เลือกตั้ง 2562 : “หลังเลือกตั้งเราจะเห็นความผิดหวังที่เพิ่มทวีขึ้น” เพราะผู้กำกับกรอบการเลือกตั้งที่ดื้อรั้น

  • 2 มกราคม 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
เกษียร เตชะพีระ มองการต่อสู้-เดิมพันในการเลือกตั้ง 2562

ชัยชนะของนักเลือกตั้งและสูตรจัดรัฐบาลชุดใหม่ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความสนใจในการเลือกตั้ง 2562 แต่การคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปี และเป็นการเลือกตั้งหนแรกในยุคหลัง "เปลี่ยนผ่าน" คือ "แก่นสาร" ที่ปัญญาชนรายนี้เฝ้าขบคิด-ติดตาม

เขากล่าวกับบีบีซีไทยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญเพราะ "ระเบียบอำนาจยังไม่ลงตัว"

แม้การเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นในปี 2475 แต่ความเข้าใจ-การตกลงใจว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขควรเป็นอย่างไร เกิดขึ้นในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะในห้วง 40 ปีหลังผ่านเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ที่ก่อตัวคล้ายกับเป็นระเบียบในการดำเนินความสัมพันธ์ทางอำนาจบางอย่าง ทั้งที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในกฎหมายและเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

"เรารู้ว่าในแต่ละปัญหาเริ่มอย่างไร จุดจบเป็นอย่างไร ข้อตกลงเป็นอย่างไร แต่ว่าพอผ่านแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ไปแล้ว ผมคิดว่ามันกลับมาสู่จุดที่ว่าแล้วจะเอาอย่างไรกันต่อในแง่ระเบียบอำนาจ" ศ.ดร. เกษียร ระบุ

Image copyright สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง สิ่งที่เขาพบคือในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาคือการจัดระเบียบอำนาจจำกัดวงอยู่ในชนชั้นนำ (elite-อีลีท) บางกลุ่มที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งปี 2562 ได้ดึงเอาอีลีทอีกกลุ่มเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ จากเคย "นั่งดูเฉย ๆ" ก็คงอยากมีส่วนเข้าไป "ปรับโครงสร้างรัฐ" และ "ลากเส้นแบ่งเขตอำนาจใหม่"

ข้อเรียกร้องขั้นต่ำของระบอบคือรับอำนาจนำของสถาบัน

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นักรัฐศาสตร์รายนี้ชี้ให้เห็น "ข้อเรียกร้องขั้นต่ำ" นั่นคือ การอยู่ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ แนวร่วมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548-2549

"ผมคิดว่านี่คือระเบียบที่คล้าย ๆ กับประคองให้อีลีทหลายกลุ่ม มีอีลีทที่มาจากข้าราชการพลเรือน ทหาร เทคโนแครต นักการเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจ อยู่ร่วมกันได้และแบ่งปันผลประโยชน์กันได้โดยทุกฝ่ายยอมรับอำนาจนำของสถาบันกษัตริย์ พอเปลี่ยนอันนี้ไป ความจริงตั้งแต่ช่วงปลาย ๆ แล้วที่มีปัญหาความขัดแย้งในหมู่อีลีทที่ดูเหมือนว่าร่มพระบรมราชูปถัมภ์ไม่อาจจะประคองเอาไว้ได้"

เขาเห็นว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในระหว่าง "สองหัวใจสำคัญ" ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข - ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง กับ สถาบันพระมหากษัตริย์ - ได้นำไปสู่การก่อรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยหนึ่งในเงื่อนไขที่อ้างถึงคือหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ บรรยากาศเช้าวันใหม่หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

ปรากฏการณ์รัฐประหาร 2 ครั้งซ้อนในรอบ 8 ปี จึงสะท้อนคำถามสำคัญแห่งยุคสมัยทั้งเรื่องข้อตกลงและการจัดดุลอำนาจ

คำตอบที่ชนชั้นนำหยิบยื่นให้แก่สังคมคือ "ลดความเป็นประชาธิปไตยลงเพื่อปรับดุลใหม่" ทว่านี่ไม่ใช่ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับโดยเฉพาะนักเลือกตั้งและประชาชนจำนวนหนึ่ง

ตัวแสดงสำคัญคือ "ผู้กำกับ" ให้การเลือกตั้งอยู่ในกรอบ

เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยอมคืนอำนาจให้ประชาชนหลัง "ลังเลอยู่นาน" จึงน่าสนใจว่าตัวแสดงสำคัญในการเลือกตั้ง 2562 คือใคร?

ศ.ดร. เกษียร หยุดคิดเล็กน้อยก่อนตอบว่า "ตัวแสดงที่ทำหน้าที่กำกับให้การเลือกตั้งอยู่ในกรอบ" ด้วยเพราะส่วนประกอบที่หายไปแล้วทำให้ระเบียบอำนาจของ คสช. ไม่ชอบธรรมก็คือการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เพราะนั่นหมายถึง "ความชอบธรรม" และ "ความยอมรับ" จากนานาชาติ แต่ต้นทุนที่ต้องแลกคือ "ความไม่แน่นอนของอำนาจ" ซึ่งเกิดจากการไม่สามารถบังคับให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 50 ล้านคนให้กาเบอร์ที่ต้องการได้

Image copyright LightRocket via Getty Images
คำบรรยายภาพ หญิงคนนี้ต้องการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง หลังเกิดรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557

"ตรงคูหามันมีลักษณะส่วนตัวสูง ประทานโทษทีเหมือนที่ปัสสาวะของผู้ชาย (หัวเราะ) มันเป็นจุดที่อำนาจเอื้อมเข้าไปถึงยาก ดังนั้นความไม่แน่ใจ ความไม่แน่นอนมันมี วิธีลดความไม่แน่นอนคือการวางกรอบการเลือกตั้งที่จำกัดจำเขี่ย"

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร. เกษียร ไม่ขอชี้เป้าชัด ๆ ว่าใครคือบรรดา "ผู้กำกับ-ผู้กำหนดกรอบ" โดยบอกใบ้เพียงว่ามีทั้งคนที่มองเห็นและมองไม่เห็น แต่เขาเลือกชี้ชวนให้สังคมเห็นเป้าหมายของคนกลุ่มนี้ว่าพยายามกุมระยะเปลี่ยนผ่านกลับไปสู่ระบอบเลือกตั้ง ทำให้ระบอบเลือกตั้งและนักเลือกตั้ง "เชื่อง" ในความหมายที่ว่าไม่ท้าทายระเบียบอำนาจใหม่ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว

"สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออำนาจอธิปไตย เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจที่ตัดสินเรื่องทั้งปวงได้ในแผ่นดินนะ การเปิดให้มีการเลือกตั้งคือการเปิดช่องให้มีมืออีกข้างหนึ่งหรือมือของคนอีกกลุ่มหนึ่งเอื้อมมาถึงอำนาจอธิปไตยได้ การที่ต้องจำกัดกรอบการเลือกตั้งให้เรียบร้อยก็เพื่อให้หลักประกันว่าคนที่เอื้อมมาถึงส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยนั้น จะไม่ใช้อำนาจนั้นไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์ หรือไม่เอื้อมเข้าไปในส่วนอำนาจที่เขาไม่อยากให้คุณเอื้อมเข้าไปถึง ดังนั้นก็จะเห็นว่ามีการตีกรอบหลายชั้น มีคนเฝ้าประตูหลายกลุ่มมาก" ศ.ดร. เกษียร กล่าว

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ผู้บัญชาการเหล่าทัพรอต้อนรับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อน คสช. ครม. และ กกต. จัดประชุมชี้แจงโรดแมปเลือกตั้งให้แก่พรรคการเมือง ที่สโมสรทหารบก เมื่อ ธ.ค. 2561

ทักษิณคือตัวแทนเจตจำนงจากข้างล่าง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คือคนการเมืองที่เคย "ฝ่าด่าน-ทะลุประตู" กติกาอย่างน้อย 2 ฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 จนพลิกมาเป็นผู้กำหนดกติกาการเมืองอย่างไม่เป็นทางการในสนามเลือกตั้ง รวมถึงจัดระเบียบว่าด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในหมู่ชนชั้นนำเสียใหม่

วิธีถูกขุดรากถอนโคลน "ระบอบทักษิณ" อาจหมายถึงการทำให้เขาพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง?

ศ.ดร. เกษียร แย้งว่านั่นเป็นการคิดถึงทักษิณเป็นบุคคลเกินไป ถ้าคิดให้เป็นนามธรรมขึ้น ทักษิณเป็นตัวแทนเจตจำนงทั่วไปของสังคมการเมือง หรือเจตจำนงทั่วไปของราษฎรที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ กลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร ออกมาชุมนุมเมื่อ ก.พ. 2553 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาให้ยึดทรัพย์สิน 4.6 หมื่นล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นคดีที่ถูกตั้งขึ้นหลังรัฐประหารปี 2549

"การจัดระเบียบการเมืองในอดีต เรามองไปขึ้นไปข้างบนและเราก็หวังพึ่งพระบารมี การเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่าระบอบทักษิณ คือความเป็นไปได้ของการมีเจตจำนงทั่วไปทางการเมืองที่มาจากข้างล่าง นั่นแปลว่าสังคมไทยโตมาถึงจุดที่เจตจำนงทางการเมืองไม่ได้มีที่มาจากแหล่งเดียวอีกต่อไป ไม่ว่าคุณจะปิดช่องการเลือกตั้งหรือเปิดช่องการเลือกตั้ง คนอยู่ คนเป็น 10 ล้านอยู่ เจตจำนงอันนั้นอยู่ มันดิ้นรนหาทางออกไม่ทางไหนก็ทางหนึ่ง ในที่สุดต้องกลับมาสู่โจทย์ที่ว่าคุณจะหาทางให้เจตจำนงทั่วไปจากข้างบนและเจตจำนงทั่วไปจากข้างล่างอยู่ร่วมกันได้อย่างไร"

บทเรียนที่เขาสรุปได้จากปรากฏการณ์ "ระบอบทักษิณ" คือคงต้องมีการปรับดุลของระเบียบอำนาจใหม่ระหว่างประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ทรัพยากร และประชากรที่เปลี่ยนไป ทั้งหมดนี้อาจยังไม่มีคำตอบเป็นที่ยุติในสนามเลือกตั้งครั้งนี้

"การเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นการเปิดฉากของการที่จะปรับระเบียบใหม่ มันเหมือนกับเกมนี้มีคนเล่นหลายคน ฝั่งหนึ่งแบไพ่แล้ว ไอ้แบบนี้ล่ะ ฉันชอบ เชื้อเชิญคนที่เหลือเข้ามา การเลือกตั้งหนนี้คือจุดเริ่มต้นของคนที่เหลือที่ยังไม่ได้เข้ามาสู่วงไพ่จะบอกว่าอันนี้ไม่ดีเท่าไร อันนี้มีปัญหา ต้องปรับใหม่ ผมคิดว่าถ้ามีอะไรที่จะคิดผิดที่สุดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็คือคิดว่านี่เป็นคำพูดสุดท้าย เป็นแบบแผ่นหินแบบบัญญัติ 10 ประการของโมเสสที่ตอกไว้แล้ว มีความพยายามจะให้เป็นแผ่นหินอันนั้นนะครับ ผมคิดว่ามันฝืนความจริง เพราะว่ามันไม่ได้เริ่มต้นโดยการเชื้อเชิญคนทั้งสังคมเข้ามาหาคำตอบร่วมกันตั้งแต่ต้น"

ใช้การเลือกตั้งรื้อระเบียบอำนาจใหม่

1 ปีหลังรัฐประหาร 2549 พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ซึ่งถูกมองว่ามีนายพลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) สนับสนุนอยู่ข้างหลัง เดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยคำขวัญ "สร้างชาติ ธำรงศาสน์ เทิดราชบัลลังก์"

Image copyright กองโฆษก รปช.
คำบรรยายภาพ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เข้าสักการะพระบรมราชนุสาวรีย์ ร. 1 ก่อนเปิดปฏิบัติการ "เดินคารวะแผ่นดิน" เมื่อ 25 ต.ค. 2561

1 ปีก่อนเลือกตั้ง 2562 เกิดพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ซึ่งประกาศตัวเป็น "พรรคพสกนิกร" ชูอุดมการณ์ "ปกป้องสถาบัน" เป็นอุดมการณ์ข้อแรกของพรรค

บีบีซีไทยจึงขอให้นักรัฐศาสตร์อาวุโสช่วยถอดรหัสคิดนักการเมืองที่พยายามดึงสถาบันมาเป็นหลังพิง รวมถึงการต่อสู้ระหว่าง "อีลีทเก่า" กับ "อีลิทใหม่" ในสนามเลือกตั้ง ซึ่ง ศ.ดร. เกษียร เห็นว่าอาจเป็นเพราะพวกเขาเข้าใจในระเบียบเก่าที่ดำรงอยู่มานาน

"อย่างที่บอกว่าอีลีททุกกลุ่มอยู่ใต้พระบรมราชูปถัมภ์ ตอนนี้เปลี่ยนแผ่นดิน ผมคิดว่าหลักการอันนี้อย่างน้อยเท่าที่ปรากฏ พรรคการเมืองต่าง ๆ ยังไม่ได้ถูกท้าทาย ดังนั้นทุกคนก็เข้าใจด้วยกันว่านี่คือเกมที่จะเล่น แต่ภายใต้กรอบกว้าง ๆ ที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และมีการจัดการให้ความเป็นประชาธิปไตยลดต่ำลง นั่นหมายความว่าอำนาจจากการเลือกตั้ง อำนาจของพรรคการเมืองที่เข้าร่วมการเลือกตั้งก็ลดต่ำลงไปด้วย ผมถึงรู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้แฮปปี้กับระเบียบอำนาจที่วางไว้นี้ ดังนั้นจึงมีข้อเรียกร้องอย่างแรก ๆ ที่อยากจะทำก็คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ โฉมหน้าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับที่ 20 นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์

สำหรับ ศ.ดร. เกษียร ไม่เชื่อว่ากรอบ-กติกาที่ชนชั้นนำบางกลุ่มขีดเขียนไว้เป็น "ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก" และคาดว่าพรรคการเมืองรู้กรอบที่จำกัด แต่เล็งเห็นช่องทางที่จะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อม-ผลักดันให้มีการเปลี่ยนเส้นอำนาจและเขตอำนาจได้ ส่วนจะไปได้ไกลแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เดิมพันการโหวตมีหลายเรื่อง โดยขยับจากเรื่อง "ปากท้อง" ไปสู่ "อุดมการณ์" เช่น กรอบอำนาจแบบที่เป็นอยู่ไปได้กับวิถีชีวิตและผลประโยชน์ของคุณหรือไม่, พรรคการเมืองมีนโยบายเอื้อเฟื้อต่อชีวิตคุณหรือไม่, มีช่องทางผลักนักการเมืองให้เอื้อมไปดึงในสิ่งที่คุณต้องการมาได้หรือไม่

ความมั่นคงของราชบัลลังก์พึ่งพามากกว่ากองทัพ

ในขณะที่บางพรรคการเมืองเชิดชูอุดมการณ์เทิดทูนและปกป้องสถาบัน องค์กรที่มีบทบาทนำในฐานะ "ผู้พิทักษ์ราชบัลลังก์" หนีไม่พ้นกองทัพ นี่จะมีส่วนโน้มน้าวหรือไปถึงขั้น "ล็อกคำตอบ" ให้ประชาชนเลือกพรรคทหารหรือไม่ในยุคหลังเปลี่ยนผ่าน?

ศ.ดร. เกษียร คิดว่าคำตอบของ 14 ต.ค. 2516 และคำตอบของ พ.ค. 2535 คือระเบียบการเมืองที่ให้ความมั่นคงมากที่สุดกับสถาบันกษัตริย์คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. คนที่ 41 ให้คำมั่นว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความรับผิดชอบสูงสุดที่มีต่อชาติ ราชบัลลังก์และประชาชน เมื่อ 28 ก.ย. 2561

"ถ้าดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นหรือน้อยลงเมื่อไร ในความรู้สึกของผมคือเมื่อมันขึ้นอยู่กับคนไทยจำนวนมาก มั่นคงขึ้น เมื่อมันขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจหรือชนชั้นนำจำนวนน้อย มั่นคงน้อยลง ผมคิดว่าเราเห็นกราฟหรือเห็นแนวโน้มคร่าว ๆ ได้จาก 2475 มาถึง 14 ต.ค. ก่อน 2475 ขึ้นอยู่กับคนจำนวนน้อยโดยเฉพาะคนที่เป็นข้าราชการประจำและติดอาวุธ แต่หลัง 2516 มา ขึ้นอยู่กับคนจำนวนมากที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง ดังนั้นไม่ได้แปลว่ากองทัพไม่ได้มีบทบาทในการรักษาความมั่นคงของราชบัลลังก์ ก็คงมีและคงอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละช่วง แต่หลังสงครามเย็นเป็นต้นมาและในแนวโน้มระยะยาวแล้ว ความมั่นคงของราชบัลลังก์ผมคิดว่าพึ่งพามากกว่ากองทัพเยอะ ถึงที่สุดแล้วพึ่งพาคนธรรมดาที่มีสิทธิไปเลือกตั้งนั่นแหล่ะ คือพึ่งพาระบอบประชาธิปไตย"

ภาพประเทศไทยหลัง 24 ก.พ. 2562

ท้ายที่สุดเมื่อให้ลองจินตนาการภาพประเทศไทยหลัง 24 ก.พ. 2562 ศ.ดร. เกษียร คาดว่าจะเห็น "rising disappointment (ความผิดหวังที่เพิ่มทวีขึ้น)" เพราะในที่สุดกลุ่มผู้กำกับกรอบการเลือกตั้งจะดื้อ-ไม่ยอมปรับระเบียบอำนาจใหม่ สวนทางกับความคาดหวังของผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง

"คุณโมโหมากเลยที่ผมกวาดทั้งโต๊ะมาอยู่กับตัว กอดไว้แน่น แล้วบอกว่าอ้าวคุณเชิญมานั่งโต๊ะผ่านการเลือกตั้ง คุณบอกว่าอย่างน้อยขอสาม ปรากฏผมไม่ให้ ผมให้แค่หนึ่ง คุณโกรธ ผมกลัวบรรยากาศแบบนี้ เพราะฝั่งหนึ่งมีความคาดหวังที่ได้รับเชิญให้เข้ามาร่วมโต๊ะ อีกฝั่งกอดไว้แน่น ไม่ยอมให้ กับคุณหวังสาม ผมให้สี่เลย ยังไม่ถึงครึ่งที่ผมเอาไปด้วย แต่คุณจะรู้สึก โอ้! ใจดีจังเลย มีน้ำใจ เผื่อแผ่"

Image copyright AFP/Getty Images

ศ.ดร. เกษียร ชี้ว่าการให้เกินกว่าที่คนคิดคือหัวใจในการปฏิรูปโดยอีลีท และเชื่อว่าอีลีทไทยฉลาดกว่าผู้ถือครองอำนาจในปัจจุบัน จึงเรียกร้องให้ยกเลิกการให้ "อำนาจพิเศษ" เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่ผู้นำรัฐบาลทหาร

"เมื่อไรก็ตามที่คุณปล่อยให้คน ๆ หนึ่งที่เป็นผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ มี ม. 44 เมื่อนั้นเพดานปัญญาของเขาคือเพดานปัญญาของสังคม เพราะข้อเสนออะไรที่ฉลาดกว่าเขา มันจะไปติดอำนาจเขา เขาไม่เอา แล้วทำไมเขาไม่เอา ก็กูคิดได้แค่นี้" เขาระเบิดหัวเราะอีกครั้ง

คำถามที่เกิดขึ้นคือหากผลเลือกตั้ง 2562 จบลงที่ชัยชนะของฝ่ายสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกสมัย เหตุใด "อีลีทเก่า" ถึงต้องยอมปรับเปลี่ยน?

"ไม่ว่า พล.อ. ประยุทธ์ จะแพ้หรือชนะ ระเบียบอำนาจนี้ใช้ไม่ได้ มันไม่เวิร์ค เพราะสร้างขึ้นบนความไม่เป็นจริง และมีความลักลั่น" เขาบอก

แม้ผ่านประสบการณ์นักเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 และคร่ำหวอดในวงการรัฐศาสตร์-สังคมศาสตร์มากว่าค่อนชีวิต แต่ปัญญาชนวัยเกษียณไม่อาจนิยามสภาพการเมืองไทยที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ใหม่ได้ กับ "ระเบียบที่ไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอะไร"

สิ่งที่ ศ.ดร. เกษียร หวังคือชนชั้นนำจะยอมปรับแต่งระเบียบใหม่ โดยไม่เกิดการรบราฆ่าฟันเสียก่อน เพราะนั่นหมายถึงต้นทุนมหาศาลที่สังคมไทยต้องจ่าย

ฉันทมติภูมิพล (The Bhumibol Consensus)
ลักษณะ แบบแผนตะวันตก ฉันทมติแห่งรัชสมัย ร. 9
อุดมการณ์ ชาตินิยม ราชาชาตินิยม
การเมือง เสรีประชาธิปไตย ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เศรษฐกิจ ทุนนิยม ทุนนิยมที่เติบโตอย่างไม่สมดุลโดยถ่วงทานไว้ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ศาสนา รัฐโลกวิสัย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก

ที่มา : สรุปคำให้สัมภาษณ์ของ ศ.ดร. เกษียร ต่อบีบีซีไทย, บทความ "ภูมิทัศน์ใหม่ทางการเมือง" ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 23-29 มิ.ย. 2560 ซึ่งเขาชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยบรรลุฉันทามติของการประนีประนอมรอมชอมระหว่างกระบวนการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่/ภาวะสมัยใหม่ กับฐานการเมืองวัฒนธรรมไทยแบบอนุรักษนิยม โดยเรียกว่า "ฉันทมติภูมิพล (The Bhumibol Consensus)"

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562