ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร : อดีตหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจาน "ไม่กังวล" หลังดีเอสไอแถลงพบกระดูกบิลลี่

  • 4 กันยายน 2019
ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นหนึ่งในคนที่พบบิลลี่ก่อนเขาหายตัวไปเมื่อ 17 เม.ย. 2557

"ยังไม่ถึงเวลาที่ผมต้องพูด" นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี บอกกับบีบีซีไทยหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าวการพบชิ้นส่วนกระดูกของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ "บิลลี่" แกนนำต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย

ชัยวัฒน์เป็นหนึ่งในคนที่พบบิลลี่ก่อนที่เขาจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อ 17 เม.ย. 2557 เนื่องจากชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจานอีก 3 คนเป็นผู้ที่จับกุมบิลลี่ฐาน "มีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง" ก่อนจะปล่อยตัวไปโดยไม่แจ้งข้อหา ตามที่เขาให้การกับตำรวจไว้ก่อนหน้านี้

ปัจจุบันชัยวัฒน์ วัย 55 ปี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) มีหน้าที่ดูแลกลุ่มป่าพนมดงรัก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด คือ มุกดาหาร สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญและอุบลราชธานี

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ในฐานะที่ปรึกษาทีมพญาเสือมีส่วนร่วมในปฏิบัติการจับกุมคณะของนายเปรมชัย กรรณสูต คดีล่าเสือดำป่าทุ่งใหญ่ฯ

"ผู้บริหารมอบหมายให้ผมมาปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูงและการลักลอบนำยาเสพติดข้ามชายแดนไทย-กัมพูชา" ชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับบีบีซีไทยช่วงเช้าวันนี้ (4 ก.ย. 2562)

ชัยวัฒน์ไม่ขอพูดถึงข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมบิลลี่เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าไม่ได้รู้สึกกังวลเพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ยอมรับว่ารู้สึก "เป็นห่วง" เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจานที่อยู่ในเหตุการณ์ควบคุมตัวบิลลี่เมื่อ 5 ปีก่อน

"ผมพร้อมให้สัมภาษณ์อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ผมต้องพูด" เขาบอก

"ฤทธิ์ของบิลลี่"

ชัยวัฒน์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจานระหว่างปี 2551-2557 ซึ่งเป็นงานที่เขาชอบ เพราะถนัดการทำงานด้านป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและชอบทำงานในพื้นที่

แต่การทำงานในป่าแก่งกระจานของชัยวัฒน์ก็เกิดเป็นความขัดแย้งขึ้นเมื่อเขานำกำลังเข้าไปเผาบ้านและยุ้งฉางของนายโคอิ มีมิ หรือ "ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยในเขตอุทยานฯ เหตุเกิดเมื่อปี 2553 และ 2554

การเผาบ้านปู่คออี้ทำให้ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย รวมทั้งบิลลี่ยื่นฟ้องชัยวัฒน์และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ รองอธิบดีดีเอสไออธิบายจุดที่พบกระดูกของบิลลี่ในถังน้ำมันใต้อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน

ชัยวัฒน์บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาไม่เคยจับกุมชาวกะเหรี่ยงในป่าแก่งกระจาน ถ้าเป็นชุมชนที่อยู่มาดั้งเดิมและทำตามกฎหมาย พร้อมกับยืนยันว่าไม่เคยมองชาวกะเหรี่ยงในแง่ร้าย แต่เหตุที่ต้องนำปฏิบัติการการเผาครั้งนั้น "เป็นเหตุผลด้านความมั่นคงและภัยคุกคาม"

หลังจากบิลลี่หายตัวไป ชัยวัฒน์บอกว่าเขา "โดนฤทธิ์ของบิลลี่" ทำให้ถูกย้ายไปเป็นผู้อำนวยการส่วนต้นน้ำปราจีนบุรี เมื่อปี 2557 จากนั้นได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าหรือที่รู้จักกันว่า "หน่วยฯ พญาเสือ" ก่อนจะถูกตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) แล้วย้ายมาเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ตั้งแต่ ต.ค. 2561 จนถึงปัจจุบัน โดยเป็นที่ปรึกษาหน่วยฯ พญาเสือด้วยอีกตำแหน่ง

"ผมยังคงดูแลเรื่องทรัพยากรป่าไม้อยู่" เขาบอก พร้อมกับชื่นชมนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนใหม่

"ท่านรัฐมนตรีมีนโยบายชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องให้ความเป็นธรรมกับชุมชน คนที่อยู่ในป่าอย่างถูกต้อง มีหลักฐานชัดว่าอยู่มาก่อน (ประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์) ต้องได้อยู่และได้ทำกิน อันนี้ผมชอบนะ แต่คนไหนที่บุกรุก เข้ามาอยู่ทีหลัง ต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด นี่เป็นนโยบายที่ให้ความเป็นธรรมทั้งกับป่าและคนที่อยู่ในป่ามาก่อน"

คดีความ

ชัยวัฒน์ยอมรับว่าชีวิตของเขาเต็มไปด้วยคดีความ ทั้งเป็นฝ่ายที่ถูกฟ้องร้องและฝ่ายที่ฟ้องร้องคนอื่น

"ผมมีคดีเยอะ เพราะผมฟ้องทุกคนที่กระทำความผิด ทั้งคดีล่าช้าง นายทุนรุกป่าสร้างรีสอร์ต ผมทำทุกวัน เพราะผมไม่กลัวใครอยู่แล้ว"

สองคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม คือ คดีที่เขาตกเป็นจำเลยร่วมในคดีจ้างวานฆ่านายทัศน์กมล โอบอ้อม อดีตผู้สมัครส.ส. พรรคเพื่อไทย จ.เพชรบุรี และแกนนำในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับกลุ่มกะเหรี่ยงบางกลอย เมื่อปี 2554 ซึ่งชัยวัฒน์ระบุว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้พิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอและขณะนี้คดีสิ้นสุดแล้ว

Image copyright BBC THAI
คำบรรยายภาพ ชัยวัฒน์บอกว่าเขามีคดีเยอะ ทั้งที่เป็นโจทก์และเป็นจำเลย ซึ่งเป็นเพราะเขาไม่กลัวใคร

อีกคดีหนึ่งคือ คดีที่นายสมัคร ดอนนาปี อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ ฟ้องชัยวัฒน์ข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกชัยวัฒน์ 12 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างฎีกา

ส่วนคดีอื่น ๆ ที่ชัยวัฒน์ฟ้องร้องนักสิทธิมนุษยชนและเอ็นจีโอบางกลุ่มนั้น เขาบอกว่าไม่ได้ติดตามคดีจริงจัง และส่วนใหญ่อัยการได้สั่งไม่ฟ้อง

ห่วงป่าแก่งกระจาน

จากประสบการณ์ 6 ปีที่เป็นหัวหน้าอุทยานแห่งนี้ ชัยวัฒน์บอกว่าป่าแก่งกระจาน "เป็นที่ลึกลับและมีผลประโยชน์เยอะมาก" ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นที่มาของความพยายามที่จะให้เขาถูกย้ายออกจากพื้นที่มาโดยตลอด

เขายอมรับด้วยว่า คดีการหายตัวไปของบิลลี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุทยานฯ แก่งกระจานไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ผ่านมา

"แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าสถานะการเป็นมรดกโลกไม่ได้สำคัญมากเท่ากับว่าเราต้องอนุรักษ์ป่าผืนนี้ไว้ให้ได้"

ชัยวัฒน์รับราชการมาแล้ว 30 ปี ยังเหลืออายุราชการอีก 5 ปี เขายอมรับว่ารู้สึก "เบื่อ" หลังจากพบปัญหาในการทำงานมากขึ้น

"ผมก็เบื่อนะ เจ้าหน้าที่คนอื่นเขาไม่มีเรื่องหรอก เพราะคนที่จะกล้าทำกล้าชน ก็มีแต่เรานั่นแหละ พอทำไปแล้วเจอผู้มีอิทธิพล นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง มันก็เป็นอย่างนี้ละครับ ชีวิตข้าราชการ ถ้าจะสู้ก็ต้องยอมบาดเจ็บ ผมอยากให้ชีวิตผมเป็นตัวอย่างว่า ข้าราชการถ้าสู้แล้วต้องเจอแบบนี้ ก็คงไม่เหลือใครทำงาน เรื่องที่ผมโดนทั้งหมดมันเป็นเรื่องงานทั้งหมด ไม่มีเรื่องส่วนตัว" เขาทิ้งท้าย