ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ : การต่อสู้กับมะเร็งและความหวังสุดท้ายต่อสังคมการเมืองไทย

  • 13 สิงหาคม 2019
ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ Image copyright Wiwat Pandhawuttiyanon
คำบรรยายภาพ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ป่วยด้วยโรคมะเร็งโคนลิ้นมานานหลายปี ปัจจุบันพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านชุณหะวัณใน ซ.ราชครู สลับกับไปพักฟื้นที่บ้านพักหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ (ภาพถ่ายเดือน มี.ค. 2562)

"ก่อนผมตาย... อยากจะเห็นประเทศไทยดีกว่าที่มันเป็นอยู่" ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกวุฒิสภาวัย 71 ปี พูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก เพราะก้อนเนื้อร้ายในลำคอโตขึ้นจนทำให้การพูดเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ไกรศักดิ์ต่อสู้กับมะเร็งโคนลิ้นมานานกว่า 4 ปีแล้ว แม้ความเจ็บป่วยจะทำให้เขาต้องหยุดพักงานทั้งด้านการเมือง การปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่ทำมาตลอดหลายสิบปี แต่ไกรศักดิ์ยังคงติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองอยู่เสมอ

อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนักวิจารณ์สังคมและรัฐบาลฝีปากกล้าคนหนึ่ง การที่ความเจ็บป่วยบังคับให้เขาห่างหายไปในช่วงที่สถานการณ์การเมืองและสังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างเข้มข้น อาจทำให้หลายคนอดนึกไม่ได้ว่าหากไกรศักดิ์ยังโลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมือง-ภาคประชาสังคม เขาจะคิดเห็นต่อเรื่องต่าง ๆ อย่างไร

"สุขภาพแย่ พูดเกือบไม่ได้แล้วตอนนี้ หมอต้องให้ยาแก้ปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำคีโมอยู่ แต่โอกาสที่จะรอดมันน้อยมาก" ไกรศักดิ์สนทนากับบีบีซีไทยที่บ้านพักในซอยราชครู ซึ่งเขาอาศัยอยู่กับลูกสาวทั้งสองคน

บ้านเรือนไทยของไกรศักดิ์ตั้งอยู่บนที่ดินราว 3 ไร่ ของครอบครัวชุณหะวัณ ใกล้ ๆ กันเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ พล.อ.ชาติชายผู้ล่วงลับ เคยใช้ชีวิตอยู่กับคู่ชีวิต-ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ ปัจจุบันท่านผู้หญิงในวัย 99 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่งในซอยเดียวกัน

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ครั้งหนึ่ง "บ้านชุณหะวัณ" ใน ซ.ราชครู เป็นที่รวมตัวของนักการเมือง นักวิชาการฝ่ายซ้าย ศิลปิน นายทหาร ข้าราชการ ฯลฯ

ไกรศักดิ์เลือกที่จะไม่รักษาโรคมะเร็งด้วยการผ่าตัดเพราะคิดว่าเป็นการ "ทรมานตัวเองเกินไป" จึงใช้เคมีบำบัดบวกกับการรักษาไปตามอาการ แต่ก้อนเนื้อก็ยังโตขึ้นจนทำให้ไม่สามารถกลืนอาหารได้ จึงต้องให้อาหารเหลวทางหน้าท้อง

ไกรศักดิ์ไม่ได้ทดท้อกับความเจ็บป่วย แต่ก็ยอมรับความจริงว่าความหวังที่อาการจะดีขึ้นริบหรี่เต็มทน เขาเคยบอกกับลูกสาวทั้งสองว่า "พ่อคงอยู่อีกไม่นาน" ดังนั้นเมื่อเขาเอ่ยถึง "สิ่งที่อยากเห็น" ในเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ จึงไม่ได้เป็นเพียงโวหารสวย ๆ แต่เขาย่อมหมายความตามนั้นจริง ๆ

ชีวิตไกรศักดิ์ฉบับย่อ

นอกจากเป็นที่รู้จักในฐานะลูกชายของอดีตนายกฯ คนที่ 17 ของไทยแล้ว ไกรศักดิ์หรือที่สื่อมวลชนและเพื่อนพ้องน้องพี่เรียกอย่างสนิทสนมว่า "อาจารย์โต้ง" ยังเป็นที่รู้จักในบทบาทของนักการเมือง สมาชิกวุฒิสภาชุดประวัติศาสตร์ที่มาจากการเลือกตั้ง นักต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนศิลปินและนักดนตรีที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการก่อตั้งหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ชีวิตทางการเมืองของเขาเริ่มต้นขึ้นในวันหนึ่งของปี 2531 เมื่อ พล.อ.ชาติชายผู้เป็นบิดาเดินมาบอกเขาว่า "พรุ่งนี้คงได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ นะ โต้งมาช่วยตั้งทีมที่ปรึกษาหน่อย" ไกรศักดิ์ ซึ่งอยู่ในแวดวงนักวิชาการหัวก้าวหน้าในเวลานั้นจึงชักชวนเพื่อนนักวิชาการมาตั้งทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีว่า "ทีมบ้านพิษณุโลก" โดยตัวเขาเองมีตำแหน่งเป็นนักวิจัยประจำคณะที่ปรึกษา

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ภาพใบหน้าไกรศักดิ์ ที่เพื่อนศิลปินนามว่า "ประสาท" วาดให้เป็นที่ระลึกเมื่อเดือน ก.ค. 2561

หลังจากรัฐบาลชาติชายถูกรัฐประหารในปี 2534 ครอบครัวชุณหะวัณแยกย้ายกันเดินทางออกนอกประเทศ ผ่านไปปีกว่า ๆ ไกรศักดิ์กลับมาเมืองไทยและเข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภา 2535 อย่างเงียบ ๆ ต่อมาเขาก็รับตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่า กทม. นายพิจิตต รัตตกุล (2539-2542)

ปี 2543 ไกรศักดิ์ชนะเลือกตั้งได้เป็น ส.ว.นครราชสีมา และนั่งเป็นประธานกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภา ซึ่งเป็นช่วงที่เขาทำงานเคลื่อนไหวด้านต่างประเทศ สิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อย่างเข้มข้น

หลังหมดวาระการเป็น ส.ว. ไกรศักดิ์สมัครเข้าพรรคประชาธิปัตย์และดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ก่อนจะได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อในการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550 จนกระทั่งสิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในขณะนั้นประกาศยุบสภาในเดือน พ.ค. 2554

ไม่ผิดนักที่จะบอกว่าเขาเป็นคนที่ใกล้ชิดและได้รับผลกระทบโดยตรงจากรัฐประหารมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย ไกรศักดิ์เกิดในปีที่ปู่แท้ ๆ ของเขา--จอมพลผิน ชุณหะวัณ ก่อการรัฐประหารในปี 2490 และเมื่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของปู่ทำรัฐประหารในปี 2500 พ่อแม่ก็ต้องหอบเขาไปอยู่อาร์เจนตินา แล้วในปี 2534 รัฐบาลของพ่อ--พล.อ.ชาติชาย ที่เขาเป็นที่ปรึกษาอยู่ก็ถูกรัฐประหาร

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ อนุสาวรีย์ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ของไทย ณ ริมเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา

ก่อนการรัฐประหาร 2549 ไกรศักดิ์เป็นคนหนึ่งที่ร่วมวิจารณ์และต่อต้านทักษิณ ชินวัตร และเคยขึ้นเวทีคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แต่ก็ถอยออกมาเมื่อเห็นว่าการเคลื่อนไหวส่อแววเรียกทหารออกมาปฏิวัติ

หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไกรศักดิ์ก็ออกมาวิจารณ์รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ไกรศักดิ์บอกเสมอว่าเขาเป็น "ฝ่ายซ้าย" และเชื่อในอุดมการณ์สังคมนิยม เขาทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวปกป้องสิทธิชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติมาโดยตลอด ส่วนในแวดวงศิลปะและชุมชนเมือง ไกรศักดิ์ได้รับการจดจำในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังจะจัดงานแสดงมุทิตาจิตให้ไกรศักดิ์ซึ่งจะมีอายุครบ 72 ปี ในเดือน ต.ค.นี้ ภายใต้ชื่องาน "อุดมการณ์ไม่แปรผัน ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ 72 ปี" ในสัปดาห์นี้

การเมืองไทย 2562 ในสายตาไกรศักดิ์

บีบีซีไทยเดินทางไปพบไกรศักดิ์ที่บ้านพักของเขาช่วงต้นเดือน ส.ค. แม้ร่างกายจะดูอ่อนล้า กว่าจะเปล่งถ้อยคำออกมาได้ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย แต่เขายืนยันว่าอยากจะสนทนากับเราเรื่องการเมืองไทย

"ผมฟังอภิปรายในสภาตลอด 2 วัน (นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 25-26 ก.ค.) เป็นการอภิปรายที่มีรสชาติมาก วัฒนธรรมการเมืองเก่า ๆ เหลือน้อยลง แต่ไอ้ที่ไร้สาระก็ยังมีอยู่บ้าง ผมรู้สึกดีใจที่ได้เห็นนักการเมืองในวัย 40-50 ปี มีวาทศิลป์ดีขึ้นมาก วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลด้วยเหตุด้วยผล ส่วนฝ่ายรัฐบาลเสียเปรียบทุกประตูเลย ไม่มีทางชนะได้ในบรรยากาศการเมืองแบบนี้ เขาถึงต้องมี ส.ว. 250 คนมาช่วยหนุนหลัง ส.ว.ชุดนี้เป็นสิ่งที่น่าอับอายที่สุดแล้วในยุคนี้สมัยนี้" ไกรศักดิ์ให้ความเห็น

จากการฟังการแถลงนโยบายและการอภิปรายของฝ่ายค้าน ไกรศักดิ์เชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 จะบริหารงานด้วยความยากลำบาก เพราะฝ่ายค้านดูเหมือนจะทำงานอย่างแข็งขัน อีกทั้งบุคคลในคณะรัฐมนตรีที่เขาฟันธงว่าส่วนใหญ่คุณสมบัติไม่ดีพอที่จะมาทำหน้าที่ ก็อาจจะทำให้รัฐบาลตกที่นั่งลำบาก

Image copyright Wiwat Pandhawuttiyanon
คำบรรยายภาพ "อนาคตใหม่จะไม่ได้สร้างอนาคตใหม่ที่แท้จริงถ้าไม่ชูธงเรื่องปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม" ไกรศักดิ์ให้ความเห็น

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ที่ลุกขึ้นมาอภิปรายนโยบายด้านการเกษตรและที่ดินของรัฐบาล คือคนที่ทำผลงานได้น่าประทับใจที่สุดในสายตาไกรศักดิ์

"พิธาเป็นคนที่เก่งมาก เขาพูดเรื่องนโยบายเกษตร พูดถึงกระดุมเม็ด 5 เม็ด ในการแก้ปัญหาของเกษตรกรไทยที่ถ้าติดให้ถูกแล้ว ปัญหาอื่น ๆ จะแก้ได้ไม่ยาก"

แม้อนาคตใหม่จะมีนักการเมืองที่เป็นคนรุ่นใหม่มีคุณภาพ แต่ไกรศักดิ์ยังมองว่านโยบายของพรรคยังไม่ดีพอ

"อนาคตใหม่จะไม่ได้สร้างอนาคตใหม่ที่แท้จริงถ้าไม่ชูธงเรื่องปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านป่าไม้ อนุรักษ์ทะเล การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ การห้ามใช้สารเคมีอันตรายทางการเกษตร ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ทั้งหมดนี้ต้องชัดเจน ผมอยากเห็นพรรคอนาคตใหม่ปฏิวัติเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ไกรศักดิ์ติดตามฟังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาและการอภิปรายของฝ่ายค้านตลอด 2 วัน และตัดสินว่าฝ่ายรัฐบาลสู้ไม่ได้

ไกรศักดิ์เชื่อว่าการชูนโยบายสิ่งแวดล้อมจะทำให้พรรคอนาคตใหม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทุกกลุ่ม อีกทั้งยังไม่ทำให้พรรคตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าล้มสถาบันหรือล้มล้างการปกครอง

เขายังฝากไปถึง ส.ส.หญิงของทุกพรรคด้วยว่า ให้ร่วมมือกันทำงานเรื่องสิทธิสตรีอย่างจริงจัง

"ส.ส.หญิงแต่งตัวสวย ๆ เข้าสภา แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีผู้หญิงจำนวนมากตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวและการค้ามนุษย์ จะช่วยคนเหล่านี้ได้อย่างไร" ไกรศักดิ์กล่าว

เมื่อถามว่า มองพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อย่างไรในวันนี้ อดีตรองหัวหน้า ปชป. ตอบสั้น ๆ ว่า "หวังยาก" เพราะมองไม่เห็นการเสริมทัพนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ

Image copyright Wiwat Pandhawuttiyanon
คำบรรยายภาพ "การทำหน้าที่ของคุณชวน (ประธานสภาฯ) จะมีผลอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์" อดีตรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว

แต่ในฐานะศิษย์เก่า ปชป. ไกรศักดิ์คิดว่าคนไทยยังควรจะให้โอกาสพรรคเก่าแก่นี้ เพราะอย่างน้อย ปชป. ก็เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีการบริหารอย่างเป็นระบบ เคารพมติพรรคและไม่มีใครผูกขาดการบริหารพรรค เปิดโอกาสให้ ส.ส. เห็นต่างได้ อย่างเช่นที่เขาเคยลุกอภิปรายสวนทางนโยบายของพรรคเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร สมัยที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

"การทำหน้าที่ของคุณชวน (ประธานสภาฯ) จะมีผลอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือของพรรค ถ้าคุณชวนลำเอียง ปกป้องรัฐบาลมากเกินไป ปชป. เสร็จแน่ แต่ถ้าคุณชวนทำหน้าที่ประธานสภาได้ดีจริง ๆ เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้เต็มที่ ก็อาจจะเรียกความน่าเชื่อถือของ ปชป. กลับมาได้บ้าง" ไกรศักดิ์เสนอแนะ

ไกรศักดิ์ทิ้งท้ายว่า เขายังคงรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นในสังคมไทย รวมทั้งการบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

"ตอนนี้รัฐบาลบริหารประเทศเหมือนเป็นเจ้าของบริษัทที่มีประชาชนเป็นลูกจ้าง แต่ประชาชนยังมีสิทธิน้อยกว่าลูกจ้างบริษัทจริง ๆ เสียอีก"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม