เศรษฐกิจไทยจะซบเซาไปอีกแค่ไหน หลังแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน

  • 7 พฤศจิกายน 2019
เศรษฐกิจ Image copyright AFP/Getty Images

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเสียงข้างมากให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มีผลทันทีในวันที่ 6 พ.ย.2562 เป็นการลดครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน และทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับมาต่ำสุดนับจากวิกฤติการเงินโลกในปี 2009

กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้และต่ำกว่าศักยภาพมากขึ้น จากการส่งออกที่ลดลง ซึ่งส่งผลไปสู่การจ้างงานและอุปสงค์ในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อขั้นต่ำ กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมาย

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

3 เดือนที่ผ่านมา 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจล้วนอ่อนแรง

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ กนง. แถลงผลการประชุมว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้น โดย 4 ภาคหลักของเศรษฐกิจไทยได้แก่ การค้าระหว่างประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และ การบริโภคภาคครัวเรือน ล้วนเผชิญอุปสรรค

  • ส่งออกสินค้าหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้และจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดไว้ ตามปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะการกีดกันทางการค้า ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง
  • อุปสงค์ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้ของครัวเรือนและการจ้างงานที่ปรับลดลงเร็วโดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออก รวมถึงแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
  • การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี การย้ายฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไปการใช้จ่าย
  • ภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

อนาคตจะเป็นอย่างไร

กนง. เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านต่างประเทศจากสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ และความเสี่ยงด้านการเมืองระหว่างประเทศ นอกจากนี้ กนง. จะติดตามผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและการใช้จ่ายของภาครัฐ ตลอดจนความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2562 และปี 2563 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอลงตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ปรับลดลง ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของการค้าออนไลน์ การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต

Image copyright AFP/Getty Images

เกิดอะไรขึ้นเมื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ธปท. หรือแบงก์ชาติอธิบายว่า หาก กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ

  • อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและของธนาคารพาณิชย์จะปรับลดลงตาม ทั้งในส่วนของดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงทำให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจที่จะกู้ยืมเพื่อลงทุนมากขึ้น
  • อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำลงจะลดแรงจูงใจของประชาชนที่จะนำเงินมาฝากออมไว้กับธนาคาร และอาจนำเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยแทน

ธปท. สรุปว่า "อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจึงช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ตรงกันข้าม หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับสูงขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะมีแนวโน้มชะลอลง"

กนง. คือ ใคร

ธปท. มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศโดยใช้นโยบายการเงิน ซึ่งมีเครื่องมือที่สำคัญ คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายผ่าน กนง. ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. 3 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 4 คน ประชุมกันปีละ 8 ครั้ง เพื่อลงมติตัดสินระดับของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสมกับภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

Image copyright Getty Images

สดใส หรือ ซึมเซา เอกชนมองอย่างไร

ING สถาบันการเงินการธนาคารระดับโลก สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ระบุไว้ในรายงานถึงลูกค้าหลังการประกาศลดดอกเบี้ยของ กนง.ว่า ธปท.อาจเหลือพื้นที่ทางนโยบายการเงินไม่มากนักในการสู้กับปัญหาเศรษฐกิจ

"หากจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกในการประชุมครั้งต่อไป ก็ไม่อาจจะมั่นใจได้ว่าจะช่วยแก้ปัญหาการบริโภคในประเทศที่ซบเซามายาวนานเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะเดียวกัน ลมพายุข้างหน้าที่จะสกัดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจการส่งออกก็ยิ่งดูรุนแรงขึ้น"

ประกาศ ศักปัล นักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชีย ของ ING สรุปว่า รัฐบาลไทยอาจต้องออกนโยบายการคลังใหม่ ๆ ออกมาอีกเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้เพิ่งออกมาตรการมูลค่าหลายแสนล้านบาทมาแล้วเมื่อ ส.ค. ที่ผ่านมา

รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 6 พ.ย. ว่าค่าเงินบาทอ่อนลงราว 0.4% หลัง กนง. ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในรอบปีนี้ แข็งค่าขึ้นมาแล้ว 7.4%

Image copyright Getty Images

อีไอซี ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ เห็นพ้องกับ ING ว่า ผลลัพธ์จากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอาจมีจํากัด โดยอีไอซีมองว่า ช่องทางการส่งผ่านของอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีอุปสรรคมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ

  1. แม้การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจทําให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงได้แต่ก็อาจไม่สามารถเพิ่มปริมาณการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้มากนัก เนื่องจากความต้องการสินเชื่อมีแนวโน้มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจไทย อีกทั้งมาตรฐานการให้สินเชื่อก็มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นตามความเสี่ยงที่สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของสินเชื่อที่ชะลอลงค่อนข้างมากในปีนี้ และสัดส่วนหนี้เสียที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs
  2. การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่สามารถช่วยลดภาระหนี้สินของผู้กู้ได้นัก เนื่องจาก ทั้งสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคลต่างก็มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ การลดอัตราดอกเบี้ยลงจึงไม่สามารถช่วยลดภาระรายจ่ายด้านอัตราดอกเบี้ยของผู้ที่มีหนี้สินอยู่เดิมได้
  3. การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้อาจช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ผลกระทบในระยะยาวน่าจะมีจํากัด เนื่องจาก ปัจจัยพื้นฐานที่ทําให้เงินบาทแข็งค่ายังคงมีอยู่ กล่าวคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังเกินดุลในระดับสูงต่อเนื่อง (ราว 6% ทั้งในปีนี้และปีหน้า) และธนาคารกลางของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคต่างก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเช่นกัน

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม