ประมง : พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานประมงมีผลประกาศใช้แล้ว แต่บางส่วนเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อนายจ้าง

  • 23 พฤษภาคม 2019
จับปลา Image copyright Getty Images

เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงานในงานประมง พ.ศ. 2562 เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของแรงงานประมงและป้องกันการบังคับใช้แรงงานในงานประมง โดยต้องรออีก 180 วันจึงจะมีผลบังคับใช้

กฎหมายนี้ให้สิทธิต่าง ๆ แก่แรงงานประมง เช่น สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและสวัสดิการ สิทธิขอเดินทางกลับสถานที่ที่เจ้าของเรือรับแรงงานประมงเข้าทำงาน หรือ สิทธิในที่พักอาศัยบนเรือประมงที่มีดาดฟ้าและมีขนาดตั้งแต่สามร้อยตันกรอสส์ขึ้นไป

กฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานจากกรมประมง กรมเจ้าท่า และกระทรวงแรงงาน ในการขึ้นไปบนเรือหรือเข้าไปในสถานที่ประกอบกิจการของเจ้าของเรือเพื่อตรวจสภาพการทำงาน สภาพการจ้าง และสภาพความเป็นอยู่

แก้ไขปัญหาแรงงานประมง

พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากการที่ไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาการทำงานในภาคประมง พ.ศ. 2550 (ฉบับที่ 188) หรือ C188 ซึ่งคุ้มครองการทำงานและสภาพความเป็นอยู่ของแรงงงานบนเรือประมง โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าว และปัจจุบันมีทั้งหมด 12 ประเทศที่ให้สัตยาบัน

ถือว่าเป็นความพยายามของไทยที่จะแก้ไขปัญหาแรงงานภาคประมง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2558 สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออก "ใบเหลือง" เตือนไทยว่ายังไม่มีมาตรการที่เพียงพอที่จะป้องกันและขจัดปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม จนกระทั่งเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา อียูได้ประกาศปลดใบเหลืองให้ไทย

Image copyright MARCEL CROZET
คำบรรยายภาพ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว (ซ้าย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายกาย ไรเดอร์ ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การแรงงานระหว่างประเทซ

นอกจากนี้ รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วได้ยกระดับประเทศไทยมาอยู่กลุ่มที่ 2 (Tier 2) หลังอยู่ในกลุ่มที่ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) ติดกันมา 2 ปี

อุตสาหกรรมการประมงพาณิชย์และอาหารทะลไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 191,000 ล้านบาท) โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลรายใหญ่รายหนึ่งของโลก

ภาคการประมงและการแปรรูปอาหารทะเลของไทยมีการจ้างงานมากกว่า 600,000 คนในปี 2560 โดยเป็นแรงงานข้ามชาติจดทะเบียนจำนวน 302,000 คน ภาคการประมงอย่างเดียวมีการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติมากกว่า 57,000 คนที่ทำงานบนเรือประมงพาณิชย์ประมาณ 10,550 ลำในปี 2560

ต้นทุนที่สูงขึ้น

แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการแล้ว แต่สุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงสงขลา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับใหม่และ C188 ในการคุ้มครองแรงงาน เนื่องจากให้สิทธิแรงงานที่มากเกินไป

สุรชัยคาดการณ์ว่า ตั้งแต่มีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ. 2558 ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการประมงเพิ่มขึ้น 80% โดยเขายกตัวอย่างเช่น การที่นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเป็นรายเดือนโดยผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งในความเป็นจริงเรือไม่ได้ออกทำการประมงทุกวัน นั่นหมายความว่า ในเดือนที่หยุดก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้าง

Image copyright Getty Images

โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าประมงที่ออกมาตั้งแต่ปี 2558 ได้แก่

  • พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 ปรับปรุง พ.ศ. 2560
  • กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ. 2557 ปรับปรุง พ.ศ. 2561
  • พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ปรับปรุง พ.ศ. 2558, 2560 และ 2562
  • พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559
  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานในงานประมง พ.ศ. 2562

แม้ว่า พ.ร.บ. ที่เพิ่งออกมา มีการกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับต่อนายจ้างที่ทำผิด แต่สุรเดชมองว่า กลับไม่มีบทลงโทษกับแรงงานที่กระทำความผิด เช่น แรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง โดยยกตัวอย่างแรงงานภาคการประมงที่มีการเบิกเงินล่วงหน้าแล้วไม่มาทำงาน แม้ว่าจะมีการเซ็นสัญญาจ้างแล้ว

"เมื่อเข้าเซ็นสัญญาจ้างแล้ว เขาไม่มาทำงานก็ได้ ไม่มีความผิด แล้วกระทรวงแรงงานก็ไม่สามารถเอาผิดได้" สุรเดช กล่าว "ปัญหาแบบนี้เกิดทุกจังหวัดที่มีการทำประมง และเกิดสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผมว่า 80% ของแต่ละจังหวัด"

ความเสี่ยงเหล่านี้ทำให้ธุรกิจประมงต้องลดขนาดลงและบางแห่งต้องปิดกิจการในที่สุด

"ทุกวันนี้ มากกว่า 70% ที่เรือจอด หยุดกิจการ" สุรเดช กล่าว "เราขาดแคลนแรงงานสูง แต่ไม่มีความกระตือรือร้นนำเข้าแรงงาน เพราะไม่มีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน และการนำเข้าแรงงานแพง และไม่มีเครื่องยืนยันว่าอยู่กับเราได้ครบปีตามสัญญา"

แต่มงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการร่างกฎหมาย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว 2-3 รอบก็ไม่มีปัญหาอะไร มีการท้วงติงเพียงเล็กน้อย และการต่อต้านเป็นเพียงส่วนที่เล็กน้อย

"สมาคมเห็นด้วยกับ พ.ร.บ. แต่ที่สมาชิกไปคัดค้าน คือในเรื่องของ C188 เนื่องจากความรู้ข้อมูลข่าวสารไม่เท่าเทียมกัน สมาคมพยายามสื่อสารให้สมาชิกเข้าใจในเรื่องของการดูแลสิทธิแรงงาน" เขากล่าว "เรื่องการดูแลสิทธิแรงงาน เราดูแลอยู่แล้ว ไม่ขัดแย้ง"

Image copyright Getty Images

ข้อกังวล

ปภพ เสียมหาญ ผู้อำนวยการฝ่ายคดี มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการประมงของไทยมีการปรับพื้นฐานมาระยะเวลาหนึ่ง และผู้ประกอบการก็พยายามปรับตัวกับการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบเกินไปสำหรับผู้ประกอบการ

"ก็ต้องคิดว่าเมื่อก่อนที่ประมงมีปัญหาเยอะก็เพราะผู้ประกอบการพยายามที่จะกดต้นทุนให้ต่ำไว้ จะได้กำไรมาก ๆ แปลว่ารูปแบบการทำงานโอเวอร์เกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด" ปภพ กล่าว

"ไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าจับปลาเยอะเกินกว่าที่โควต้ากำหนด ก็เลยเป็นข้อสังเกตว่ามีการทำประมงเยอะไปจริง ๆ จนทำให้ความสมดุลระหว่างธุรกิจพวกนี้ไม่มี"

แม้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะออกมาแล้ว แต่ก็ยังมีบางมาตราที่มีการพูดคุยกันอยู่และยังไม่สามารถรับรองได้ เช่น เรื่องการเข้าถึงหลักสุขภาพที่ C188 กำหนดให้แรงงานประมงได้รับหลักประกันสุขภาพจากรัฐบาล แต่ผู้ประกอบการมองว่าไม่จำเป็น ดังนั้น พ.ร.บ. จึงพูดเพียงกว้าง ๆ ว่าเจ้าของเรือต้องจัดให้แรงงานประมงได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและสวัสดิการต่าง ๆ และต้องรอกฎหมายลูกออกข้อกำหนดต่าง ๆ ต่อไป

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม