ไฟป่า: กะเหรี่ยงผู้พิทักษ์ กับอุปสรรคจากนโยบายรัฐในการใช้พื้นที่

  • ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ไฟป่า

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri./BBC THAI

"เราดูแลป่า เอาชีวิตไปแลก ไปดับไฟป่าตอนกลางคืน ไปเฝ้าเวร ไปลาดตระเวน แต่ว่าสุดท้ายแล้วเราไม่มีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากป่าเลย" สมชาติ รักสองพลู ผู้ใหญ่บ้านของบ้านกลาง หมู่ 5 ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ตัดพ้อถึงความไม่ยุติธรรมในฐานะผู้นำชุมชนที่มีส่วนในการดูแลผืนป่ากว่า 23,000 ไร่มาหลายชั่วอายุคน

สมชาติสืบทอดภารกิจการอนุรักษ์พื้นที่ป่าจากบรรพบุรุษของเขาที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มานานกว่า 300 ปี ก่อนที่ผืนป่าบริเวณนี้ กำลังจะถูกขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท และอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่แบบหมุนเวียน การหาของป่า และการเผาไร่

แม้ไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากทางภาครัฐ แต่สมชาติก็นำชาวบ้านร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่ออนุรักษ์พื้นที่ป่ามาตั้งแต่เขารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเมื่อปี 2544 จนชุมชนบ้านกลางได้รางวัลระดับจังหวัดในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เขาและชาวบ้านก็ยังหนีไม่พ้นการโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายป่าจากกิจกรรมที่เป็นไปตามวิถีชุมชน

นโยบายการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทับที่ทำกินของชาวบ้านได้สร้างผลกระทบต่อชุมชนในหลายพื้นที่หลายจังหวัด โดยเฉพาะชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่ามาเนิ่นนานก่อนจะมีการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้หรือกฎหมายอุทยานแห่งชาติ บ้านกลางก็เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ ไม่ต่างชุนชนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พยายามอพยพออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

เมื่อนโยบายเป็นเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานร่วมกับชาวบ้านอย่างหัวหน้าอุทยานถ้ำผาไทจึงต้องพยายามสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน สื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจว่าวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมต้องเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อพื้นที่ชุมชนถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติถ้าผาไทอย่างเต็มตัว และพวกเขาจะได้ผลกระทบอย่างไรบ้าง

ความพยายามของรัฐในการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ประกอบกับสถานการณ์หมอกควัน-ไฟป่าที่กลายเป็นวิกฤตประจำปี โดยเฉพาะในภาคเหนือ ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างบ้านกลางกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐ และหลายครั้งกลายเป็นจำเลยของสังคมว่าเป็นต้นเหตุของการไฟป่าและหมอกควันที่คุกคามชีวิตคนเมือง

บีบีซีไทยเดินทางไปยังชุมชนบ้านกลางเพื่อพูดคุยกับคนในพื้นที่ถึงปัญหาที่พวกเขาเผชิญ รวมถึงภารกิจอนุรักษ์ผืนป่าและป้องกันไฟป่าที่คนนอกอาจไม่ค่อยรับรู้ ก่อนที่ชุมชนแห่งนี้อาจจะต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากพื้นที่ชุมชนถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท

คำบรรยายวิดีโอ,

กะเหรี่ยงบ้านกลาง จ.ลำปาง อีกหนึ่งพื้นที่ขัดแย้งอุทยานฯ-ชุมชน

"ทำไร่หมุนเวียน ไม่เผาไม่ได้"

ด้วยวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของกะเหรี่ยงคือการอยู่คู่กับธรรมชาติ พวกเขาเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากป่าในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ป่าเพื่อการใช้ทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน สมชาติอธิบายว่าการทำไร่หมุนเวียนคือตัวอย่างในการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

ชาวกะเหรี่ยงทำไร่ทำนาบนพื้นที่หนึ่งแปลงต่อปี และปล่อยให้พื้นที่แปลงนั้นได้ฟื้นฟูสภาพอย่างน้อย ๆ 10 - 15 ปี ก่อนจะกลับมาใช้แปลงเดิม และจะวนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ สมชาติเน้นย้ำว่าการทำไร่หมุนเวียน "ไม่เผาไม่ได้"

"ไร่หมุนเวียนมันมีวัชพืชที่ต้องอาศัยไฟในการกำจัด พื้นที่ไร่หมุนเวียนที่มีอายุ 10 - 15 ปี เป็นไร่ที่มีอายุมาก และมีการสะสมของวัชพืชอยู่มาก เพราะฉะนั้นการกำจัดต้องใช้ไฟในการเข้าไปเผาป่า" สมชาติอธิบาย

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri./BBC THAI

คำบรรยายภาพ,

สมชาติ รักสองพลู ผู้ใหญ่บ้านของบ้านกลาง หมู่ 5 ดูแลพื้นที่ป่ากว่า 23,000 ไร่ จนได้รับรางวัลระดับจังหวัด

"ไร่หมุนเวียนไม่มีการไถ มีแต่การเผา แต่เป็นการเผาแบบไม่ลุกลาม มีการควบคุมที่ดี เคยมีเจ้าหน้าที่แนะนำให้รถมาถางวัชพืชออก แต่พื้นที่ทำกินของเราเป็นพื้นที่เขาลาดชัน เราจะใช้รถถางเหมือนการทำไร่บนพื้นราบได้อย่างไร"

สมชาติอธิบายว่า ชาวบ้าที่บ้านกลางรู้ดีว่าในพื้นที่ป่าเบญจพรรณ 20,000 กว่าไร่ที่ชาวบ้านดูแลอยู่นั้น จุดไหนปล่อยให้เกิดไฟได้ จุดไหนห้ามให้ไฟเข้า เพราะบางจุดมีต้นไผ่ที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีและมีการสะสมของเชื้อเพลิงอยู่มาก

ดูแลแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

บ้านกลางหมู่ 5 เป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงเล็ก ๆ มีเพียง 68 หลังคาเรือน ประชากรราว 300 คน มีพื้นที่ทำกินราว 2,000 กว่าไร่ แต่ชาวบ้านช่วยกันดูแลพื้นที่ป่ามากถึง 23,000 ไร่ ซึ่งพวกเขาทำหน้าที่ในการฟื้นฟูสภาพป่าและป้องกันไฟป่าจนได้รับการยอมรับในระดับจังหวัด

ป่าแถบนี้เคยถูกทำลายเป็นวงกว้างในสมัยที่ยังมีสัมปทานทำไม้ สมชาติเล่าว่าช่วงปี 2534-2538 บ้านกลางถูกทำสัมปทานไปถึง 3 ครั้ง ชาวบ้านหลายคนยังรับจ้างนายทุนตัดไม้ส่งขายเพราะผลตอบแทนดี แต่หลังจากรัฐบาลยกเลิกสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศ ชาวชุมชนบ้านกลางก็หันกลับมาฟื้นฟูป่าและทำให้พื้นที่ป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง พวกเขาช่วยกันทำทั้งแนวกันไฟ จัดทีมดับไฟป่า ทำฝายชะลอน้ำ และคอยปกป้องป่าจากนายทุน

เมื่อเป็นผู้ดูแลป่า ชาวบ้านต่างก็หวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากป่าในการดำรงชีวิต แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกลับมีแนวคิดที่จะผนวกรวมป่าผืนนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่

ดาวพระศุกร์ หลักแหลม อายุ 42 ปี ชาวบ้านกลางเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าเธอและผู้หญิงในหมู่บ้านมีความผูกพันกับป่าผืนนี้มาก และพวกเธอก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมทำแนวกันไฟและดับไฟป่ามาตลอด แต่เมื่อชาวบ้านเธอต้องการใช้ทรัพยากรที่พวกเธอดูแล มาทำประโยชน์เพื่อชุมชน อย่างเช่นการตัดไม้บางต้นมาสร้างโบสถ์ กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดี

ที่มาของภาพ, พีระเมศร์ ตื้อตันสกุล

คำบรรยายภาพ,

เจ้าหน้าที่อุทยานถ้ำผาไทพบว่าชาวบ้านกลางตัดไม้จำปีจากในพื้นที่ป่าสงวน

"ตอนนั้นเป็นวันก่อนเทศกาลคริสมาสต์ เราอยากจะสร้างโบสถ์เพื่อให้ชุมชนได้ใช้งานกัน เราจึงเอาเลื่อยมือไปเลื่อยไม้จำปีมา 2 ต้น แต่เจ้าหน้าที่อุทยานก็เข้ามา ข่มขู่พวกเราด้วยวาจา และยึดไม้ของพวกเราไป" ดาวพระศุกร์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2563

"ตอนนั้นมีแต่ผู้หญิงอยู่ในหมู่บ้านเพราะผู้ชายออกไปหาของป่ากันหมด เราก็ประกาศรวมตัวกันผ่านเสียงตามสายเพื่อเจรจาขอใช้ไม้ที่พวกเราดูแล แต่ทางหัวหน้าอุทยานเขาไม่ยอม เขาก็ยึดไม้พวกเราไปจนได้ เขาไม่ให้ความเป็นธรรมกับเรา เรารู้สึกโดนคุกคาม เพราะป่าของเรา เราดูแลกันตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่เคยมาเห็นว่าเราลำบากกันแค่ไหนตอนที่เราต้องปกป้องพื้นที่จากไฟป่า แต่พอจะขอใช้ประโยชน์กลับถูกดำเนินคดี"

ที่มาของภาพ, พีระเมศร์ ตื้อตันสกุล

คำบรรยายภาพ,

ชาวบ้านกลางเข้าเจรจากับหัวหน้าอุทยานถ้ำผาไท พีระเมศร์ ตื้อตันสกุล เพื่อขอไม่ให้ยึดไม้ที่ชาวบ้านตัดเพื่อไปสร้างโบสถ์จากบริเวณป่าที่ชุมชนดูแล

ไฟป่ากับชุมชนบ้านกลาง

ลำปางเป็นหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่มีปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันรุนแรงเกือบทุกปีในช่วงฤดูแล้ง จริงอยู่ว่าวิกฤตหมอกควันมีหลายสาเหตุ แต่การเผาในพื้นที่การเกษตรและไฟป่ามักถูกพูดถึงว่าเป็นสาเหตุหลัก

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศหรือ Gistda ซึ่งติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือโดยใช้ดาวเทียมให้ข้อมูลว่าเมื่อวันที่ 8 มี.ค. พบจุดความร้อน (hotspot) รวมทั้งประเทศ 1,737 จุด โดยภาคเหนือพบจุดความร้อนมากที่สุด 1,494 จุด ส่วนใหญ่อยู่ใน จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่และลำปาง และนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. จนถึงปัจจุบันในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือพบจุดความร้อนสะสมแล้วกว่า 40,000 จุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และระบบนิเวศน์โดยรวมเป็นอย่างมาก

สำหรับผลการเคราะห์ดัชนีคุณภาพอากาศ Gistda รายงานว่าวันนี้ (10 มี.ค.) ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือ อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะจังหวัดใน จ.แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ ลำปางและลำพูน

Please refresh your browser to load the map

Please refresh your browser to load the map

ผู้ใหญ่สมชาติคาดการณ์ว่าสถานการณ์ไฟป่าปีนี้จะค่อนข้างรุนแรง เพราะน้ำในหมู่บ้านแล้งตั้งแต่เดือน ม.ค. ทั้งที่ปกติแล้วแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีน้ำจนถึงเดือน มี.ค. เขาบอกว่าความแห้งแล้งทำให้ไฟป่ามาเร็วตั้งแต่เดือนแรกของปี แทนที่จะเป็น มี.ค. หรือ เม.ย.

"พื้นที่ป่าบางชนิดเราต้องลดเชื้อเพลิงด้วยการชิงเผาเป็นช่วง พื้นที่ไหนที่มันแล้งเราก็ชิงเผาตรงนั้น ปีที่แล้วหลาย ๆ พื้นที่ที่ติดกัน เกิดจุดความร้อนมากเพราะว่าเกิดการสะสมของเชื้อเพลิงมาเป็นเวลานาน 4-5 ปี ไม่ได้ไหม้ เชื้อเพลิงก็จะสะสมเป็นชั้นหนา พอไหม้ขึ้นมาก็เกิดควันเยอะมาก ไฟมันแรง ทำให้พื้นที่ไร่และป่าเสียหายมาก ต้องมีวิธีจัดการ"

"คนกะเหรี่ยง หรือว่าชุมชนสมัยก่อนจะเคลียร์พื้นที่โดยการชิงเผาเป็นจุด ๆ แต่พอมีมาตรการห้ามเผา ชุมชนก็เริ่มมาทำแนวกันไฟกัน พอเริ่มทำ ไฟก็ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่หมู่บ้านมา 5 ปีแล้ว ทางอำเภอก็บอกดีมาก ที่นี่ไม่มีไฟ ที่นี่มีทำแนวกันไฟ แต่ปีที่แล้วพอเกิดไฟ มันรุนแรงมาก" สมชาติอธิบายถึงวิธีการป้องกันไฟป่าของชุมชนด้วยการ "ชิงเผา"

ที่มาของภาพ, Chaiyot Yongcharoenchai/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

ภาพถ่ายวันที่ 10 มี.ค. แสดงให้เห็นสภาพอากาศเมืองเชียงใหม่ที่เต็มไปด้วยหมอกควัน

เตรียมประกาศเป็นเขตอุทยาน

ปี 2538 เจ้าหน้าที่เริ่มนำป้ายประกาศเขตพื้นที่อุทยานเข้ามาติดตั้งในชุมชน ตามด้วยกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่จะอพยพชุมชนออกจากพื้นที่

"ในพื้นที่ใกล้เคียงนี้ก็มีชาวบ้านถูกอพยพไป 100 กว่าหลังคาเรือน และในช่วงนั้น ชุมชนก็วิตกกังวลกัน เรากังวลว่าข้างล่างจะมีพื้นที่ให้ทำกินไหม จากจุดนั้นเองชาวบ้านก็ร่วมตัวกันเป็นเครือข่าย และสร้างกฎระเบียบในการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน มีการแบ่งเขตพื้นที่ป่า พื้นที่อยู่ของสัตว์ป่า และพื้นที่ทำกินออกจากกันอย่างชัดเจน" สมชาติอธิบาย

ช่วงที่ชาวบ้านกำลังวิตกกังวลกับการถูกอพยพและพยายามพิสูจน์ให้ภาครัฐเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ทำลายป่า ก็มีเจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาชาวเขาแห่งหนึ่ง เข้ามาในหมู่บ้านและเสนอว่าถ้าไม่อยากถูกอพยพให้เข้าร่วมการทำเกษตรโครงการหลวง

"ตอนแรกเราสนใจ เลยไปศึกษาดู และพบว่ามันต้องใช้พื้นที่เยอะมาก ซึ่งเราไม่มีพื้นที่มากพอนอกจากพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของเรา เราศึกษาดูแล้วพบว่าพื้นที่เราไม่พอ แหล่งน้ำก็ไม่พอ และไม่สามารถตอบโจทย์ความยั่งยืนของหมู่บ้านเราได้" สมชาติย้อนเหตุการณ์

"ก่อนหน้านี้เราเคยปลูกกาแฟ แต่ไม่มีใครรับซื้อ เลยต้องฟันทิ้งหมด เคยปลูกลิ้นจี่ แต่ถ้าไม่ใช้สารเคมี ใช้ปุ๋ยก็ไม่มีลูก เราเลยตัดสินใจมาใช้วิธีดั้งเดิมของเรา สิ่งเหล่านี้เป็นความยั่งยืนของเรา"

นายพีระเมศร์ ตื้อตันสกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทอธิบายกับบีบีซีไทย ว่าอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทเป็นอุทยานที่อยู่ในสถานะเตรียมการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2532 ถือเป็นอุทยานที่ใช้เวลานานที่สุดในการรอการประกาศและมีพื้นที่มากที่สุดในบรรดาอุทยานฯ ที่รอการประกาศทั้งหมด 155 แห่ง คือมีพื้นที่กว่า 750,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 17 ตำบล 5 อำเภอของ จ.ลำปาง

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri./BBC THAI

คำบรรยายภาพ,

พีระเมศร์ ตื้อตันสกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท จ. ลำปาง เน้นย้ำว่าผืนป่าเป็นของคนไทยทุกคนไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง

นายพีระเมศร์กล่าวว่าทางอุทยานฯ ได้กันเขตพื้นที่ทำกินของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานทั้งสิ้น 18 ชุมชนแล้ว

"ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องที่ทำกินกับชุมชนที่อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานเฯ ยอะ โดยทั้งหมดเรียกร้องให้มีการกันเขตพื้นที่ทำกินออกจากพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยส่วนใหญ่มีการทับซ้อนที่ดินทำกินหรือที่ดินของที่พักอาศัย แต่ก่อนใช้เป็นพยานบุคคลในการระบุพื้นที่ แต่ปี 2557 เป็นต้นมาใช้ภาพถ่ายทางอากาศจากปี 2545 เป็นแนวทางในการพิสูจน์สิทธิตามแนวทางของมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อดูว่าใครมาก่อนมาหลัง" นายพีระเมศร์อธิบาย

"จริง ๆ แล้วไม่ได้มีปัญหากับชาวบบ้านที่บ้านกลาง แต่ที่ผ่านมาอาจมีการเข้าใจผิดถึงวัตถุประสงค์ในการจัดการปัญหาของทางอุทยานฯ เรามีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองและรักษาพื้นที่ ก็คือการอนุรักษ์นั่นเอง ส่วนชาวบ้านกลางเองก็น่ายกย่องในวิธีการอนุรักษ์และรักษาพื้นที่ป่า"

"ชุมชนเองเข้าใจถึงการอนุรักษ์อยู่แล้ว แต่อาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมาย โดยชาวบ้านจะมองประเด็นเรื่องที่ทำกินเป็นหลัก และสิ่งที่ชาวบ้านอาจจะยังไม่เข้าใจก็คือ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 จะเอื้อให้พวกเขาไปใช้ประโยชน์จากป่าได้ตามวิถีของพวกเขา" หัวหน้าอุทยานฯ ชี้แจง

เจตนารมณ์เดียวกัน

เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่ชาวชุมชนบ้านกลางต้องอยู่กับความกังวลว่าจะถูกอพยพออกจากพื้นที่หลังจากป่าบริเวณนี้ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทอย่างเป็นทางการ แม้จะได้รับคำยืนยันจากหัวหน้าอุทยานฯ ว่าเจ้าหน้าที่ได้กันเขตพื้นที่ทำกินของชาวบ้านออกจากเขตอุทยานฯ แล้ว และชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้เหมือนเดิม แต่พวกเขาก็ยังกังวลว่ากฎระเบียบต่าง ๆ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำไร่หมุนเวียนของชุมชน

ผู้ใหญ่ยกตัวอย่างเช่นข้อกำหนดที่ต้องขอใบอนุญาตและจ่ายค่าธรรมเนียม 10,000 บาท สำหรับการเลี้ยงวัว หรือการต้องขออนุญาตเก็บของป่าโดยระบุปริมาณให้ชัดเจนและเก็บมาเพื่อการบริโภคเท่านั้น

"การที่เราจะเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อุทยานฯ ต้องมีการขออนุญาต ฉบับละ 10,000 บาทต่อตัว เราเลี้ยงวัวกัน 20 ตัวขึ้นไป ถ้าต้องจ่ายจริง ๆ ราคาขายวัวตัวหนึ่งยังไม่ได้เลย หรือการเก็บหน่อไม้ในป่าต้องขออนุญาตจากกรมอุทยานฯโดยต้องระบุด้วยว่าหาได้กี่กิโลมันเป็นไปไม่ได้ น้ำผึ้งก็เก็บมาขายไม่ได้ บริโภคได้อย่างเดียว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นรายได้ของชุมชน"

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri./BBC THAI

คำบรรยายภาพ,

ชาวบ้านช่วยกันใช้ทำแนวกันไฟก่อนฤดุไฟป่าจะเริ่มขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้ามาในพื้นที่ป่าที่หมู่บ้านรับผิดชอบอยู่

"เราไม่ได้เรียกร้องเอกสารสิทธิ์ เราต้องการให้เจ้าหน้าที่กันพื้นที่ทำกินออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ เราอยากทำไร่หมุนเวียนได้แบบไม่ถูกจับและไม่ถูกฟ้อง แต่ว่าทำในที่เดิมที่เราทำอยู่แล้ว พื้นที่ป่าสีเขียวเราถือว่ามันเป็นพื้นที่ป่าจิตวิญญาณของหมู่บ้าน ตรงพื้นที่สีเขียวที่เราใช้หาหน่อไม้ ผักต่าง ๆ น้ำผึ้ง และพืชผลทางเกษตร" สมชาติอธิบาย

สมชาติกล่าวว่าสิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดก็คือเรื่องการทำไร่หมุนเวียน เพราะทางอุทยานฯ ไม่เข้าใจในระบบดั้งเดิมที่มีการหมุนเวียนของการทำเกษตร ภาครัฐมองว่าเป็นการบุกพื้นที่ใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการพักฟื้นพื้นที่เดิมให้ได้ฟื้นตัวก่อนแล้วไปทำแปลงอื่น

"ถึงแม้ว่าทางกรมอุทยานไม่ได้มาเอาผิดเราในเรื่องการทำไร่หมุนเวียน แต่มาตรการห้ามเผาก็ทำให้เราทำไร่หมุนเวียนไม่ได้อยู่ดี เพราะการทำไร่หมุนเวียนต้องมีการเผา ไร่หมนุนเวียนไม่เผาไม่ได้ เพราะการเผาจะทำให้เกิดเถ้าถ่านที่นำไปปลูกข้าวได้ การเผาคือการเคลียร์พื้นที่กำจัดวัชพืช แปลงหนึ่งเราจะปลูกข้าว ปลูกพริก แตงกวา และผักต่าง ๆ ลงไป ซึ่งแหล่งอาหารของเราอยู่ตรงนั้น" สมชาติกล่าว

ด้านหัวหน้าอุทยานถ้ำผาไทบอกกับบีบีซีไทยว่ามาตรการห้ามเผานั้นบังคับใช้กับชุมชนที่เข้าข่ายว่าจะมีปัญหาและไม่ทำตามข้อปฏิบัติของกรมอุทยานฯ แต่กรณีของชุมชุนบ้านกลางนั้นไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามในช่วงวันที่ 1 มี.ค. - 30 เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเกิดไฟป่าชุก ทางกรมอุทยานฯ จำเป็นต้องมีคำสั่งห้ามเผาอย่างเด็ดขาดในทุกพื้นที่ และถ้าพื้นที่ไหนยังมีการเผาอยู่ อาจต้องมีการปิดป่า และดำเนินการทางกฎหมาย ขณะที่ชาวบ้านที่มีความประสงค์จะเข้าป่าจะต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง

"เจตนาของรัฐ เราต้องการอนุรักษ์ทรัพยากร และชุมชนก็ประสงค์เรื่องเดียวกัน ตอนนี้เราคงต้องปรับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนให้ตรงกัน เพราะรัฐอนุญาตให้ชาวบ้านใช้ชีวิตได้ตามวิถีเดิมปกติ จะอย่างไรพื้นที่ทำกินไม่หายไปแน่นอน เจตนาของเราก็เพียงแค่ต้องการที่จะอนุรักษ์พื้นที่ให้สมบูรณ์ต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเท่านั้น" พีระเมศร์กล่าว

"สิ่งหนึ่งที่เราอยากให้ทุกคนเข้าใจคือไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งถือเป็นของคนไทยทุกคน"