LGBT : มองมุมต่าง “เดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ”

  • 23 มิถุนายน 2019
คนหลากหลายทางเพศ Image copyright NurPhoto via Getty Images

28 มิ.ย. 2019 เป็นวันครบรอบ 50 ปี เหตุความรุนแรงต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศที่คลับเกย์ "สโตนวอลล์อินน์" กลางกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมกันของผู้มีความหลากหลายทางเพศ นับแต่นั้นมาเดือน มิ.ย. ของทุกปีก็ได้รับการกำหนดให้เป็น "เดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ" หรือ Pride Month

ภาพที่หลายคนคุ้นตาในช่วง Pride Month คือ ธงสีรุ้ง การเดินขบวนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ (lesbian, gay, bisexual, transgender, queer) เพื่อเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียม รวมถึงเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งการแสดงความเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับสีสันฉูดฉาด

50 ปีผ่านไป เริ่มมีหลายคนตั้งคำถามว่าการเฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศยังเป็นไปเพื่อขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ หรือเป็นเพียงกิจกรรมที่กลุ่ม LGBTQ+ มารวมตัวกันแต่งตัว เต้นรำ และดื่มกิน เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น

บางคนตั้งคำถามไปไกลอีกขั้นหนึ่งว่า หรือกิจกรรมนี้จะยิ่งเป็นการตอกย้ำความแตกต่างของผู้มีความหลากหลายทางเพศ

กำเนิด Pride Month

ทศวรรษที่ 1960 เกย์ เลสเบี้ยน หรือคนที่แต่งกายและแสดงออกไม่ตรงกับเพศกำเนิดยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม รวมทั้งในประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "เสรี" อย่างสหรัฐฯ พวกเขาและเธอถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจหลากหลายรูปแบบ เหตุการณ์ที่เหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 1969 ที่คลับเกย์ "สโตนวอลล์อินน์" ในกรุงนิวยอร์ค มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ที่แต่งกายไม่ตรงกับเพศกำเนิด จนนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันด้วยความรุนแรงระหว่างตำรวจกับกลุ่ม LGBTQ+ ที่แสดงความไม่พอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เป็นธรรมและไม่เคารพสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เหตุการณ์นั้นปลุกกระแสการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มความหลากหลายทางเพศในหลายประเทศ

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ เหตุการณ์ที่คลับเกย์ "สโตนวอลล์อินน์" ในกรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐฯ ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเฉลิมฉลอง 50 ปีของเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ

หลังจากนั้น เดือน มิ.ย. ของทุกปีจึงได้มีการรำลึกเหตุการณ์ที่สโตนวอลล์อินน์ และเรียกเดือนนี้ว่า Pride Month

หลายปีที่ผ่านมา กระแส "pride" หรือความภาคภูมิใจในตัวเองของชาว LGBTQ+ ขยายตัวไปทั่วโลก กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้าร่วมกิจกรรมคับคั่ง สื่อสังคมออนไลน์ในเดือน มิ.ย. มักท่วมท้นไปด้วยแฮชแท็กสนับสนุนสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เช่น #LoveisLove #BeTrue #LoveWins เป็นต้น คนรุ่นใหม่กล้าแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้นและสังคมเปิดรับกลุ่ม LGBTQ+ มากกว่าในอดีต

ความเห็นต่าง

ขณะที่การเฉลิมฉลอง Pride Month ดำเนินไปปีแล้วปีเล่า กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลับไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและตั้งคำถามกับการเฉลิมฉลองนี้

ต่อไปนี้คือความคิดเห็นบางส่วนของคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งให้ความเห็นกับบีบีซีไทยโดยไม่ขอเปิดเผยชื่อ

Image copyright NurPhoto via Getty Images
คำบรรยายภาพ กลุ่มคนหลากหลายทางเพศร่วมขบวนพาเหรดที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ เมื่อ 8 มิ.ย. 2019

"เราไม่ได้คัดค้านการจัดงาน แต่รู้สึกเฉย ๆ มากกว่า มองว่าการจัดงานเหมือนย้ำว่าเรามองตัวเองว่าไม่เท่ากับเพศชายหญิง และบางทีรู้สึกว่าไม่ต้อง come out (เปิดเผยตัวตน) ก็ได้เพราะถ้าเรามองมันเป็นเรื่องปกติเราก็จะไม่ต้องออกมาเปิดตัว"

"การจัดงาน Pride มีความครึกครื้น ฉูดฉาดจนบางครั้งทำให้เราซึ่งเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออกรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน"

"ไม่เห็นด้วยกับการตีกรอบว่าตัวเองเป็น LGBTQ+ แต่แรกอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าคำว่าเพศมันไม่สามารถจำกัดความและไม่ได้บ่งบอกคุณค่าของการเป็นมนุษย์"

นอกจากนี้ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ยังมีการแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ด้วย เช่น ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @faithfai โพสต์ว่าไม่ควรมี Pride Month, Parades หรือการรณรงค์รวมกลุ่มอะไรต่าง ๆ นานาเลย ควรปฏิบัติกับ LGBTQ เหมือนกับคนปกติ

@cateblanchetjay บอกว่า LGBT ไม่ได้อยากมี pride month ไม่ได้อยากรู้สึกแตกต่าง และไม่ต้องต่อสู้เรียกร้องถ้าคนรู้จักให้เกียรติ

ในไทยมีกิจกรรมเฉลิมฉลองสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศมาอย่างต่อเนื่อง แต่มักเป็นงานเล็กๆ ในพื้นที่เฉพาะเช่น คลับ บาร์ในเมืองท่องเที่ยวเท่านั้น

ที่น่าสนใจคือเดือนที่กลุ่ม LGBTQ+ ในไทยมักจัดกิจกรรมในเดือน ก.พ. เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ 21 ก.พ. 2009 ซึ่งเป็นวันที่ "Chiangmai Pride" งานพาเหรดของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศใน จ.เชียงใหม่ ถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่บางส่วนที่มองว่ากิจกรรมของกลุ่ม LGBTQ+ ไม่เหมาะสม ไม่เรียบร้อยและทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงาม จนงานต้องยุติลง

เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ได้มีการรื้อฟื้นกิจกรรมขบวนพาเหรดของผู้มีความหลากหลายทางเพศขึ้นอีกครั้งที่ จ.เชียงใหม่ ขณะที่พัทยา จ.ชลบุรี ได้มีการจัดงาน Pattaya Pride Rainbow Festival มาต่อเนื่องหลายปี

ทำไม LGBTQ+ ส่วนหนึ่งถึง "ไม่อิน"

คณาสิต พ่วงอำไพ หัวหน้าคณะทำงานกลุ่มความหลากหลายทางเพศ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การที่ LGBTQ+ บางส่วนในสังคมไทยตั้งคำถามกับการเฉลิมฉลอง Pride Month นั้นอาจเป็นเพราะสังคมไทยไม่เคยเกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ประกอบกับแนวคิด ความเชื่อของคนไทยรวมถึงกลุ่ม LGBTQ+ ได้รับการหล่อหลอมมาให้อยู่กันด้วยความรอมชอม การถ่อมตนและนิ่งเงียบ ทำให้การส่งเสียงเรียกร้องต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพยังไม่เข้มข้นเหมือนประเทศอื่น ๆ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ LGBTQ+ ในไทยบางส่วนไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ

"Pride เป็นการแสดงออกถึงการต่อสู้ของกลุ่ม LGBTQ+ ว่ากว่าที่พวกเขาจะมีทุกวันนี้ต้องผ่านอะไรมามาก"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ขบวนพาเหรดรณรงค์สนับสนุนกฏหมายแต่งงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศเกิดขึ้นหลายครั้งในห้วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

คณาสิตเห็นว่า การจัดกิจกรรมในเดือน Pride Month ควรจะต้องมีต่อไปเพราะทุกวันนี้ยังคงมีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากอัตลักษณ์เรื่องเพศอยู่ และการต่อสู้เรียกร้องสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศจะต้องเดินหน้าต่อ "จนกว่า LGBTQ+ ทุกคนจะสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าพวกเขาเป็นแบบนี้และเป็นเรื่องปกติในสังคม"

Pride Month ตอกย้ำความแตกต่างหรือไม่

"วันหนึ่งเราก็อยากให้คนไม่รู้สึกอะไรกับ Pride Month เลย จะมีหรือไม่มีก็ไม่รู้สึกแตกต่าง เพราะคนเห็นความหลากหลายเป็นเรื่องปกติสามัญ นั่นคือเป้าหมายสูงสุด"

นาดา ไชยจิตต์ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนพื่อกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ให้ความเห็น

นาดาเป็นที่รู้จักจากการต่อสู้เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยพะเยาอนุญาตให้เธอแต่งชุดนิสิตหญิงเข้าพิธีรับปริญญาบัตรเมื่อ 2 ปีก่อน และใช้รูปนิสิตหญิงติดในทรานสคริปต์ ซึ่งเป็นการแต่งกายที่ไม่ตรงเพศกำเนิด ซึ่งมหาวิทยาลัยก็อนุญาตในที่สุด

นาดากล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดเผยตัวตนเป็นเครื่องมือที่สำคัญของกลุ่มความหลากหลายทางเพศในการต่อสู้กับอคติและการตีตรา ซึ่งแต่ละคนก็จะมีการแสดงออกที่แตกต่างกันไป แต่การที่บางคนมองว่า LGBTQ+ เป็น "ตัวประหลาด" ก็เพราะเขาถูกสังคมหล่อหลอมมาให้คิดเช่นนั้น

เปลี่ยน "ภาพจำ" ของเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ

คณาสิต แห่งพรรคอนาคตใหม่กล่าวว่า สังคมมักจะคุ้นตากับภาพของกลุ่ม LGBTQ+ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเครื่องประดับสีฉูดฉาด ชุดอลังการ โชว์ลิปซิงค์อย่างสนุกสนาน หรือแสดงออกอย่างเปิดเผยในงาน Pride Month เพราะพวกเขาได้รับแนวคิดและวัฒนธรรมเหล่านั้นมาจากตะวันตก ทำให้กิจกรรมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศมีเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นที่สนใจและได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งบางครั้งส่งอาจสร้างภาพจำบางอย่างต่อสังคม ส่งผลให้ LGBTQ+ หลายคนที่ไม่ได้มีบุคลิกลักษณะการแสดงออกเช่นนั้นรู้สึกว่าพวกเขา "ไม่เข้าพวกและไม่ถูกมองเห็น"

Image copyright Barcroft Media via getty Images
คำบรรยายภาพ พาเหรดกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ที่ประเทศอินเดีย

"คนส่วนใหญ่มองงาน Pride Month ในแบบที่มีการร้องเล่นเต้นรำ มีโชว์เท่นั้น จึงต้องเพิ่มกิจกรรมอื่น ๆ ขึ้นมา มีพื้นที่การแสดงออกที่หลากหลายให้ครอบคลุมมากขึ้นเพราะแต่ละคนย่อมมีการแสดงออกที่ต่างกันไป เช่น การจัดเวทีเสวนา แข่งขันกีฬา หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่สามารถโอบรับทุกคนเอาไว้ได้ เพื่อให้ขบวนการขยายและเติบโตมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและสร้างความเสมอภาคทางเพศได้" คณาสิตเสนอ

นาดาเห็นด้วยว่า การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่จำเป็นต้องเป็นไปในลักษณะจัดจ้าน ฉูดฉาด เพื่อดึงดูดความสนใจเพียงอย่างเดียว

"เราเรียบง่ายมากเลย ไม่ได้ใส่ชุดสีรุ้งหรือใส่กระโปรงยาวหลายเมตร ไม่แม้กระทั่งแต่งหน้าทาปาก แต่เราไปยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ได้สนว่าใครจะมองเห็นเราไหม แต่สำคัญที่เราอยู่ที่นั่น แค่คุณเห็นตัวเองว่าคุณเป็นใครก็พอแล้ว"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม