รู้จัก “มานิ” คนป่าที่มีประชาธิปไตย
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้

2016 Highlights: รู้จัก “มานิ” คนป่าที่มีประชาธิปไตย

  • 3 มกราคม 2017

(เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก แฟนเพจ บีบีซีไทย - BBC Thai เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2559)

บีบีซีไทยขอพาแฟนเพจไปรู้จักกับกลุ่มชาติพันธุ์มานิ หรือที่รู้จักในชื่อ ''ซาไก'' ที่ อ.มะนัง จ.สตูล กลุ่มคนป่าที่เชื่อในเรื่องความเท่าเทียมกัน ซึ่งกำลังประสบปัญหาในการปรับตัวกับโลกภายนอก

เรื่องราวของชาวมานิ ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อหลายสำนักและโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อเดือน ก.ค.2559 หลังจากที่มีการนำชาวมานิมาเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ชาวมานิถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในระหว่างกำลังเข้าร่วมประชุมในเวทีหารือที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ส.ค. เนื่องจากพวกเขาเป็นคนไร้สัญชาติ

Image copyright Sippachai Kunnuwong

นายชุมพล โพธิสาร นักวิจัยอิสระที่ทำงานขับเคลื่อนด้านการพัฒนาของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาของชาวมานินั้นแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่สำหรับกลุ่มที่ยังรักษาวิถีดั้งเดิมก็ยังขาดสิทธิขั้นพื้นฐาน และขาดสิทธิการครอบครองที่ดินอยู่ โดยตนเองมองว่าทางออกในการพัฒนาอย่างยั่งยืนควรทำอย่างเป็นระบบ โดยให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ ชนกลุ่มน้อย และคนในชุมชน เพื่อหาความต้องการร่วมกัน ก่อนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของนโยบายในระดับชาติ

นายชุมพล ซึ่งการทำงานวิจัยเกี่ยวกับชาวมานิมาเกือบ 10 ปี บอกกับบีบีซีไทยด้วยว่า มีความเป็นไปได้ว่าในสังคมอาจจะได้เรียนรู้หลักประชาธิปไตยจากการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ ที่เชื่อในความเท่าเทียมกันและยึดหลัก "ฟังเสียงข้างมาก แต่รับผิดชอบกับเสียงข้างน้อย" ซึ่งทำให้ชาวมานิได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความปรองดองมากที่สุดอีกกลุ่มหนึ่ง

Image copyright Sippachai Kunnuwong
คำบรรยายภาพ ชาวมานิยึดหลัก "ฟังเสียงข้างมาก แต่รับผิดชอบกับเสียงข้างน้อย" ในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลของเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ระบุว่า ในปัจจุบันมีชาวมานิอาศัยอยู่ในป่าเทือกเขาบรรทัดในเขต จ.พัทลุง ตรัง และ จ.สตูล ราว 300 คน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ทั้งกลุ่มอยู่ในป่าลึก กลุ่มที่เข้าออกระหว่างชายป่า และกลุ่มที่เริ่มออกมาติดต่อกับคนภายนอก โดยปัญหาที่พบคือเรื่องแหล่งอาหารที่ลดลง และปัญหาสถานะทางทะเบียน ไม่มีบัตรประชาชน ทำให้ไม่มีสิทธิในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการรักษาพยาบาล