โลกยังต้องการ “อัจฉริยะครอบจักรวาล” อยู่อีกหรือเปล่า ?

  • 21 สิงหาคม 2017
คนกับรูปปั้น thinker Image copyright Getty Images

ในโลกยุคใหม่ซึ่งสังคมมีการแบ่งงานกันทำและเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เดินกันไปมาให้ขวักไขว่นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้รอบรู้ในแขนงวิชาต่าง ๆ อย่างหลากหลายรอบด้าน หรือ "อัจฉริยะครอบจักรวาล" เกิดขึ้น ซึ่งต่างจากเมื่อราวสองร้อยปีก่อน ที่ยังพอจะพบผู้ฉลาดหลักแหลมซึ่ง "รู้ไปหมด" ได้อยู่บ้าง

เหตุที่เป็นเช่นนั้น นอกจากจะเกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีวิตยุคใหม่ ที่คนเราไม่จำเป็นจะต้องมีทักษะฝีมือและความรู้ลึกไปเสียทุกเรื่องแล้ว ยังมีคำถามอีกว่าบุคคลที่เป็นอัจฉริยะรอบด้านนั้นยังมีความจำเป็นอยู่อีกหรือไม่ ? พวกเขามีประโยชน์อย่างไรต่อสังคมยุคไฮเทคเช่นนี้ นอกจากจะเป็นดาราในรายการแข่งตอบคำถามความรู้รอบตัว

ศาสตราจารย์สเตฟาน คอลลินี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาและวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์บอกว่า ความเชื่อที่ว่าผู้วิจัยต้องค้นคว้าหาความรู้ตามแบบที่แบ่งออกเป็นสาขาวิชาต่าง ๆ อย่างแน่นอน และถือเป็นเรื่องเฉพาะที่ทำได้ภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้น เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา โดยเริ่มมีการตั้งตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำแขนงวิชาที่แยกย่อยเล็กลงไปเรื่อย ๆ ผู้คนเริ่มยอมรับกันทั่วไปในเรื่องการแบ่งขอบเขตองค์ความรู้สาขาต่าง ๆ อย่างชัดเจนเช่นนี้

คำว่า "ผู้รู้รอบด้าน" หรือ Polymaths ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากภาษากรีกสองคำคือ Polus ซึ่งแปลว่า "มาก" และคำว่า Mathe ซึ่งแปลว่า "การเรียนรู้" โดยคำนี้เริ่มมีการใช้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นสมัยหลังการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (เรอเนซองส์) ที่มี "อัจฉริยะครอบจักรวาล" อยู่มากมายหลายคนยิ่งกว่าสมัยใด ๆ จนคำว่า "คนเรอเนซองส์" (Renaissance man) นั้นเป็นที่เข้าใจกันดีว่า หมายถึงคนที่มีความสามารถและฉลาดปราดเปรื่องไปเสียทุกด้าน เช่นเดียวกับเลโอนาร์โด ดา วินชี อัจฉริยะในยุคนั้นที่เป็นทั้งจิตรกร ประติมากร สถาปนิก นักฟิสิกส์ นักกายวิภาคศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ นักปรัชญา และนักชีววิทยาไปพร้อมกัน โดยเขาไม่เพียงแต่รอบรู้ในสาขาวิชาเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังได้สร้างผลงานหลายด้านอย่างเป็นชิ้นเป็นอันทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอีกด้วย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นอกจากเลโอนาร์โด ดา วินชี จะเป็นจิตรกรเอกแล้ว เขายังออกแบบเครื่องบินและต้นแบบของเฮลิคอปเตอร์ไว้ด้วย

อัจฉริยะครอบจักรวาลอีกผู้หนึ่งที่ได้รับการบันทึกชีวประวัติเอาไว้โดยละเอียด คือโธมัส ยัง ชาวอังกฤษ (1773-1829) โดยในหนังสือ "มนุษย์ผู้รู้ทุกอย่างคนสุดท้าย" (The Last Man Who Knows Everything) ของแอนดรูว์ โรบินสันบอกว่า เขาเป็นทั้งแพทย์ นักฟิสิกส์ นักภาษาศาสตร์ นักอียิปต์วิทยา นักเต้น นักดนตรี และนักยิมนาสติกที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยได้เสนอทฤษฎีที่ชี้ว่าแสงมีลักษณะเป็นคลื่น เรียนรู้ภาษาถึง 400 ภาษา ทั้งได้ช่วยถอดรหัสแปลความหมายของอักษรไฮโรกลิฟิกบนจารึกศิลาโรเซตตา (Rosetta Stone) อันเลื่องชื่ออีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่คนสมัยนี้จะมีเวลาเพียงพอในการศึกษาศาสตร์และศิลป์แขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เพราะเพียงมุ่งสร้างความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเพียงอย่างเดียวก็กินเวลาหลายปีแล้ว เว้นแต่จะมีสมองที่เป็นเลิศ มีความกระหายใคร่รู้อย่างจริงจัง และมีความขยันขันแข็งเกินมนุษย์จนสามารถจะอดนอนหรือนอนหลับน้อยชั่วโมงได้แบบโธมัส ยัง เท่านั้น

แต่ถ้าอัจฉริยะครอบจักรวาลคนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจริง ๆ ในยุคนี้ เขาจะทำประโยชน์ต่อโลกและมนุษยชาติได้ในทางไหนบ้าง ? ศาสตราจารย์คอลลินีบอกว่า คนจำนวนมากในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันตก มีแนวโน้มที่จะต่อต้านและตั้งข้อสงสัยกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้รู้รอบด้านจะสามารถเข้ามาช่วยสื่อสารและเป็นสื่อกลางสร้างความเข้าใจระหว่างผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขากับสาธารณชนได้

Image copyright Alamy
คำบรรยายภาพ นายจาเร็ด ไดมอนด์ นักวิชาการชาวอเมริกันที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "อัจฉริยะรอบด้าน" คนหนึ่งของโลกปัจจุบัน

นอกจากนี้ อัจริยะรอบด้านยังอาจจะช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดจากการสังเคราะห์ความรู้ในหลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน โดยศาสตราจารย์คอลลินีได้ยกตัวอย่างของ จาเร็ด ไดมอนด์ นักวิชาการชาวอเมริกันที่ถือว่าเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาในหลากหลายสาขาวิชาคนหนึ่ง เขารวบรวมความรู้ที่มีทั้งในด้านภูมิศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการ และและพฤกษศาสตร์เข้าด้วยกัน พัฒนาเป็นทฤษฎีที่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดอารยธรรมยูเรเชียและแอฟริกาเหนือจึงสามารถครอบงำอารยธรรมอื่น ๆ ได้ โดยเขาได้บรรยายถึงทฤษฎีดังกล่าวไว้ในหนังสือ "ปีน เชื้อโรค และเหล็ก ชะตากรรมของสังคมมนุษย์" (Guns, Germs, and Steel: The Fates of Human Societies)

สตีเฟน ฟราย นักแสดงมากความสามารถชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นทั้งนักแสดงตลกและนักเขียนไปพร้อมกันบอกว่า "ถ้าคุณรู้มาก นั่นก็เพราะคุณมีความอยากรู้อยากเห็นมาก เมื่อคุณมีความกระหายใคร่รู้ ความรู้ก็จะติดตัวคุณไปตลอด คุณจะเริ่มสะสมน้ำหนักของความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนตัวผมที่ตะกละตะกรามอย่างเหลือเชื่อเมื่อลงมือค้นหาความรู้เรื่องต่าง ๆ"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง