พานไหว้ครู : ล้อการเมืองกับพิธีไหว้ครู เปิดกว้างทางความคิด หรือ ผิดกาลเทศะ?

  • 14 มิถุนายน 2019
ภาพประกอบ พานไหว้ครูล้อการเมือง

ภาพใบหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณกับนาฬิกา (ที่ยืมเพื่อนมา) "บัตรเขย่ง" เครื่องคิดเลขคำนวณหาจำนวน ส.ส.พึงมี อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และตาชั่งที่แขนข้างหนึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 250 คน กับอีกข้างหนึ่งเป็นประชาชนทั้งประเทศ ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาพที่คุ้นตาคอการเมืองไทย และไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรถ้าไม่ได้ไปปรากฏอยู่บน "พานไหว้ครู" ของนักเรียนหลายโรงเรียนที่จัดงานวันไหว้ครูอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อวานนี้ (13 มิ.ย. 2562)

หลังจากภาพพานไหว้ครูล้อการเมืองได้รับการเผยแพร่บนเฟซบุ๊กของโรงเรียนมัธยมศึกษาบางแห่ง มีรายงานว่า มีตำรวจเดินทางไปถึงโรงเรียนและขอให้นำภาพออกจากสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งต่อมา พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคำสั่งของทาง ทบ.

วันนี้ (14 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวถาม พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า คิดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังการทำพานล้อการเมืองของเด็ก ๆ หรือไม่ พล.อ. ประวิตรตอบว่า "ก็ต้องมีสินะ เด็กจะไปคิดได้ยังไง"

ส่วนที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ลบรูปดังกล่าวนั้นตนไม่ทราบยังไม่ได้รับรายงาน

สำนักข่าวประชาไท รวบรวมรายชื่อโรงเรียนที่มีการพานไหว้ครูล้อการเมือง ดังนี้

  • โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย จ.หนองคาย ทำพานไหว้ครูเป็นรูปตาชั่ง สื่อความหมายว่า ส.ว.250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีน้ำหนักมากกว่าประชาชน "หลายล้านเสียง"
  • โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทำพานเป็นรูปรถถัง นาฬิกายืมเพื่อน เรือดำน้ำ และหีบเลือกตั้ง
  • โรงเรียนหอวัง กรุงเทพฯ ทำพานไหว้ครูเป็นรูปสามนิ้ว พร้อมข้อความ #saveThailand
  • โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย ทำพานล้อการเมืองในประเด็น 250 ส.ว. และพานรัฐธรรมนูญ

บีบีซีไทย สัมภาษณ์อาจารย์ 2 คนที่มีความเห็นต่างต่อปรากฏการณ์ "พานไหว้ครู 2019" ด้านหนึ่งมองว่าการนำพานไหว้ครูมาล้อการเมืองเป็นเรื่องที่ "ไม่ถูกกาละเทศะ" ขณะที่อีกด้านมองว่าพานไหว้ครูล้อการเมืองเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะ "ไม่ได้ทำให้คุณค่าของพานไหว้ครูเปลี่ยนไป"

ไม่เห็นด้วย : ดร.เสรี วงษ์มณฑา อดีตคณบดี คณะวารสารศาสตร์ มธ.

"ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ไม่ถูกกาลเทศะ"

ดร. เสรี วงษ์มณฑา นักการตลาดและอดีตคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยถึงปรากฏการณ์พานไหว้ครูปีนี้ว่า การใช้พานไหว้ครูเพื่อแสดงออกทางความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต่างไปจากพานไหว้ครูในรูปแบบเดิม ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกกาลเทศะ

"พี่เคยโดนตั้งแต่สมัยที่สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีกระด้งใส่เต่ามา โรยดอกมะลิโดยรอบ มีหนังสือตำราเผาขอบให้ไหม้ แล้วก็กรงมาครอบ มีมาแล้วเมื่อ 30 ปีที่แล้ว"

ดร.เสรี ไม่ได้อธิบายความหมายของกระด้งใส่เต่า หรือ ตำราเผาขอบที่นักศึกษามอบให้ในวันไหว้ครู แต่บอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการจัดพานไหว้ครูในลักษณะนั้น รวมถึงพานไหว้ครูล้อการเมืองในปีนี้เพราะว่า ทุกสิ่งในพานไหว้ครูล้วนมีความหมายแฝงอันลึกซึ้ง ทั้งดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย ดอกมะเขือ ดอกเข็มและข้าวตอก

ข้าวตอก คือข้าวที่แตกแล้วฟูขึ้นมา เหมือนสติปัญญาที่แตกฉาน ดอกเข็มคือสติปัญญาแหลมคม มะเขือเวลามีลูกกิ่งของมันจะโน้มลงมา แสดงถึงความอ่อนน้อม หญ้าแพรกมันแตกอย่างรวดเร็ว โตเร็ว ดอกบานไม่รู้โรยคือความไม่โรยรา ดร.เสรีเตือนความจำ

"เขาใช้ดอกไม้ต่าง ๆ เหล่านี้ทำอย่างมีความหมาย ไม่ใช่คิดจะทำอะไรก็ทำ เพื่อจะมาล้อเลียนการเมืองในวันไหว้ครู มันใช่เวลาไหม"

เห็นด้วย : ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

"พานไหว้ครูจะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อสามารถสื่อสารกับผู้ใหญ่ได้"

Image copyright ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล
คำบรรยายภาพ ผศ. อรรถพล เชื่อว่าผู้ใหญ่ควรยอมรับในความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ

ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า นักเรียนก็เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย จึงต้องการพื้นที่ในการส่งเสียงและสื่อสารกับผู้ใหญ่ ซึ่งโดยปกติพานไหว้ครูก็เป็นพื้นที่ให้นักเรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์อยู่แล้ว โดยในปีนี้พานไหว้ครูลักษณะล้อการเมืองเกิดขึ้นในหลายโรงเรียนจึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ

"ถ้าอารมณ์ขันในพานไหว้ครูแค่นี้ยังเข้าใจไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ คนที่ไม่มีวุฒิภาวะน่ะ คือ ผู้ใหญ่ที่ออกมาแสดงอำนาจครับ ปีก่อน ๆ มีเด็ก ๆ ทำพานเป็นหม้อสุกี้ เป็นตะกร้าผัก ชื่นชมกันว่าน่าเอ็นดู มีความคิดสร้างสรรค์ แต่พอปีนี้มีประเด็นที่สะท้อนสิ่งที่พวกเขาเห็น และเรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้ใหญ่เข้าหน่อย ไฉนต้องเต้นกัน เด็ก ๆ เขารู้ เขาเห็น เขาเข้าใจ เขามีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง และต้องการพื้นที่สื่อสารกับผู้ใหญ่ การที่ผู้ใหญ่ออกมาเต้น มาเคลื่อนไหว ยิ่งเปิดเผยให้เห็นนะครับ ว่ายอมรับความจริงไม่ได้"

เขายังสะท้อนมุมมองว่า พานไหว้ครูจะมีคุณค่าและความหมายก็ต่อเมื่อสามารถสื่อสารกับผู้ใหญ่ได้ ซึ่งไม่ควรจะมีแค่ความหมายเดียวหรือรูปแบบเดียว

ในความเข้าใจของ ผศ.อรรถพล เจตนารมณ์หนึ่งของการจัดพานไหว้ครูคือการเปิดโอกาสให้นักเรียนบอกครูว่าพวกเขามองครูอย่างไร เคารพครูเพียงใด แต่หากจะมีความหมายเพิ่มเติมเข้าไป ก็มองว่าเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่พึงรับฟัง

"คุณค่าของพานไหว้ครูมันไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก เพราะเด็กเขาก็ทำด้วยความตั้งใจ ถ้าเขาไม่ทำด้วยความตั้งใจมันไม่ถูกออกมาอย่างรอบคอบแบบนี้ เขาก็ยังตั้งใจทำพานอยู่ พิธีกรรมมันงดงามก็เพราะมันเกิดจากความตั้งใจ"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม