ประชุมสภา : เจาะนโยบายเร่งด่วน 12 ข้อ ครม.ประยุทธ์ 2 กับเรื่องร้อนที่รอการแก้ไข

  • 24 กรกฎาคม 2019
อีอีซี Image copyright Thai news pix
คำบรรยายภาพ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี นโยบายที่รัฐบาลกำลังหมายหมั้นปั้นมือ กำลังถูกคัดค้านจากภาคประชาชนใน 3 จังหวัด ในประเด็นการจัดทำร่างผังเมือง ที่เอื้อให้อุตสาหกรรมมากกว่าพื้นที่เกษตร

นโยบายเร่งด่วน 12 ข้อ ที่ได้รับการบรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 25 ก.ค. 2562 ยังมีช่องโหว่และไม่ครอบคลุมในบางเรื่องตามความเห็นของนักวิชาการและภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

ขณะที่วันนี้ (24 ก.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาปกป้องนโยบายรัฐบาล ที่ ถูกฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าเป็นการเขียนแบบกว้าง ๆ และไม่ลงรายละเอียด และแสดงความพร้อมในการชี้แจงต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "นโยบายรัฐบาลไม่เคยลงรายละเอียดแบบนั้น" เพราะรายละเอียดจะอยู่ในแผนบริหารราชการ ส่วนโครงการและงบประมาณก็จะทำให้สอดคล้องกันตามที่ได้มีการหาเสียงไว้

"ลองไปเปิดดูคำว่านโยบายคืออะไร ถ้าเข้าใจคำว่านโยบายมันก็จบ" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค.) จะเป็นครั้งแรกที่ พล.อ. ประยุทธ์ นายกฯ คนที่ 29 สมัย 2 เผชิญหน้ากับฝ่ายค้านในสภา โดย พล.อ. ประยุทธ์จะใช้เวลานำเสนอราว 2 ชม. ขณะที่ฝ่ายค้านได้เวลาอภิปราย 13 ชม. 30 นาที

เอกสารคำแถลงนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความยาว 66 หน้า แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ นโยบายหลัก 12 ด้าน ซึ่งจะเป็นทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้า และนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่องที่ต้องดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาและลดผลกระทบกับประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

บีบีซีไทยสอบถามความเห็นของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญและภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนในประเด็นต่าง ๆ ที่ได้รับการบรรจุไว้นโยบายเร่งด่วน 12 ข้อ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่ายังมีช่องโหว่และไม่ครอบคลุมในหลายประเด็น ดังนี้

Image copyright AFP/Getty Images

นโยบาย 1 : การแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชน

ลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ แก้ปัญหาหนี้สิน ทบทวนรูปแบบและมาตรฐานหาบเร่แผงลอย แก้ปัญหากองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนหมู่บ้านและหนี้นอกระบบ ปรับปรุงระบบภาษีและสินเชื่อ ปรับปรุงระบบที่ดินทำกิน ดูแลประมงพื้นบ้าน

กิตติพัฒน์ สำแดงเดช นายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารและแผงลอยแห่งประเทศไทย

กิตติพัฒน์มองว่า การไล่หาบเร่แผงลอยออกจากพื้นที่เดิมไม่ใช่มาตรการจัดการที่ดีที่สุด เพราะคนจำนวนมากยังบริโภคอาหารริมทาง หากย้ายออกไปจะกระทบทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ดังนั้นรัฐบาลควรจัดพื้นที่ให้ค้าขายได้โดยกำหนดขนาด รูปแบบของร้านค้า รวมทั้งช่วงเวลาการขายให้เป็นระเบียบและยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยเพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้ร้านค้าริมทางของไทย

นโยบาย 2 : การปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

ปรับปรุงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเบี้ยยังชีพ พัฒนาและลดความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสุขภาพ

น.ส. แสงศิริ ตรีมรรคา กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพและเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ

ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพเห็นว่านโยบายนี้เขียนขึ้นโดย "ใช้คำใหญ่ ๆ" โดยไม่ได้บอกวิธีการที่จะแก้ปัญหา นอกจากนี้ หากรัฐบาลยังยึดโยงวิธีคิดที่เป็นเกณฑ์คนจนรายได้ปีละไม่เกิน 1.5 แสนบาทเหมือนเดิม ก็อาจมีกลุ่มคนที่ตกหล่นและเข้าไม่ถึงระบบบริการสุขภาพ

ส่วนปัญหาเรื่องความแออัดหรือการบริการที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น น.ส.แสงศิริเห็นว่า แก้ไขได้ด้วยการจัดระบบมาตรฐานโรงพยาบาลใหม่ มีการกระจายงบประมาณและเพิ่มบุคลากร

"ลดความแออัดทำแบบไหน กล้าจะบอกหรือไม่ว่าจะกระจายหมอไปสู่โรงพยาบาลชนบท" เธอตั้งคำถาม

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

สำหรับเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำสิทธิรักษาพยาบาล 3 ประเภท ได้แก่ สิทธิข้าราชการ บัตรทอง และประกันสังคม ที่ไม่ได้บอกวิธีการไว้นั้น น.ส. แสงศิริชี้ว่า หากจะทำให้โรงพยาบาลไม่รับภาระทางการเงินที่หนักมาก รัฐต้องเพิ่มงบประมาณรายหัวให้มากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ ก็มีความเหลื่อมล้ำของสิทธิบัตรทองที่ได้ปีละ 3,400 บาท แต่สิทธิข้าราชการ 12,000 บาท ต่อปี การเติมเงินเข้าไปในระบบเพื่อให้โรงพยาบาลอยู่ได้ก็ต้องมองเรื่องความเท่าเทียม เช่น การเพิ่มส่วนของบัตรทอง และลดส่วนของข้าราชการที่ไม่จำเป็นลง

นโยบาย 3 : มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ มาตรการรองรับการกีดกันทางการค้า เพิ่มช่องทางการส่งออก ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ส่งเสริม SMEs

ดร. สมยศ โอ่งเคลือบ หัวหน้าภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดร.สมยศให้ความเห็นว่า นอกเหนือจากการสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยตรง รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวควบคู่กันไปด้วย

Image copyright AFP/Getty Images

"ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเที่ยวเองกันเยอะขึ้น จากที่เคยใช้บริการบริษัททัวร์ ภาครัฐต้องหันมาสนับสนุนเรื่องการให้ข้อมูล และระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะต้องรองรับให้นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัย ตั้งแต่การหาข้อมูล การจอง การเดินทาง ตลอดไปจนถึงการพัฒนาระบบชำระเงิน ทั้งรัฐและผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเอง"

โดยปัจจัยที่จะทำให้การท่องเที่ยวสำเร็จได้นั้น ดร.สมยศ มองว่าสิ่งสำคัญคือ การทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน

นโยบาย 4 : การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม

กำหนดเป้าหมายรายได้เกษตรกร ส่งเสริมระบบประกันภัยสินค้าเกษตร ประกันรายได้ ส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา ลด-ละ-เลิก การใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี ศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา-กัญชง

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)

ผอ.ไบโอไทยเห็นว่า นโยบายเรื่องสารเคมีเกษตรมีความเกี่ยวเนื่องกับ "นโยบายอาหารที่ปลอดภัย" และ "สิ่งแวดล้อม" แต่กลับไม่ถูกพูดถึงเลยในนโยบายเร่งด่วน ทั้งที่เป็นเรื่องที่สำคัญ และควรระบุให้ชัดเจนว่ายกเลิกการใช้สารเคมีที่มีความเป็นพิษสูงทันที

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ ปัจจุบันพาราควอต เป็น 1 ใน 3 สารเคมีอันตรายในอุตสาหกรรมการเกษตร ที่ไทยยังไม่ยกเลิกใช้ ส่วนมากใช้กันในไร่อ้อย

ส่วนในเรื่องการส่งเสริมพันธะสัญญานั้น นายวิฑูรย์เห็นว่ายังไม่ชัดเจนว่าทำอย่างไรเกษตรกรถึงจะได้รับความเป็นธรรม แม้ในนโยบายมีการเขียนเพิ่มเติมว่าจะศึกษารูปแบบแบ่งปันผลกำไร แต่ก็เป็นเพียงการศึกษาที่ไม่มีใครรับรองว่าจะถูกนำมาใช้จริง

สำหรับนโยบายการเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และสมุนไพรในทางการแพทย์นั้น นายวิฑูรย์เห็นว่าน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด "เมื่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่สนับสนุนเรื่องนี้ได้เป็นรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงสาธารณสุข การขับเคลื่อนจึงน่าจะเห็นผลชัดเจน แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด"

นโยบาย 5 : การยกระดับศักยภาพของแรงงาน

ยกระดับรายได้ค่าแรงแรกเข้า ปรับปรุงกลไกการปรับอัตราค่าจ้างให้สอดคล้องกับสมรรถนะแรงงาน พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน กำกับดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบค่าครองชีพ

ธนพร วิจันทร์ รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

ธนพรวิจารณ์นโยบายเร่งด่วนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงงานว่า ไม่ได้ระบุตัวเลขที่ชัดเจนดังที่พรรคการเมืองเคยหาเสียงไว้ และการตัดสินใจเกี่ยวกับค่าแรงก็ขึ้นอยู่กับบุคคลในระดับบริหารมากกว่าลูกจ้าง

พื้นที่ไหนที่มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง การต่อรองก็จะเข้มข้น แต่สุดท้ายการตัดสินใจก็อยู่ที่คณะกรรมการค่าจ้างที่ต้องผ่านกลไกไตรภาคีอยู่ดี

นอกจากนี้ การปรับอัตราค่าจ้างตามฝีมือแรงงานก็ไม่เคยใช้ได้จริงในไทย เนื่องจากนายจ้างไม่ให้ความร่วมมือและยังคงจ่ายค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำ แม้ว่าแรงงานคนนั้นจะเป็นแรงงานมีฝีมือและได้รับการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ตาม

"ทำไมแรงงานถึงเรียกร้องให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะมันไม่มีการปรับค่าจ้างประจำปี จะมีก็ต่อเมื่อบริษัทมีอำนาจในการจ่าย เช่น ธุรกิจยานยนต์ ปูนซีเมนต์ แต่ต้องมองด้วยว่าการจ้างงานตอนนี้มันเปลี่ยนไปเยอะ เป็นการจ้างงานแบบไม่ประจำ แบบรับเหมาหรือสัญญาปีต่อปี อีกทั้งค่าจ้างที่ได้รับไม่สอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน"

นโยบาย 6: การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต

ดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว พัฒนาระบบสื่อสาร 5G ส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์

หนึ่งวันก่อนการแถลงนโยบาย เครือภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ที่ติดตามโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี ชุมนุมที่หน้ารัฐสภาชั่วคราว ข้อเรียกร้องของพวกเขาคือ คัดค้านการจัดทำผังเมืองของอีอีซี

เครือข่ายประชาชนจากภาคตะวันออก ระบุว่า การจัดทำผังเมืองของสำนักงานอีอีซี เป็นการจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นรายโครงการที่กำหนดมาแล้ว แต่ไม่ได้ศึกษาศักยภาพของพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนสีผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อบางคนบางกลุ่ม กระทบกับพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งความมั่นคงทางอาหารของลุ่มน้ำบางปะกง

Image copyright Thai news pix
คำบรรยายภาพ เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก 3 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี เดินทางติดตามความคืบหน้าการจัดทำร่างผังเมืองที่สำนักงานอีอีซี บางรัก เมื่อวันที่ 23 ก.ค.

ดร. สมนึก จงมีวศิน ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการกลุ่ม EEC Watch กล่าวว่า การจัดทำร่างผังเมืองล่าสุด ได้รับแจ้งข้อมูลจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่า พื้นที่สีเขียวเพื่อการเกษตรถูกลดจำนวนไปกว่า 4 แสนไร่ โดยทางอีอีซีบอกว่าไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นักวิชาการจาก EEC Watch เสนอว่ารัฐบาลต้องกลับไปทบทวนเรื่องผังเมืองและโครงการต่าง ๆ ในเขตในอีอีซีใหม่ เนื่องจากเกิดจากการเร่งรัดจัดทำผังเมืองที่ไม่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และยังตั้งข้อสังเกตถึงการกำหนดพื้นที่สีม่วงหรือพื้นที่ก่อสร้างอุตสาหกรรมจากร่างผังเมืองที่ได้เห็นล่าสุดว่า ส่อมีการเอื้อประโยชน์จากกลุ่มที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินก่อนหน้านี้

"อีอีซีไม่มีลิมิตของเรื่องผังเมืองสาเหตุคือ ไม่ได้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ถ้าจะทำ พ.ร.บ. อีอีซี เพื่อความยั่งยืน มันต้องมีการประเมินแบบนี้มาก่อน"

นโยบาย 7: การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21

สร้างความรู้ความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สื่อออนไลน์เพื่อป้องกันและลดผลกระทบในเชิงสังคม ป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้มุ่งสู่ระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์-ภาษาคอมพิวเตอร์

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต

อาทิตย์เห็นว่า นโยบายนี้อาจจะไม่เป็นจริงเนื่องจากมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นอุปสรรค

"สื่อมีส่วนสำคัญให้สังคมรับรู้เรื่องจริง อยากให้คนมีส่วนร่วมทางการเมือง และพูดถึงประเด็นสาธารณะอย่างเต็มที่ ด้วยข้อมูลที่ไม่บิดเบือน แต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กลับลดเพดานการวิจารณ์สังคมลง อะไรที่ไม่แน่ใจคนก็ไม่พูด ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น"

อีกความกังวลหนึ่ง คือ การออกนโยบายที่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากเพียงพอ ส่งผลให้หน่วยงานรัฐที่ต้องนำนโยบายดังกล่าวไปปรับใช้ อาจตีความไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ที่อาจไม่ส่งผลดีต่อประชาชน โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้มีมาตรฐานในการตีความเนื้อหา ว่าเช่นใดจะเข้าข่ายส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือเป็นภัยทางสังคม

นโยบาย 8: การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำใช้มาตรการทางการเมืองควบคู่กับมาตรการทางกฎหมายเพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิด เพื่อให้ภาครัฐปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และนโยบาย 10 การพัฒนาระบบการให้บริการประชาชนมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและลดภาระค่าใช้จ่าย

มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

"อ่านข้อ 8 ข้อเดียวไม่เห็นอะไร แต่ถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่าเป็นความพยายามที่จะลดกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นภาระของประชาชน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ถ้าเราสามารถใช้แบบมีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงข้อมูลจะทำให้สื่อมวลชน และคนที่ติดตามว่าการใช้อำนาจ การใช้งบประมาณในเรื่องต่าง ๆ กำลังเกิดอะไรขึ้น"

ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลไหนแถลงนโยบายเรื่องคอร์รัปชันต่อรัฐสภาเลย โดยนโยบายข้อนี้น่าจะเกี่ยวเนื่องกับนโยบายข้อ 10

Image copyright Getty Images

ด้วยนโยบายหรือกฎหมายดั้งเดิมของไทย ทำให้ยังคงมีเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคอยู่ คือ หนึ่ง-สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล และสอง- วิธีปฏิบัติของรัฐบาลและข้าราชการยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเปิดเผยมากน้อยแค่ไหนที่จะเป็นประโยชน์

"ที่ผ่านมามีการลงทุนไปเยอะมาก แต่ผลของมันยังมีข้อจำกัด ด้วยหน่วยงานราชการที่ยังต้องปฏิบัติตามยังขาดความเข้าใจ ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร และยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น เอกสารที่อ้างว่าเป็นความลับของราชการ สิ่งนี้ทำให้ที่คุณบอกว่าจะเอาเทคโนโลยีมาทะลุทะลวงก็มีอุปสรรคของมันเอง"

"ปัญหาต่อไปคือในทางปฏิบัติรัฐบาลจะลงมือทำได้จริงไหม บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเสมอภาคหรือเปล่า คือว่า บังคับใช้กับคนทั่วไปและใกล้ชิดกับวงรัฐบาล ถ้าทำได้ก็จะเป็นการพิสูจน์เรียกศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลได้ดี"

นโยบาย 9 : การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

แก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ จัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ โดยให้เป็นการแก้ไขปัญหาภายในของประเทศด้วยกฎหมายไทยและหลักการสากล

รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการอิสระด้านความมั่นคง

รุ่งรวีวิเคราะห์ว่านโยบายเร่งด่วนที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นไปตามกรอบคิดเดิมของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะรัฐบาลทหาร คือใช้การปราบปรามและการพัฒนาในการแก้ปัญหาซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วตลอด 15 ปีว่าไม่สามารถจะแก้ปัญหาภาคใต้ที่ต้นเหตุได้ การย้ำเรื่อง "เป็นปัญหาภายใน" ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การพูดคุยเดินต่อไปไม่ได้

"ในขั้นแรก รัฐบาลต้องยอมรับว่ากลุ่มที่ปฏิบัติทางการทหารที่สู้กับรัฐไทยอยู่นั้นไม่ใช่กลุ่มเดียวกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ฉะนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาจึงต้องใช้แนวทางทางการเมืองคือการพูดคุยเจรจา แม้ว่าความรุนแรงจะลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็มีโอกาสที่จะปะทุขึ้นมาได้อีก เพราะว่ากองกำลังของพวกเขาก็ยังคงอยู่" รุ่งรวีกล่าว

นโยบาย 11 : การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย

จัดระบบติดตามสถานการณ์ การให้ความช่วยเหลือระหว่างเกิดภัย พัฒนาปฏิบัติการฝนหลวง

ดร. รอยล จิตรดอน เลขานุการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดร.รอยลให้ความเห็นกับกับบีบีซีไทยว่า การเขียนนโยบายด้านนี้เป็นการเขียนแบบทั่วไป "ขาดหายสาระที่สำคัญและจำเป็นที่จะต้องมี" ของการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

ดร. รอยล อธิบายว่า การจัดการน้ำที่รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาภัยแล้ง ยังมองการจัดการน้ำในแง่ของการบริหารน้ำต้นทุนส่วนเกินมากกว่ามองในแง่ประสิทธิภาพการใช้น้ำ เช่น การนำน้ำกลับมาใช้ และมีลักษณะสั่งการจากด้านบน

Image copyright Thai news pix
คำบรรยายภาพ สภาพในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ บันทึกภาพเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ระบุเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างขนาดใหญ่ 19 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ

การสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ ขณะนี้ยังเป็นลักษณะการบริหารทรัพยากรธรรมดา ไม่ได้มองน้ำเป็นเรื่องความมั่นคงทางทรัพยากร ขณะเดียวกัน คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ หน่วยงานตามกฎหมายใหม่ที่ร่วมกันบริหารจัดการน้ำ 3-4 กระทรวง หน่วยงานเหล่านี้เมื่อได้อำนาจในการจัดการแล้วจะใช้งานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

การแก้ภัยแล้งในปีนี้ ดร. รอยล ชี้ว่า ยังไม่เห็นการนำประสบการณ์การแก้ภัยแล้งที่ประสบความสำเร็จเมื่อปี 2558 มาใช้ ซึ่งเมื่อปี 2558 แหล่งน้ำขนาดใหญ่ไม่มีน้ำเหลืออยู่ จึงเปลี่ยนมาเป็นการบริหารแหล่งน้ำขนาดเล็กซึ่งพบว่ายังมีน้ำ แต่ครั้งนี้เมื่อเกิดภัยแล้ง น้ำยังไม่เข้าแหล่งน้ำระบบใหญ่ แต่ฝนที่ตกในภาคกลางยังมี ซึ่งมองว่ามีศักยภาพในการนำมาบรรเทาผลกระทบได้

นโยบาย 12 : การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

เกี่ยวกับประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่ พรรคฝ่ายค้านอย่าง พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้ชูเรื่องนี้มาโดยตลอด เมื่อวันที่ 23 ก.ค. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงคำแถลงของคณะรัฐมนตรีซึ่งมีประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า แม้จะระบุว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ก็พบว่าเรื่องนี้เขียนไว้เพียง 2 บรรทัดกว่า และไม่ผูกมัดตัวรัฐบาล เป็นเพียงการระบุกว้าง ๆ ว่าสนับสนุนให้มีการศึกษา ไม่ได้ระบุชัดว่าการว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นมีความจำเป็นอย่างไร

เลขาธิการพรรค อนค. กล่าวว่า สิ่งที่ อนค. เตรียมผลักดันคือการ แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในช่วงเร่งด่วนที่ทำได้เลย คือ การแก้ในเรื่องวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล 5 ปีแรก ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ และยกเลิกมาตราสุดท้าย เรื่องการรับรองให้บรรดาประกาศคำสั่ง คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง