คำสั่ง คสช. : ภาคประชาชนชี้สถานการณ์ด้านสิทธิและสิ่งแวดล้อมยังน่าห่วง แม้ยกเลิกคำสั่ง-ประกาศ คสช.

  • 11 กรกฎาคม 2019
ประยุทธ์ จันทร์โอชา Image copyright BBCThai

เหตุผลสำคัญของการยกเลิกคำสั่งและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคำสั่งหัวหน้า คสช. รวดเดียวอย่างน้อย 66 ฉบับตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 ก.ค. คือ "ขณะนี้การดำเนินการตามประกาศและคำสั่งบางฉบับได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่มุ่งหมายไว้แล้ว"

การโละประกาศ-คำสั่ง คสช.และหัวหน้า คสช. ล็อตใหญ่อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าบรรยากาศทางการเมืองผ่อนคลายลงหรือมีเสรีภาพมากขึ้น แต่สำหรับนักกฎหมายสิ่งแวดล้อมและนักสิทธิมนุษยชน สถานการณ์หลังจากนี้ยังคงน่าห่วง อาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเนื้อหาของประกาศ-คำสั่งเหล่านี้ โดยเฉพาะส่วนที่กระทบต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิชุมชนได้ "แปรรูป" ไปเป็นกฎหมายและนโยบายของภาครัฐเรียบร้อยแล้ว ขณะที่อีกหลายฉบับซึ่งเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ยังมีผลบังคับใช้

กี่ฉบับที่ถูกยกเลิก

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเคยให้สัมภาษณ์ว่า ประกาศและคำสั่ง คสช. มีทั้งสิ้น 456 ฉบับ โดย 246 ฉบับถูกยกเลิกไปแล้วหรือสิ้นผลโดยอัตโนมัติหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ

อีกส่วนหนึ่งถูกยกเลิกตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 เรื่อง การยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. บางฉบับที่หมดความจำเป็น ซึ่งมีอย่างน้อย 66 ฉบับ ได้แก่

  • ประกาศหัวหน้า คสช. 28 ฉบับ
  • คำสั่ง คสช. 29 ฉบับ
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. 4 ฉบับ
  • ประกาศ คสช. 4 ฉบับ และคำสั่งหัวหน้า คสช. 1 ฉบับ ที่เกี่ยวกับการกำหนดให้คดีอยู่ในอำนาจของศาลทหาร พร้อมกำหนดให้การกระทำความผิดตามประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.ไม่ว่ากระทำก่อนหรือหลังคำสั่งนี้ใช้บังคับ ให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคดีที่อยู่ในชั้นศาลทหาร ให้โอนคดีไปยังศาลยุติธรรม
Image copyright BBCThai

กี่ฉบับที่ยังอยู่

ฮิวแมนไรท์วอทช์และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ระบุตรงกันว่า หากอ้างอิงจากสิ่งที่นายวิษณุเคยให้สัมภาษณ์เมื่อเดือน พ.ค. 2562 ว่าคำสั่ง-ประกาศ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช. มีทั้งหมด 456 ฉบับ โดย 246 ฉบับยกเลิกหรือสิ้นผลโดยอัตโนมัติหลังเสร็จสิ้นภารกิจ และอีก 66 ฉบับถูกยกเลิกตามคำสั่งหัวหน้า คสช. 9/2562 นั่นหมายถึงว่ายังมี คำสั่ง-ประกาศ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช.เหลืออยู่อีก 144 ฉบับ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ไปถึงรัฐบาลหน้า จนกว่ารัฐสภาจะเปลี่ยนประกาศ-คำสั่งเหล่านี้ไปเป็นพระราชบัญญัติหรือลงมติให้ยกเลิก

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ระบุว่าในจำนวน 144 ฉบับที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่นี้ มีประกาศ-คำสั่งคสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ภาคประชาชนอยากให้ยกเลิกอยู่อีก 20 ฉบับ เช่น

  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารค้น จับกุม กักตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน และมีอำนาจในการร่วมสอบสวนพร้อมกับตำรวจ
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชนและมาตรการคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง เช่น คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2559 และ 4/2559 ที่ให้ยกเว้นกฎหมายผังเมืองและผังเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานกำจัดขยะ เป็นต้น

ไอลอว์ระบุด้วยว่า "บรรดาประกาศ-คำสั่งคสช. และคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ยังไม่ถูกยกเลิกจะได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ในมาตรา 279 ให้คำสั่งดังกล่าวมีสถานะเทียบเท่ากฎหมายและมีผลบังคับใช้ต่อไป"

"ยังดีใจไม่ได้"

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์ แสดงความกังวลต่อการที่คนในสังคมบางส่วน รวมถึงคนในองค์กรภาคประชาชนเองที่ "ดีใจ" หรือ "โล่งใจ" กับการยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช.ชุดใหญ่เมื่อวันที่ 9 ก.ค.

"เรายังดีใจไม่ได้ เพราะมีคำสั่ง-ประกาศอีกหลายฉบับที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ และคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลก็อาจถูกเล่นงานด้วยการใช้อำนาจตามคำสั่งเหล่านี้ การเรียกคนไปรายงานตัวยังอาจเกิดขึ้นได้ และคนที่ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ยังบังคับใช้อยู่ ก็จะโดนดำเนินคดีทางอาญา" นายสุณัยกล่าวกับบีบีซีไทย

Image copyright BBCThai
คำบรรยายภาพ ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์เชื่อว่าการปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจะยังคงมีอยู่ต่อไปแม้ว่าคำสั่งและประกาศ คสช.จำนวนหนึ่งจะถูกยกเลิกไปแล้ว

คำสั่งที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ที่สุณัยเห็นว่าเป็นอันตรายต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากที่สุด คือ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 และคำสั่ง-ประกาศ คสช. อีกอย่างน้อย 3 ฉบับที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เรียกบุคคลไปรายงานตัว

"คำสั่งและประกาศเหล่านี้ให้อำนาจทหารในการคุมตัวพลเรือนเอาไปไว้ในค่ายทหารได้โดยที่ไม่ต้องแจ้งข้อหา คือเป็นการให้อำนาจในการจับกุมโดยพลการ อีกทั้งยังห้ามพบญาติและทนาย ซึ่งเป็นอำนาจที่ละเมิดทั้งหลักสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้วางไว้" นายสุณัยระบุ

เขาวิเคราะห์ว่าการคงคำสั่งและประกาศที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐเรียกคนไปรายงานตัวหรือควบคุมตัวโดยไม่ต้องแจ้งข้อหานั้นสะท้อนว่า "รัฐบาลประยุทธ์ 2 กลัวว่าจะมีการคัดค้านต่อต้าน"

น่ากลัวยิ่งกว่าประกาศและคำสั่ง คสช. คือกฎหมายและนโยบาย

สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมมองว่า การยกเลิกคำสั่งและประกาศ ของ คสช. อาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรมาก เป็นเพียงการ "ยกเลิกทางเทคนิค" เพราะเนื้อหาและอำนาจต่าง ๆ ได้ถูก "แปรรูป" ไปเป็นกฎหมายและนโยบายหมดแล้ว

"ในช่วงระหว่าง 5 ปีกว่าของ คสช. มันไม่ได้มีแค่เรื่องคำสั่ง-ประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.เท่านั้น แต่ยังมีนโยบายหลายเรื่องที่เขาผลักดัน รวมถึงกฎหมายต่าง ๆ ที่ผ่านโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นปัญหา ทั้งที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรและการลดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและชุมชน เช่น พ.ร.บ.แร่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.โรงงาน รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของชุมชน" นายสุรชัยกล่าว

นอกจากนี้การยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. ยังไม่ได้ "ยกเลิกผลพวง" ของการบังคับใช้คำสั่ง-ประกาศเหล่านั้น เขายกตัวอย่าง การดำเนินคดีและการที่ชาวบ้านถูกตัดสินจำคุกจากการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรจากป่า ซึ่งเป็นผลจากคำสั่ง คสช.ที่ 64 และ 66/2557 เรื่องการปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้

นายสุรชัยกล่าวว่า แม้คำสั่งทั้ง 2 ฉบับจะยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ได้มีการประกาศใช้แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "แผนทวงคืนผืนป่า" ซึ่งให้อำนาจทหารจาก กอ.รมน. เข้าไปร่วมจัดการป่าไม้ด้วย

"บางคำสั่งที่ถูกยกเลิกไปก็อาจจะดี เช่น เรื่องที่ไม่ต้องขึ้นศาลทหาร แต่ถ้าพูดถึงคำสั่งและประกาศที่เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน ผมคิดว่าการยกเลิกหรือไม่ยกเลิกแทบไม่มีผลอะไรกับชุมชน เพราะคำสั่งเหล่านั้นได้สร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นแล้ว ชาวบ้านถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและถูกพิพากษาจำคุกเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา และปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติตามนโยบายจัดการป่าไม้ที่กำหนดโดย คสช. ก็จะยังคงมีต่อไป" นายสุรชัยให้ความเห็น

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBCThai
คำบรรยายภาพ ชาวบ้านไทรทอง อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เป็นหนึ่งในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง คสช. ที่ 64 และ 66/2557 เรื่องการปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย "ทวงคืนผืนป่า" ที่มีการขับไล่ชุมชนออกจากพื้นที่อนุรักษ์

หนึ่งในคำสั่งที่เลขาฯ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมเห็นว่า "ควรยกเลิก" แต่ยังไม่ได้ยกเลิก คือ คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ซึ่งนายสุรชัยอธิบายว่าเป็นการลดข้อจำกัดทางกฎหมายเรื่องพื้นที่ตั้งโรงงานหรือกิจการที่เกี่ยวข้องการผลิตพลังงานและการจัดการขยะของเสียสิ่งปฏิกูล ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถอนุมัติ-อนุญาตการตั้งโรงงาน โรงไฟฟ้าหรือโรงกำจัดขยะบางประเภทได้โดยไม่ต้องพิจารณาข้อห้ามตามกฎหมายผังเมืองที่วางมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่ไว้

"ปัญหามันไม่ได้มีเฉพาะตัวคำสั่งและประกาศ คสช. แต่ยังมีปัญหาตั้งแต่ตัวนโยบาย กฎหมายจำนวนมากที่ออกในสมัยรัฐบาล คสช. ไปจนถึงรัฐธรรมนูญเลย เช่น มาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญที่ทำให้กระบวนการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนและผ่านหลายหน่วยงานกว่าที่จะไปฟ้องศาลได้ ดังนั้นเราจึงค่อนข้างเห็นด้วยกับข้อเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญและการลบล้างมรดก คสช. โดยมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาทบทวนนโยบายและกฎหมายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล คสช." นายสุรชัยให้ความเห็นทิ้งท้าย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม