ฝุ่น : การเผาของชาวเขาอาจไม่ใช่ต้นตอของมลพิษทางอากาศในภาคเหนือทั้งหมด

  • 6 เมษายน 2019
"แบบนี้ไม่ใช่ไฟป่าธรรมชาติแน่นอน" Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ "แบบนี้ไม่ใช่ไฟป่าธรรมชาติแน่นอน"

"ตอนนี้เอาไม่อยู่แล้ว ผมขออาสาสมัครผู้ชายหลังคาเรือนละหนึ่งคนมาช่วยกันสร้างแนวกันไฟตอนนี้เลย ไฟป่ามันลามจนจะเข้าบ้านเราอยู่แล้ว" ประกาศจากเสียงตามสายดังขึ้นในเวลา 23 นาฬิกาของวันที่ 30 มีนาคม เป็นภาษาอาข่า โดยพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) รชต เกษมสุขใจ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม อาโด่ ผู้ใหญ่บ้านที่ดูแลประชาชนชาวอาข่าและลาหู่กว่า 800 คนในหมู่บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

หมู่บ้านที่พ่อหลวงอาโด่ดูแลอยู่นั้นไม่เคยมีเหตุการณ์ไฟป่าขนาดใหญ่มา 3 ปีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ชาวบ้านทุกคนก็ช่วยกันทำแนวกันไฟป่าเพื่อป้องกันการลุกลามของไฟอย่างน้อย ๆ 5 ครั้งต่อปี เป็นเวลาติดต่อกันมากว่า 20 ปีแล้ว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุไฟป่าลุกลามมาจากช่วงรอยต่อของ อ. แม่จัน เข้ามายังพื้นที่ป่ากว่าหมื่นไร่ที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าที่พ่อหลวงอาโด่ดูแลอยู่ โดยใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงจากพื้นที่ตีนเขาขึ้นมาบนยอดเขา

"แบบนี้ไม่ใช่ไฟป่าธรรมชาติแน่นอน มันต้องมีผู้ไม่หวังดีจงใจจุดไฟแกล้งเผาป่าเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บางอย่าง ผมอยากจะถามเขาว่าสะใจหรือยัง ทำแบบนี้นี่เป็นคนไทยรึเปล่า แล้วรู้หรือไม่ว่ามันทำให้มีคนเดือดร้อนมากมายขนาดนี้" พ่อหลวงอาโด่ระบายความคับแค้นใจไปถึงผู้ที่ก่อเหตุการณ์นี้ที่เขาคิดว่าเป็นสาเหตุให้ลูกบ้านของเขาเสียชีวิตหนึ่งคน ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุที่แท้จริงจากอะไร

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai

โดยพื้นที่ จ. เชียงราย เป็นหนึ่งในจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าจนก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษทางอากาศ และส่งผลให้ค่า PM 2.5 ขึ้นสูงทะลุเกิน 255 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในวันที่ 30 มีนาคม จนเป็นผลให้มีการปิดสถานศึกษาเป็นเวลาสองวัน แต่มาถึงวันนี้ปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่ภาคเหนือก็ยังไม่ดีขึ้น จนทำให้สังคมตั้งคำถามว่าปัญหาฝุ่นพิษในพื้นที่ภาคเหนือมีสาเหตุมาจากการเผาป่าอย่างเดียวหรือไม่ และพฤติกรรมการดำรงชีวิตแบบชาวชาติพันธุ์เป็นผู้ก่อให้เกิดไฟป่าหรือเปล่า

เผาหรือไม่เผา ไม่ใช่คำถาม

ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญบนยอดเขาในพื้นที่ อ.ปางมะผ้า ของ จ. แม่ฮ่องสอน ใกล้ชายแดนพม่า อาจถูกมองได้ว่าเป็นพื้นที่สีเทาเนื่องเพราะคำสั่งจากหน่วยงานราชการส่วนกลางไม่มีความหมายกับคนที่นั่น ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่มีสัญชาติไทยและไม่มี ขณะที่ผู้นำชุมชนคือบุคคลที่พวกเขาให้ความสำคัญและรับฟัง

นับตั้งแต่ที่เกิดสถานการณ์ฝุ่นพิษและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ กลุ่มชาวชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่ป่าเขาเป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ถูกมองว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดไฟป่า และมักจะ "ตกเป็นจำเลยของสังคม" กลุ่มแรก

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน

กลุ่มชาวชาติพันธุ์ประกอบอาชีพเกษตรกรรมแบบหมุนเวียนเป็นหลัก โดยพืชเศรษฐกิจก็จะมีอาทิเช่น กาแฟ ข้าว กระเทียม พืชผักต่าง ๆ โดยดำรงชีวิตแบบเกษตรกรในชนบท การเผาวัชพืชและเศษใบไม้แห้งเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรเป็นสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลจาการเผาวัชพืชจากไร่ที่มาจากการทำเกษตรแบบพืชหมุนเวียนมีน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับการเผาวัสดุเหลือใช้ของการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่นข้าวโพด

"จะเผาหรือไม่มันไม่ใช่ประเด็น เพราะยังไงวิธีนี้ก็เป็นวิธีการเตรียมพื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้านที่ง่ายและประหยัดที่สุด แต่ประเด็นสำคัญกว่าคือจะเผาเมื่อไหร่" นายพิชัย เฉลิมรื่นรมย์ นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลปางมะผ้า บอกกับบีบีซีไทย "คนที่นี่ใช้วิธีการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เป็นหลัก โดยจะเริ่มทำการเผาในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน เริ่มตั้งแต่ 30 เมษายน นี้เป็นต้นไป"

อย่างไรก็ดี โดยปกติแล้วการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่จะยังไม่เริ่มขึ้นจนถึงช่วงหลังวันสงกรานต์ไปแล้ว และการเผาแต่ละครั้งจะต้องทำตามข้อตกลงพร้อมแจ้งกับทางผู้นำชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้านก่อน เพื่อไม่ให้เผาพร้อม ๆ กัน วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดควันไฟจำนวนมากจากการเผาในเวลาเดียวกัน

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ พิชัย เฉลิมรื่นรมย์ นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลปางมะผ้า

"การฝังกลบหรือกำจัดวัชพืชด้วยวิธีฝังกลบก็มีค่าใช้จ่ายสูง ชาวบ้านไม่มีกำลังทรัพย์หรือความรู้มากพอในการทำดังกล่าว จึงทำให้การเผาเป็นวิธีเดียวที่กลุ่มชาติพันธุ์เลือกใช้ทำการเกษตรมาหลายช่วงอายุคนโดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนวันนี้ และปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่เกี่ยวกับการทำเกษตรของชาวไทยภูเขาแน่นอนเพราะพวกเขายังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ"

มาตรการรัฐที่ขัดแย้งกับวิถีชาวบ้าน

"ทางการเบื้องบน ไม่ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่จริง เวลามีการกำหนดก็ไม่มีตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไป เอาคำสั่งเบื้องบนเป็นใหญ่ ฟังชาวบ้านบ้างได้ไหม"

ประเสริฐ ประดิษฐ์ ประธานสภาพลเมือง และประธานสภาชาติพันธุ์ จ.แม่ฮ่องสอน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ประกาศห้ามเผาของจังหวัดช่วงวันที่ 1 มีนาคม ถึง 30 เมษายน นั้นกระทบต่อการทำเกษตรกรรมในพื้นที่อย่างมาก ด้วยหากรอจนสิ้นเมษายนก็จะเริ่มมีฝนตกลงมาแล้ว ทำให้การเผาซึ่งเป็นวิธีการเตรียมพื้นที่สำหรับการทำไร่ไม่สามารถทำได้

"นโยบายถูกกดดันมา ไม่ให้มีหมอกควัน ห้ามเผา สุดท้ายปัญหาก็ไปลงที่ประชาชน อย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องควบคุมไม่ให้เกิดไฟป่า พื้นที่ดูแลของใครเกิดไฟป่ามีมาตรการลงโทษ ผู้ใหญ่เขาจะลาออกกันหมดแล้ว อย่างพื้นที่ไหนมีความขัดแย้งอยู่ มีคนกลั่นแกล้งเผาผู้ใหญ่ก็จบ"

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่มีผู้ป่วยจากภาวะหมอกควันครั้งนี้แล้วกว่า 89,219 คน

วิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์ นักวิจัยและพัฒนาในท้องที่แม่ฮ่องสอนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะของกลุ่มชาติพันธุ์บอกกับบีบีซีไทยว่า "ไฟ" กลายเป็นเครื่องมือต่อรอง เรียกร้อง และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บางอย่างในกลุ่มชาวชาติพันธุ์เพราะไฟมีความหมายทางจิตวิญญาณต่อคนกลุ่มนี้

"เวลาชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ไม่พอใจใคร เขาก็ใช้ไฟเป็นตัวแสดงออก การจุดไฟเผามันมีอำนาจการทำลายล้างสูงทางด้านจิตใจด้วย มันเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงอารมณ์ และคนกลุ่มนี้เวลาไม่พอใจต่อคำสั่งจากทางภาครัฐ ไม่พอใจผู้ใหญ่บ้าน หรือไม่พอใจกันเองก็จะใช้การเผาเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจ" วิสุทธิ์กล่าว

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เศษซากที่เหลืออยู่จากการเผา

ประเสริฐเล่าต่อว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีภูมิปัญญาในการจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบสภาพภูมิอากาศว่าเหมาะแก่การเผาหรือไม่ โดยให้ความสำคัญกับการทำแนวกันไฟ ซึ่งใช้สันเขาและลำห้วยเป็นแนวกันไฟ ไม่ใช่การสร้างแนวกันไฟขนาดเล็กอย่างที่เจ้าหน้าที่ทำอยู่ โอกาสที่ไฟจะลามจึงน้อยมาก และในการเผาแต่ละครั้งก็มีการพูดคุยกันระหว่างหมู่บ้าน เพื่อจัดเวลาในการเผา ไม่ได้ทำพร้อมกันหมดทุกพื้นที่

ต้นตอที่ถูกปิดเงียบ

ประเสริฐให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนในช่วง 2-3 ปีก่อน มีกลุ่มทุนใหญ่เข้าไปในพื้นที่เพื่อสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกข้าวโพดจำนวนมาก แรกเริ่มชาวบ้านก็ได้รับเงินตอบแทนเป็นที่พึงพอใจ แต่ท้ายที่สุดก็มีภาระหนี้สิ้นตามมาด้วยต้นทุนของการผลิต ที่บีบให้จำเป็นต้องใช้สารเคมี และปัญหาหมอกควันก็ยิ่งหนักหน่วง ด้วยต้องส่งผลผลิตตามเวลา

"นโยบายรัฐไปเอาใจนายทุนใหญ่ ไม่มีใครพูดถึงการทำไร่พืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด ที่เผาไปตั้งแต่เดือนมีนาคม เผาทีดำมืดทั่วฟ้า ชาวบ้านเดี๋ยวนี้เขาไม่ได้โง่ เขารู้ทันแล้วแต่ที่ถอนตัวไม่ได้ เพราะภาระหนี้สินมันติดพันอยู่"

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ งานศพผู้เสียชีวิตจากไฟป่า

สำนักงานสถิติการเกษตร เปิดเผยข้อมูลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีเพาะปลูก 2559 ถึง 2560 ว่า ทั้งประเทศมีพื้นที่ปลูกข้าวโพด 6,489,813 ไร่ โดยมีอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือที่ 4,470,802 ไร่ รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,328,576 ไร่ และภาคกลาง 690,435 ไร่ โดยพื้นที่จังหวัดที่มีการเพาะปลูกมากของภาคเหนือ อยู่ที่ จ.ตาก 527,859 ไร่ รองลงมาคือ จ.เชียงราย 405,848 ไร่ ส่วนใน จ.เชียงใหม่มีการปลูก 176,700 ไร่

โดยในแต่ละปีจะมีวัสดุเหลือใช้จากการปลูกข้าวโพดประเภท ต้อ ตอ ใบ เปลือก และซังเป็นจำนวนมากกว่า 4 ล้านตันทั่วประเทศ ที่รอการเผาทำลายโดยเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมไปจนถึงมีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นผลให้เกษตรกรต้องทำการเผาวัสดุเหลือใช้ดังกล่าวในที่โล่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลการวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อปีที่แล้วพบว่า ต้นเหตุของปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกิดมาจากไฟป่าที่ลุกลามในพื้นที่ป่าที่มีเศษวัสดุชีวมวลอยู่มากตามธรรมชาติ โดยมีทั้งที่เกิดขึ้นเองจากการลุกไหม้ทางธรรมชาติ และเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการเกษตรต่าง ๆ ที่มีจำนวนอยู่เป็นมหาศาลในพื้นที่โล่งแจ้ง ซึ่งเป็นปัญหาหลักในพื้นที่ที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในชั้นบรรยากาศ และหมอกควันพิษในพื้นที่ภาคเหนือ

สุพจน์ หลี่จา นายกสมาคมสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนชาติพันธุ์บอกบีบีซีไทยว่า การกระจายตัวด้านการค้าขายที่ขยายวงกว้างขึ้น ทำให้พี่น้องชนเผ่าได้รับผลกระทบตามมาด้วย โดยพวกเขาเหล่านั้นถูกรุกคืบด้วยการเปลี่ยนแปลงด้วยการส่งเสริมจากผู้ลงทุนขนาดใหญ่ และถูกดึงเข้าไปอยู่ในวังวนของการทำธุรกิจร่วมกับนักลงทุน

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ สุพจน์ หลี่จา นายกสมาคมสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนชาติพันธุ์

"เราพยายามทำโครงการให้กับพี่น้องชนเผ่า โดยเน้นไปที่ความสมดุลกันระหว่างตนเองและสิ่งแวดล้อม เพราะว่าเรามองว่าพืชเศรษฐกิจที่เป็นแปลงใหญ่นำมาซึ่งผลกระทบที่ตามมามากมาย เช่นสารเคมี พืชเศรษฐกิจที่ปลูกที่แปลงขนาดใหญ่เป็นพืชโดด ๆ โดยในแปลงนั้นไม่สามารถมีพืชที่เป็นพืชที่ชาวชนเผ่ากินอยู่ทุกวันได้" สุพจน์อธิบาย

พื้นที่ที่มีการทำการเกษตรขนาดใหญ่ที่มีมากในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่สำคัญที่มีการทำไร่เชิงเลี้ยงเดี่ยวเช่นข้าวโพด และนอกจากผลกระทบทางด้านสารเคมีแล้ว ผลกระทบที่เกิดจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรก็เป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม เกษตรกรจะทำการเผาทั้งวัชพืชเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร เนื่องมาจากพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่และวัสดุเหลือใช้จำนวนมากทำให้ก่อให้เกิดผลกระทบต่ออากาศเป็นวงกว้างด้วยเช่นกัน

"เหตุผลที่ชาวบ้านเลือกที่จะทำการเผาเพราะว่ามันเป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ บวกกับความมักง่าย โดยทั้งหมดนี้ ความรู้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะความรู้เรื่องการจัดการวัสดุที่เหลือใช้จากการเกษตรในประเทศไทยยังนับได้ว่ามีอยู่อย่างไม่เพียงพอ ทำให้เกษตรกรกำจัดวัชพืชด้วยวิธีการเผา" สุพจน์ กล่าว

วิถีชีวิตที่ผูกพันกับไฟและการเผา

ชาวชาติพันธุ์เป็นกลุ่มคนที่ยึดมั่นในธรรมเนียมปฏิบัติในรูปแบบศาสนานับถือผีที่เป็นศาสนาดั้งเดิมของชนเผ่า ถึงแม้ว่าหลายเผ่าจะผันตัวเองไปนับถือศาสนาต่าง ๆ บ้างแล้ว แต่ธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษก็ยังได้รับการสืบทอดอย่างเคร่งครัดมาจนถึงวันนี้

ดร. ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน บอกบีบีซีไทยว่า พี่น้องชาวชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการทำเกษตร ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมาเป็นร้อย ๆ ปี จนถึงปัจจุบัน และแต่ละขั้นตอนก็ทำไปด้วยความเคารพต่อธรรมชาติที่พวกเขานับถือ

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ "พวกเขาเคารพในธรรมชาติมาก ๆ"

"พี่น้องชาวชาติพันธุ์มีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และพวกเขาเคารพในธรรมชาติมาก ๆ พวกเขาเชื่อกันว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไร และถ้าจะใช้ประโยชน์อะไรจากธรรมชาติจะต้องขออนุญาตเสียก่อน" ดร. ประเสริฐ อธิบาย

โดยตามความเชื่อชาวชาติพันธุ์หลายกลุ่มเช่นชาวกะเหรี่ยง มักจะเริ่มปลูกพืชผลทางการเกษตรตามเส้นทางการเดินของดาวที่พวกเขาเรียกว่า "เดือหมือ" ซึ่งเป็นดาวที่ส่องประกายแสงสุขสว่างในช่วงหน้าร้อน และทันที่ที่ดาวดวงนี้ขึ้นตรงศีรษะในเวลากลางคืน นั่นหมายถึงฤดูการปลูกเริ่มต้นขึ้นแล้ว พวกเขาจะเตรียมพื้นที่ทางการเกษตร และทำพิธีบูชายันเทพเจ้าไฟโดยใช้เหล้าและไก่ประกอบพิธี เพื่อขอให้การใช้ไฟเผาวัชพืชเพื่อเตรียมพื้นที่ทำเกษตรประสบผลสำเร็จ

นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงก็ยังมีพิธีขอขมาเทพเจ้าพื้นดินที่จะทำโดยการเผาบนพื้นดิน อีกทั้งยังมีการตัดวัชพืชต่าง ๆ และการบูชาเทพแห่งข้าว เพื่อขอให้ผลผลิตออกมาอย่างราบรื่น โดยพิธีกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทางด้านจิตใจ และยังมีการสืบทอดมายังปัจจุบัน โดยพี่น้องชาวชาติพันธุ์จะเริ่มทำพิธีต่าง ๆ ในช่วงหลังสงกรานต์ไปแล้ว

"คำเรียกชาวชาติพันธุ์ว่า "ชาวเขา"ที่สร้างความแตกแยกของพี่น้องชาวชาติพันธุ์กับคนในเมืองเริ่มขึ้นไม่นานมานี้หลังจากปี พ.ศ.2500 ซึ่งก่อให้เกิดมายาคติมากมายต่อพี่น้องชาวชาติพันธุ์ คนกลุ่มนี้กลายเป็นจำเลยทางสังคมทันทีที่รัฐบาลต้องการกล่าวโทษและหาตัวการจากสิ่งผิดปกติต่าง ๆ เช่นกรณีที่บอกว่าชาวเขาเป็นคนเผาป่า" ดร. ประเสริฐ กล่าว

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ดร. ประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

"ผมก็ยืนยันว่าพวกเขาเผาจริง แต่ทุกกระบวนการได้มีการคิดคำนวณเป็นอย่างดีตามทิศทางลมแล้วว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมแน่นอน เราเองต้องขอบคุณพวกเขาเสียอีกที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องผืนป่า สร้างแนวกันไฟ และปลูกป่าทดแทนของเดิมที่เสียไป หมอกควันพิษครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากพวกเขาด้วยซ้ำเพราะเขายังไม่เริ่มทำการเกษตรเลย"

สุพจน์เห็นว่า "การส่งเสริมให้พี่น้องหันมาทำเกษตรยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นจะเป็นวิธีการจัดการกับปัญหาได้อย่างดีที่สุด…..เราต้องมีวิธีการบริหารและมีมาตรการควบคุมไร่ที่ทำเกษตรแบบเชิงเลี้ยงเดี่ยวขนาดใหญ่ ให้ชัดเจนว่าจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเผาได้อย่างไร ไม่ว่าการจะเผาก่อนฤดูกาล หรือกำจัดด้วยวิธีอื่น"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม