ร.10 : นักศึกษาไทยในฝรั่งเศสเปิดใจทำไมจึงตั้งกระทู้ถึงผู้นำเยอรมนีเรื่องกษัตริย์ไทย

กระทู้

ที่มาของภาพ, change.org

นักศึกษาปริญญาโทชาวไทยในฝรั่งเศสคนหนึ่งสร้างแคมเปญล่ารายชื่อออนไลน์จนทำให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งการให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยทุกรายปิดการเข้าถึงเว็บไซต์ change.org เนื่องจากเนื้อหาการรณรงค์ของเขามีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

สิ่งที่คนไทยวัย 25 ปีผู้นี้ทำคือสร้างแคมเปญ 3 ภาษา ไทย-อังกฤษ-เยอรมัน เพื่อล่ารายชื่อผู้สนับสนุนข้อเรียกร้องให้ทางการเยอรมันพิจารณาเกี่ยวกับการประทับในเยอรมนีของพระมหากษัตริย์ของไทย ก่อนที่เขาจะส่งข้อเรียกร้องนี้ไปถึงนักการเมืองชั้นนำของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 4 คน คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประธานรัฐสภา และประธานคณะกรรมาธิการด้านฎีกาและคำร้องของรัฐสภา

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ,

สำนักข่าวรอยเตอร์เผยแพร่ภาพของคฤหาสน์ตากอากาศแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลทุทซิง ใกล้กับนครมิวนิก ที่ผู้ประท้วงชาวไทยในต่างแดนเชื่อว่าเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

บีบีซีไทย สามารถเผยแพร่เนื้อหาของกระทู้นี้ได้เพียงบางส่วนเนื่องจากข้อจำกัดจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา

การเปิดการรณรงค์ของเขาทางเว็บ change.org มีขึ้นหลังจากที่นายฟริตยอฟ ชมิดต์ ส.ส.พรรคกรีนส์ได้ตั้งกระทู้ถาม นายไฮโก มาส รมว. ต่างประเทศ ในรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. แสดงความห่วงใยต่อการเคลื่อนไหวของนักศึกษาไทยที่ต่อต้านรัฐบาล รวมถึงการประทับอยู่ในเยอรมนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

ที่มาของภาพ, Reuters

นายชมิดต์ถาม รมว. ต่างประเทศในสภาฯ ถึงกรณีที่กษัตริย์ไทยทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประทับอยู่ในรัฐบาวาเรีย ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประท้วงในประเทศไทยแสดงความไม่เห็นด้วยต่อค่าใช้จ่ายที่ทรงใช้ในการประทับอยู่ในต่างแดน และการที่ไม่ประทับอยู่ในประเทศ

"เหตุใดรัฐบาลเยอรมนีจึงยอมอดทนต่อพฤติกรรมที่แปลกประหลาดมากเช่นนี้ ซึ่งในความเห็นของผมเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ที่ประมุขของประเทศอื่นดำเนินงานการเมืองบนแผ่นดินเยอรมนี"

นายมาสชี้แจงต่อคำถามนี้ว่า "เราอธิบายไว้ชัดเจนว่าการดำเนินการทางการเมืองที่เกี่ยวกับประเทศไทยไม่ควรมาจากดินแดนของเยอรมนี"

สื่อต่างประเทศหลายแห่ง เช่น รอยเตอร์ และ ไฟแนนเชียลไทมส์ (FT) ต่างรายงานข่าวนี้ รวมทั้งบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, https://www.frithjof-schmidt.de

คำบรรยายภาพ,

ฟริตยอฟ ชมิดต์ ส.ส.พรรคกรีนส์ แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

FT รายงานเมื่อ 12 ต.ค. อ้างถ้อยแถลงของ น.ส.มาเรีย อเดบาห์ร โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ที่ระบุเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ว่ารัฐบาลเยอรมนีได้เน้นย้ำหลายครั้งกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเบอร์ลินว่า "การบริหารราชการแผ่นดินของชาติอื่นไม่ควรเกิดขึ้นบนแผ่นดินเยอรมนี" และ "เราได้แสดงจุดยืนเรื่องนี้ชัดเจนมาก"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

นายไฮโก มาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี และน.ส.มาเรีย อเดบาห์ร โฆษกกระทรวงฯ

FT อ้างการรายงานของสื่อเยอรมนีว่า พระองค์ประทับอยู่กับบรรดาข้าราชบริพารที่โรงแรมในเมืองการ์มิช-พาร์เทินเคียร์เชิน (Garmisch-Partenkirchen) ที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ในเขตรัฐบาวาเรีย

FT รายงานด้วยว่าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จนิวัตประเทศไทยระยะเวลาสั้น ๆ หลายครั้งในปีนี้ แต่คาดว่าการนิวัตครั้งนี้ พระองค์จะประทับอยู่ที่นี่นานขึ้น หลังจากเสด็จฯ ถึงไทยเมื่อ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระบุว่าพระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ จะเสด็จฯ ไปในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้

ขณะที่บรรดา ส.ส. พรรคกรีนส์ ของรัฐบาวาเรีย ซึ่งได้ตั้งคำถามเรื่องสถานะทางด้านภาษีของกษัตริย์ไทยที่นี่ บอกว่าพวกเขามีข้อมูลว่าพระองค์ประทับอยู่ที่วิลล่าหลังหนึ่งในเขตเทศบาลทุทซิง (Tutzing) ติดกับทะเลสาบชตาร์นแบร์ก (Starnberger Lake) ใกล้กับนครมิวนิก ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชบิดาของพระองค์เสด็จสวรรคตในปี 2559

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ,

กลุ่มผู้ประท้วงชาวไทยในต่างแดนชุมนุม เมื่อ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่หน้าบ้านหลังใหญ่แห่งหนึ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเยอรมนี

เมื่อเรื่องนี้เป็นประเด็นถูกนำมาอภิปรายในรัฐสภาเยอรมันและสื่อต่างประเทศรายงานเกี่ยวกับกษัตริย์ไทยในต่างแดนได้ นักศึกษาไทยในฝรั่งเศสผู้นี้จึงคิดว่า "ประเด็นนี้น่าจะนำมาพูดเป็นสาธารณะได้" เช่นเดียวกับที่เยาวชนและประชาชนจำนวนมากกำลังชุมนุมกันอยู่ในเมืองไทยขณะนี้

"รู้สึก frustrated (คับแค้นใจ) ไม่มีพลัง และอยากตะโกนบอกให้โลกรู้ว่ามีความไม่เป็นธรรมในประเทศไทย แต่ไปร่วมชุมนุมไม่ได้ (เพราะเรียนอยู่ต่างประเทศ) จึงอยากทำอะไรสักอยากให้คนรู้ว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น" เขาบอกกับบีบีซีไทยผ่านการพูดคุยทางไกล โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ เพราะกลัวผลกระทบที่ตามมาต่อตัวเขาและครอบครัว

ด้วยความสนใจเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขาจึงมีความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งระบุถึงการที่ประมุขของรัฐได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต คือ สามารถพำนักอยู่ในรัฐผู้รับได้เพื่อทำภารกิจทางการทูตหรือส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

นักศึกษาปริญญาโทรายนี้บอกว่าแคมเปญของเขาได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลและรัฐสภาของเยอรมนี ให้พิจารณาเรื่องการยกเลิกเอกสิทธิ์ทางการทูตของประมุขของไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เมืองไทยมีการชุมนุมเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

คนไทยวัยเบญจเพสผู้นี้บอกว่า "ไม่แปลกใจ" ที่กระทรวงดิจิทัลฯ ระงับการเข้าถึง change.org ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากเปิดแคมเปญบนเว็บไซต์ดังกล่าวเมื่อราว 21.00 น. ของวันที่ 14 ต.ค. ตามเวลาไทย และถูกปิดกั้นการเข้าถึงเมื่อเวลา 19.00 น. ของ 15 ต.ค. โดยเมื่อพยายามเข้าถึงเว็บไซต์นี้จะมีข้อความขึ้นว่า

"เนื้อหานี้ถูกระงับ เนื่องจากมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือ เข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 และที่แก้ไขเพิ่มเติม"

ที่มาของภาพ, EPA

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยในกรุงลอนดอนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์นี้ได้ และพบว่ามีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของเขาแล้ว 123,250 คน ณ เวลา 04.30 น. ของวันที่ 16 ต.ค. ตามเวลาประเทศไทย และเพิ่มขึ้นเป็น 140,230 ชื่่อ เมื่อ 02.15 น. ของวันที่ 18 ต.ค. ตามเวลาประเทศไทย

"เป็นธรรมดาที่รัฐไทยจะกลัวบทสนทนาในเรื่องนี้" เขาให้ความเห็นและเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลฯ ปลดบล็อก change.org "เพราะสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน"

แคมเปญนี้มีผู้ร่วมสนับสนุนมากเป็นพิเศษในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเทียบกับการรณรงค์หัวข้ออื่น ๆ เช่น

  • คัดค้านนำเข้าเศษพลาสติก 25,495 คน
  • คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ 'ซีอุย' 19,871 คน
  • สนับสนุนลูกสาวแห่งทะเล ขอให้ยกเลิก มติ ครม. หยุดเดินหน้านิคมอุตสาหกรรมจะนะ 8,286 คน
  • รัฐบาลหยุดใช้ภาษีประชาชนเพื่ออุ้มการบินไทย 6,619 คน
  • ปฏิรูปโรงเรียนในเครือสารสาสน์ทั้งหมด 4,869 คน
  • ยกเลิก กม.อาญา ม. 301 ผู้หญิงที่ทำแท้งไม่ใช่อาชญากร การทำแท้งเป็นเรื่องสุขภาพ 400 คน

ผู้เริ่มแคมเปญนี้บอกว่า แม้สุดท้ายแล้ว คนไทยส่วนใหญ่จะไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาและร่วมลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของเขาได้ แต่เขาก็ตั้งใจจะเผยแพร่ข้อเรียกร้องนี้ให้กว้างขวางที่สุดในช่องทางอื่น ซึ่งล่าสุดเขาได้ส่งข้อเรียกร้องไปยัง ส.ส. เยอรมนีที่ตั้งกระทู้ถามประเด็นเรื่องการพำนักอยู่ในเยอรมนีของกษัตริย์ไทย รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อเยอรมันในประเทศไทย

"หวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นตัวจุดประกายความกล้าที่จะนำความไม่เป็นธรรมมาถกเถียงกันบนพื้นฐานของเหตุผลและสันติวิธี และผลักดันให้ทางการเยอรมันดำเนินการต่อในทางที่เหมาะสม" เขาทิ้งท้าย

บีบีซีไทยติดต่อไปที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการฯ แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ ส่วนสำนักงาน change.org บอกว่า ยังไม่พร้อมชี้แจงเรื่องนี้

ที่มาของภาพ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อ 15 ต.ค. นายพุทธิพงษ์ และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ประชุมหารือเพื่อซักซ้อมความใจในแนวทางปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ระหว่าง กสทช., ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย เพื่อขอความร่วมมือให้เฝ้าระวัง และดำเนินการต่อข้อมูลและเว็บไซต์ไม่เหมาะสม รวมทั้งให้ความร่วมมือทำการลบ/ปิดกั้นข้อมูลและเนื้อหาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือสื่อสังคมออนไลน์ ที่ผิดกฎหมาย ทั้งในส่วนของการละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

"ทุกคนสามารถแสดงสิทธิเสรีภาพภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียล เว็บไซต์ต่างๆ ขอให้กระทำด้วยความระมัดระวัง งดเผยแพร่ข้อความที่เป็นเท็จ บิดเบือนหรือข่าวปลอม รวมถึงต้อง ไม่ยุยง ปลุกปั่น สร้างความแตกแยกในสังคม ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ ต้องไม่ละเมิดสถาบันหลักของประเทศ เพราะการกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ รวมถึง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ประกาศใช้ล่าสุด

บทลงโทษ

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ความผิดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลหรือนำเข้าข้อมูลผิดกฎหมายสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2), 14 (3) และมาตรา 27

มาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(2) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

(3) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา

เมื่อกระทรวงมีคำสั่งศาลถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังไม่ดำเนินการนำข้อมูลที่ผิดกฎหมายออก มาตรา 27 ระบุว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา 18 หรือมาตรา 20 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา 21 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

ที่มาของภาพ, change.org

คำบรรยายภาพ,

หนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จของ change.org