาย 126 สีฟ้า-ขาว ปากซอยลาดพร้าว 85
14 ก.ย. 2558 สาย 26 ปอ. สีส้ม ปากซอยพหลโยธิน44
28 เม.ย. 2558 สาย 522 ปอ. สีขาว บนทางพิเศษศรีรัช
8 ม.ค. 2559 สาย 38 ปอ. สีเหลือง ปากซอยลาดพร้าว ซอย 7
11 ก.ย. 2559 สาย 40 ปอ. สีเหลือง สี่แยกสามยอด ถ.มหาไชย
14 ม.ค. 2560 สาย 356 สีขาว-ชมพู ใต้สะพาน ข้าม ถ.แจ้งวัฒนะ
24 ม.ค. 2561 สาย 510 ปอ. สีส้ม ถ.วิภาวดีรังสิต ขาออก
8 พ.ค. 2561 สาย 40 ปอ. สีเหลือง หน้าศูนย์การค้าเกตเวย์เอกมัย

ที่มา: ข่าวสด ไทยรัฐ สยามรัฐ และช่อง 8

"สภาพรถที่ทรุดโทรม"

ปัญหาไฟไหม้รถบัสเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยทั่วโลก ตามรายงานของศูนย์วิจัย SP Technical Research Institute ของสวีเดนในปี 2016 ที่ระบุว่าในเยอรมนีมีเหตุรถบัสไฟไหม้ราว 350-400 คันต่อปี ขณะที่ในสหรัฐฯ มีการแจ้งเหตุเพลิงไหม้บนรถบัสทุกชนิดประมาณ 6 คันต่อวัน

รายงานดังกล่าวระบุว่า อายุของพาหนะ การขาดการตรวจสภาพ และการชำรุดของอุปกรณ์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้รถบัสโดยสารทั่วโลก ทั้งนี้ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกของไทย ได้กำหนดให้รถโดยสารสาธารณะต้องตรวจสภาพปีละ 2 ครั้ง เพื่อความปลอดภัย

ตามรายงานประจำปี 2559 ของ ขสมก. ระบุว่ามีรถเมล์ประจำเส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมทั้งหมด 6,395 คัน แบ่งเป็นรถของ ขสมก. 2,774 คัน และรถเมล์เอกชนร่วมบริการ 3,621 คัน หรือคิดเป็นราว 56% โดยมีพนักงานในตำแหน่งช่างทั้งหมด 89 คน

ในรายงานปีเดียวกันนี้ ขสมก. ระบุว่าสถาพรถที่ทรุดโทรมเป็นหนึ่งในปัจจัยภายในที่มีผลกระทบหลักต่อกิจการ เนื่องจาก "สภาพรถที่ทรุดโทรมจากการใช้งานมานานเกิน 17 ปี ทำให้มีรถเสียจอดซ่อมเฉลี่ยวันละ 320 คัน" ส่งผลให้จำนวนรถออกวิ่งให้บริการไม่เพียงในช่วงเวลาเร่งด่วน

ตรวจสอบทั้งรถและระบบ

นพ.ธนะพงศ์ เชื่อว่าคำถามที่สำคัญสำหรับ ขสมก. คือทำอย่างไรให้ทุกครั้งที่กรณีเช่นนี้เกิดขึ้น นอกจากการพิสูจน์หลักฐานแล้ว สามารถย้อนไปดูว่ารถคันที่เกิดปัญหาได้รับการซ่อมบำรุงและตรวจสภาพตามกำหนดหรือไม่ และแสดงข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนทราบ

เขายกตัวอย่าง กรณี เรือคลองแสนแสบระเบิด เมื่อปี 2559 จนทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 20 ราย ซึ่งมีการจัดการที่ต่างจากรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งผู้ให้บริการเรือคลองแสนแสบต้องหยุดให้บริการเพื่อให้เจ้าหน้าที่ถึงสาเหตุ ซึ่งสุดท้ายพบว่าเกิดจากปัญหาที่ระบบแก๊สจนทำให้เรือทุกลำต้องยกเลิกการใช้แก๊ส

"ถ้าตราบใดที่บ้านเรายังมีระบบที่เปิดช่องให้ผู้ให้บริการรายย่อยที่ยังไม่มีความพร้อมด้านความปลอดภัย เราก็จะต้องวิ่งไล่ตามปัญหา" เขากล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม