ประชุมสภา : ประยุทธ์ ปฏิเสธ เตรียมการล่วงหน้ารัฐประหาร 2557 ประวิตร ชี้แจงงบกองทัพ "ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก"

  • 26 กรกฎาคม 2019
ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ปรึกษาหารือระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่สอง 26 ก.ค. 2562 Image copyright Wasawat Lukharang/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ปรึกษาหารือระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่สอง 26 ก.ค. 2562

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังชี้แจงเรื่องงบประมาณกองทัพ ระบุงบพัฒนากองทัพ "ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก" และยุทโธปกรณ์เก่าจึงต้องซื้อทดแทน

วันที่สองของการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายครอบคลุมหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือเรื่องของงบประมาณกองทัพ โดยนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายถึงการใช้งบประมาณในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมที่มีมูลค่าสูง ทำให้ พล.อ.ประวิตร ลุกขึ้นชี้แจงเป็นครั้งแรกว่า งบประมาณของกระทรวงกลาโหมมีแผนอย่างชัดเจน และเหตุที่ต้องซื้อยุทโธปกรณ์เพราะที่ใช้อยู่มีอายุ 20-30 ปี ก็ถึงวาระที่ต้องเปลี่ยน

ขณะที่ พล.อ. ชัยชาญ ช้างมงคล รมช. กลาโหม กล่าวว่า งบประมาณที่กระทรวงกลาโหมได้รับในปี 2562 คิดเป็น 1.3 % ของจีดีพี ขณะที่งบประมาณกระทรวงกลาโหมในต่างประเทศจะอยู่ที่ 2 % ของจีดีพี อย่างไรก็ตามเมื่อแบ่งสัดส่วนของงบประมาณ 47-48% เป็นเงินเดือนของกำลังพล 23-24% เป็นงบปฏิบัติภารกิจทั่วไป 19% เป็นงบพัฒนากองทัพ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก โดยยุทโธปกรณ์ที่มีอายุมาก ส่วนใหญ่จะเน้นการปรับปรุงเพื่อให้ใช้งานได้ต่อไป ส่วนที่ไม่สามารถซ่อมได้ก็จัดการทดแทนตามยุทธศาสตร์ และแผนการประเมินภัยคุกคาม

Image copyright Wasawat Lukharang/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงเป็นครั้งแรกในรอบสองวัน

รมช.กลาโหม ระบุด้วยว่า ในส่วนของเรือดำน้ำมีความจำเป็น เนื่องจากปัจจุบันผลประโยชน์ทางทะเล มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงมาก ในแต่ละปีมีเรือต่างๆ ในน่านน้ำกว่า 1.5 หมื่นลำ ดังนั้นเรื่องความมั่นคงทางทะเลเป็นสิ่งที่ต้องปกป้อง และหลายประเทศในภูมิภาคนี้ได้จัดหาเรือดำน้ำมาใช้งานแล้ว ส่วนการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้น จะต้องใช้เวลา 6 ปีถึงจะได้เรือมาเพื่อเตรียมความพร้อมหากประเทศเกิดวิกฤต

สำหรับประเด็นอื่นที่มีการอภิปรายและฝ่ายรัฐบาลได้ชี้แจงสรุปได้ดังนี้

พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธเตรียมการปฏิวัติ

พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงประเด็นที่ ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนอภิปรายเรื่องการทำรัฐประหาร พ.ค. 2557 โดยกล่าวว่าเขานั่งฟังประเด็นนี้มา 2 วันแล้ว กล่าวหาเขาว่าเตรียมการปฏิวัติมา 3 ปี ขอให้กลับไปฟังใหม่ เพราะไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่หมายถึงสมัยที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง กับสถานการณ์ความขัดแย้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าพวกไหน การเตรียมการหมายถึงการฝึกกำลังพลให้พร้อมรับมือดูแลประชาชน

"พวกคุณไม่ต้องยิ้มเลย ยิ้มแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น คนตายคนเจ็บไปเท่าไหร่ ผมถึงต้องตัดสินใจ ไม่ได้ตัดสินใจก่อนหน้าด้วย วันนั้นเท่านั้นเอง ที่คนของท่าน บางพวกบอกว่าก็ไม่ต้องอยู่ อยู่กันแบบนี้ งบประมาณทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ รับผิดชอบกันหรือเปล่า ตอบมาสิ อย่าทำหน้าเยาะเย้ยแบบนี้ผมไม่ชอบ" นายกฯ กล่าว

Image copyright Wasawat Lukharang/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่าไม่เคยคิดเตรียมการปฏิวัติเมื่อปี 2557

ฝ่ายค้านกล่าวหา 5 ปี ใช้งบพิเศษเกือบ 1 ล้านล้านบาท

ฝ่ายค้าน: นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2561 อนุมัติ ให้ ครม.ใช้เงินสำรองจ่าย 5 หมื่นล้านบาท ช่วง 5 ปีผ่านมา รัฐบาลใช้งบกลางเป็นจำนวนมาก คือ ปี 2558 ใช้ไป 3.7 แสนล้านบาท ปี 2559 จำนวน 4.5 แสนล้านบาท ปี 2560 จำนวน 4.4 แสนล้านบาท ปี 2561 ใช้ไป 3.4 แสนล้านบาท และปี 2562 ใช้ไป 6 แสนล้านบาท รวมกับเงินสำรองจ่าย 5 หมื่นล้านบาท เท่ากับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ใช้เงินไปเป็นเงินเกือบ 1 ล้านล้านบาท

รัฐบาลชี้แจง: นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชี้แจงว่า พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ มาตรา 45 เรื่องงบ 5 หมื่นล้านบาทเป็นเงินทุนสำรองจ่าย สำหรับใช้ในกรณีเหตุจำเป็นฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้น อีกทั้งเมื่อใช้แล้วต้องมีรายจ่ายชดเชย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยใช้ และมีกลไกดูแลด้านวินัยการคลัง

นโยบายปราบทุจริต

ฝ่ายค้าน : นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่พบว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย มีการใช้งบประมาณจำนวนมากไปจัดซื้อรถและอุปกรณ์ดับเพลิง โดยในปี 2561 ใช้งบกว่า 3,400 ล้านบาท ปี 2562 ใช้งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท โดยจัดซื้อจากบริษัทเดียวกัน ไปจอดทิ้งไว้จนเป็นพิพิธภัณฑ์ ไม่เคยนำมาใช้งาน จึงขอให้นายกฯ ตรวจสอบด้วย

นอกจากนี้ ยังพบความไม่ชอบมาพากลในการประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โดยบริษัทที่ได้งานไป เป็นบริษัทที่มีส่วนทำให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พลาดตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไป อีกทั้งยัง ทำให้รัฐบาลได้เงินน้อยลงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท

รัฐบาลชี้แจง: พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า นายกฯ เอาจริงเรื่องการปราบโกง และขอรับรองว่าทุกหน่วยงานภายใต้ของกระทรวงมหาดไทยไม่มีเรื่องทุจริต ส่วนการจัดซื้อรถดับเพลิงนั้น ขอให้นำหลักฐานมาให้เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากเขาไม่ดำเนินการก็ขอให้มาเอาผิดทั้งทางวินัยและ อาญา

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ระบุว่า โครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 นั้น มีการแข่งขันใน 2 กลุ่มบริษัท แต่กลุ่มหนึ่งไม่ผ่านคุณสมบัติ แต่อยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นศาลปกครอง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการประมูลโครงการที่ผู้ไม่ได้งานจะฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยินดีที่จะให้ตรวจสอบ

นโยบายปฏิรูปการศึกษา

ฝ่ายค้าน: น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายถึงนโยบายการศึกษาว่า ยังมองไม่เห็นการแก้ปัญหาการศึกษาในเชิงโครงสร้าง รวมทั้งการแก้ปัญหาเรื่องครู ซึ่งมีภาระงานอื่นมากกว่างานสอน นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับครูตั้งแต่ระบบคัดเลือกครู กระบวนการผลิตครู การพัฒนาทักษะอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมเรื่องโรงเรียนขนาดเล็ก การควบรวม และจัดการ

ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ยังได้เสนอเรื่องการบรรจุเรื่อง coding หรือการเขียนโค้ดด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ไว้ในหลักสูตรการศึกษา

Image copyright Wasawat Lukharang/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายเรื่องนโยบายการศึกษา

รัฐบาลชี้แจง: นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รมว. ศึกษาธิการ กล่าวว่ารัฐบาลจะเดินหน้าเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เด็กไทยต้องมีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน โรงเรียนที่อยู่พื้นที่ไกลต้องมีการศึกษาเท่าเทียมกับโรงเรียนในเมือง ซึ่งต้องนำเอาเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่มาใช้เพื่อสร้างความเท่าเทียม

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในช่วงการหาเสียงระบุว่าเด็กไทยต้องพูดได้มากกว่าสองภาษา คือเด็กไทยต้องเรียน 3 ภาษา ไทย อังกฤษและ คอมพิวเตอร์ หรือ โค้ดดิ้ง ซึ่งเป็นภาษาใหม่ยุคดิจิทัล เด็กสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่อนุบาล ประถม มีครูมากกว่า 8,000 คนที่มีความรู้ด้านนี้ จะเห็นว่าในปี 2020 นักเรียนญี่ปุ่นเรียนตั้งแต่ประถมจะได้เรียนโค้ดดิ้งทุกคน ซึ่งขอบคุณที่บรรจุเรื่องนี้ไว้ในในนโยบาย เพื่อเริ่มเดินหน้าในทันที

นโยบายบัตรประชารัฐช่วยประชาชน

รัฐบาลชี้แจง: นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่ากรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เรียกกันว่า "บัตรคนจน" เคยถูกมองว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ตอนนี้มีคนมาลงทะเบียนมากขึ้น โดยคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปีมาลงทะเบียนเกิน 1 ล้านคนแล้ว ส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเปิดให้ซื้อสินค้าเฉพาะร้านค้าประชารัฐนั้น ก็เพราะร้านค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นร้านโชว์ห่วยอยู่ในพื้นที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลที่ผ่านมาหลายปี แต่ปัจจุบันมีคนซื้อของผ่านร้านเหล่านี้ 3.3 หมื่นราย

ตั้งสภาองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค

รัฐบาลชี้แจง:นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องสินค้าออนไลน์ จากที่มีผู้มาร้องเรียนในปี 2561 ถึง 2,700 ราย ทั้งไม่ได้รับสินค้า เปลี่ยนสินค้าไม่ได้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรผู้บริโภค โดยให้องค์กรผู้บริโภคที่รวมตัวกันได้ 10 คน ขึ้นไป จำนวน 150 องค์กรขึ้นไป จัดตั้งเป็นสภาองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ช่วยเหลือผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ เมื่อสามารถจัดตั้ง สภาองค์กรผู้บริโภคได้แล้ว รัฐบาลจะอุดหนุนเงิน 350 ล้านบาทในการดำเนินการ เพื่อเป็นช่องทางช่วยเหลือประชาชนเดือดร้อนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ นอกเหนือจากการร้องเรียนที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค