อาเซียน : เปิด 3 ประเด็นร้อนที่รอผู้นำ 10 ชาติ ถกที่กรุงเทพฯ สุดสัปดาห์นี้

  • 21 มิถุนายน 2019
ประชุมสุดยอดอาเซียน ไทย Image copyright EPA

ผู้นำ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนจะพบปะกันในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 34 ระหว่าง 22-23 มิ.ย. 2562 ที่กรุงเทพฯ ด้วยวาระร้อนที่ยังหาข้อสรุปได้ไม่ชัดเจนนัก 3 เรื่องใหญ่คือ ปัญหาวิกฤตการณ์ในรัฐยะไข่ของเมียนมา แนวคิดเรื่องยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก และ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP)

แม้ว่า อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พยายามทำตัวเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่ผู้นำอาเซียนซึ่งไม่ได้พบกับผู้แทนภาคประชาชนเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกันมาแล้ว ก็จะยังไม่มีโอกาสได้พบกับภาคประชาชนอีกในการประชุมสุดยอดที่กรุงเทพฯ คราวนี้ เนื่องจากภาคประชาชนยังไม่สามารถจัดประชุมกันเองได้ทันเวลาก่อนการประชุมสุดยอด

เจ้าหน้าที่อาเซียนบอกว่า ภาคประชาชนได้เลื่อนการประชุมจากกลางเดือนมิถุนายนไปเป็นเดือนกันยายน จึงไม่อาจจะทำข้อเสนอได้ทันเวลา

ตำรวจ 1 หมื่นนาย

ในสุดสัปดาห์นี้ ผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ชาติมีกำหนดพบปะกันที่ ดิ แอทธินี โฮเทล ถนนวิทยุ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมากถึง 10,000 นาย โดยเจ้าหน้าที่จะปิดการจราจรระหว่าง ถ.วิทยุ จากแยกเพลินจิตถึง ถ.สารสิน ระหว่าง 06.00-18.00 น. ของทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ที่จะถึงนี้

โรฮิงญา เรื่องร้อนข้ามปี

Image copyright STR/epa
คำบรรยายภาพ โรฮิงญายังคงเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ ที่ผู้นำชาติอาเซียนต้องหาทางออกร่วมกัน

ซายิด อาลัม ประธานสมาคมชาวโรฮิงญาในประเทศไทย บอกกับบีบีซีไทยว่า พวกเขาต้องการยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้นำอาเซียนขอมีส่วนร่วมกับกระบวนการในการส่งชาวโรฮิงญาจากบังคลาเทศกลับไปรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา แต่ไม่สามารถหาช่องทางการสื่อสารความต้องการไปถึงผู้นำอาเซียนได้

"พวกเราไม่กล้าออกไปยื่นจดหมาย เพราะกลัวตำรวจจับส่งกลับประเทศเมียนมา" ซายิด กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

สุริยา จินดาวงษ์ อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า อาเซียนให้ความสำคัญกับปัญหาในรัฐยะไข่และมีมติในการส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในการสนับสนุนและช่วยเมียนมาในด้านความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม การส่งกลับผู้อพยพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนในรัฐยะไข่ แต่ยังไม่ชัดว่าผู้นำชาติใดจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ

"บอกไม่ได้ว่าผู้นำจะหยิบยกปัญหานี้ขึ้นหารือหรือไม่ ไทยในฐานะเจ้าภาพก็พร้อมที่จะให้มีการหารือในประเด็นที่ผู้นำอาเซียนสนใจ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกใจของประเทศเจ้าของเรื่องด้วย" สุริยากล่าว

อย่างไรก็ตามอธิบดีกรมอาเซียนได้บอกด้วยว่า กลุ่มอาเซียนได้เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขวิกฤตการณ์ในรัฐยะไข่มาระยะหนึ่งแล้ว โดย นายลิม จ๊อก ฮอย เลขาธิการอาเซียนพร้อมด้วยทีมประเมินสถานการณ์เบื้องต้นจาก ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance on Disaster Management (AHA Centre) ได้เข้าไปเยือนรัฐยะไข่ ประสานงานกับทางการเมียนมาแล้วหลายครั้งระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึง พฤษภาคมปีนี้ ขณะนี้ทำรายงานเบื้องต้นเวียนให้รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนได้พิจารณาแล้ว และกำลังรอความเห็นจากรัฐมนตรีหรือผู้นำว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 ที่กรุงเทพฯ ใช้กำลังตำรวจดูแลความปลอดภัยกว่า 10,000 นาย

นักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกและนักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กล่าวว่า รายงานดังกล่าวยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ว่าด้วยแผนการการส่งกลับผู้อพยพจำนวน 500,000 คน ภายในเวลา 2 ปี ดูเหมือนจะไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของสถานการณ์ที่เป็นจริงและขีดความสามารถในการดำเนินการของทั้งเมียนมาและบังกลาเทศ

สหประชาชาติประเมินว่า มีผู้อพยพจากรัฐยะไข่อาศัยอยู่ที่พักพิงบริเวณชายแดนบังกลาเทศประมาณ 900,000 คน ในจำนวนนั้น 740,000 คน หนีเหตุการณ์ความรุนแรงและ "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" จากรัฐยะไข่ช่วงเดือนสิงหาคม 2560 หลายพันคนเสียชีวิตและอีกจำนวนมากเผชิญหน้ากับความทรมาน บ้านเรือนถูกเผาทำลาย ผู้หญิงโดนข่มขืนและคนจำนวนหนึ่งถูกสังหารหมู่ ระหว่างการอพยพหนีตาย มีกระแสเรียกร้องจากนานาชาติให้นำนายทหารผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

รัฐบาลเมียนมาและบังคลาเทศตกลงกันเมื่อปลายปี 2560 ว่าจะส่งกลับผู้อพยพไปรัฐยะไข่ แต่การดำเนินการส่งกลับชุดแรก 2,000 คนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะชาวโรฮิงญาไม่ยอมกลับ ด้วยเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยและไม่ได้รับการต้อนรับเนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีสัญชาติเมียนมา

"ไม่มีใครอยากจะกลับไปเมียนมาหรอกเพราะกลับไปอาจจะตายหรือไม่ก็โดนจับอีก" ซายิด อาลัม กล่าว

เขตการค้าเสรี RCEP

Image copyright AFP

ข้อเสนอเขตการค้าเสรี 16 ประเทศ ในชื่อ The Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) หรือ ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เป็นเรื่องที่ผู้นำอาเซียน 10 ชาติต้องเร่งพิจารณาผลักดันให้บรรลุข้อตกลงภายใต้การเป็นประธานของไทยในปีนี้ให้ได้ แต่ดูเหมือนว่า แผนการนี้ของอาเซียนจะเป็นไปได้ยาก

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กลุ่มอาเซียนและสมาชิกอีก 6 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ต้องเจรจาความตกลงซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 20 บทให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ แต่ในความเป็นจริง เพิ่งทำกันไปได้แค่ 7 บท ก็ยังไม่แน่นักว่าอีก 13 บทที่เหลือจะทำกันได้เสร็จทันเวลาหรือไม่

แท้จริงแล้ว 7 ข้อบทตกลงกันได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แล้วเกิดอะไรขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของไทย

Image copyright AFP

อรมนชี้แจงว่า ความล่าช้าเกิดเพราะในปีนี้การเลือกตั้งและการเปลี่ยนรัฐบาลในหลายประเทศ ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลียและไทย ทำให้สมาชิกต่างรอคอยท่าทีของรัฐบาลใหม่ ที่ทำกันไปได้จริง ๆ ในข้อบทย่อยคือเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าเท่านั้น

"ถ้าปีนี้ลงนามอะไรกันไม่ได้จริง ๆ เราคงจะต้องไปลงกันในปีหน้า แต่ก็หวังว่าเราจะบรรลุข้อตกลงในเรื่องสำคัญ ๆ ได้ภายในปีนี้" อรมนกล่าว และเสริมว่า การประชุมสุดยอดในกรุงเทพฯ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ผู้นำอาเซียนคงทำได้แค่พยายามจะผลักดันให้มีความคืบหน้า เพราะปัญหาจริง ๆ ส่วนหนึ่งมาจากประเทศนอกกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะอินเดียและจีน ไม่มีพื้นฐานของการทำความตกลงการค้าเสรีกันเลย ทำให้การเจรจาในส่วนนั้นค่อนข้างล่าช้าและยากลำบากในการบรรลุข้อตกลง

แนวคิดยุทธศาสตร์ภูมิภาคฉบับใหม่

Image copyright Reuters

ตามกำหนดการเดิม ผู้นำอาเซียนจะต้องให้การรับรอง Asean Indo-Pacific Outlook ในการประชุมที่กรุงเทพฯ เอกสารสำคัญนี้เสนอโดยอินโดนีเซียตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อให้อาเซียนมีวิสัยทัศน์ร่วมกันต่อความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียและและมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อรับกับสถานการณ์ที่ 2 ประเทศมหาอำนาจ คือ สหรัฐฯ และจีน กำลังแข่งขันกันสร้างอิทธิพลทั้งทางการเมือง การทหารและเศรษฐกิจ แต่ปัญหาคือ กลุ่มอาเซียนยังหาฉันทามติไม่ได้ว่า จะแสดงบทบาทอย่างไรดี จึงจะสามารถรักษาความเป็นศูนย์กลาง (centrality) เอาไว้ได้ เพราะข้อเท็จจริงคือ จีนมีอิทธิพลมากโดยเฉพาะประเทศในแผ่นดินใหญ่ คือ ลาว กัมพูชา เมียนมา และ ไทย ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งพยายามจะหนีไปจากอิทธิพลของจีนแต่ก็ลังเลที่จะเข้าไปอยู่ในปีกของสหรัฐฯ

อธิบดีสุริยา แห่งกรมอาเซียน บอกว่า คำว่า "Outlook" ซึ่งแปลว่า ทัศนียภาพ ถูกนำมาใช้แทนคำว่า "Vision" ที่แปลว่า วิสัยทัศน์ เพื่อให้สามารถเกื้อกูลแนวคิดอื่น ๆ ที่อาจจะมีมาในภายหลัง

Image copyright EPA

"ความจริงอาเซียนคิดเรื่องนี้มาตลอด เรารู้แล้วว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไร แต่เราก็พยายามรับมือเรื่องนี้โดยยึดหลักการสำคัญบางอย่าง เช่น การมีส่วนร่วม (inclusivity) การเป็นแกนกลาง (centrality) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการทั้งหมดในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือ (Treaty of Amity and Cooperation - TAC)" สุริยา กล่าว

สุริยา เสริมอีกว่า อาเซียนเป็นกลุ่มที่เน้นการปฏิบัติ ประเด็นสำคัญตอนนี้คือจะต้องหาทางเชื่อมโยงทั้งสองมหาสมุทรให้ได้ประโยชน์กันทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นอาเซียนจะต้องคำนึงถึงการเชื่อมโยง (connectivity) และการพัฒนาที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวที่ว่า สิงคโปร์ต้องการให้เลื่อนการรับรองเอกสารนี้ออกไปก่อน ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากประเทศไทยที่เป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีข่าวเช่นกันว่า กำลังหาทางไกล่เกลี่ยให้ เอกสารนี้ผ่านการรับรองออกมาได้ เพื่อเป็นผลงานจากการประชุม เพราะในความเป็นจริงเอกสารดังกล่าวก็ไม่ได้มีภาระผูกพันกับประเทศสมาชิกมากมายนักอยู่แล้ว