เฮนรีที่ 8 กษัตริย์นักรัก สู่กษัตริย์นักปฏิรูป (ตอนที่ 2)

  • 3 พฤศจิกายน 2017
กษัตริย์เฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ Image copyright Google Art Project

กษัตริย์เฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ ไม่เพียงแค่ทรงลือชื่อในฐานะกษัตริย์นักรักเท่านั้น แต่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักปฎิรูปที่ทำให้ประเทศอังกฤษเป็นสหราชอาณาจักรในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคริสต์ศาสนาที่มีความเป็นเอกเทศ หรือแสนยานุภาพของกองทัพเรือที่นำอังกฤษไปสู่การสร้างจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินในศตวรรษที่ 16

การแยกตัวออกจากศาสนจักรแห่งกรุงโรมและการเปลี่ยนแปลงของประมุขทางศาสนาในรัชสมัยของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 สืบเนื่องจากการที่พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยในการอภิเษกสมรสใหม่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปศาสนาครั้งแรกและครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ พระราชประสงค์ของพระองค์ในครั้งนั้นทำให้อังกฤษตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกโจมตีเพราะประมุขและประชาชนจากประเทศรอบด้านที่ยังคงเป็นคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกที่เคร่งครัดยกเว้นเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์

ความเสื่อมของศาสนจักรคาทอลิกทั่วยุโรปในปลายยุคกลางหรือเป็นที่รู้จักกันดีว่า "ยุคมืด" เป็นผลพวงจากการขูดรีดเงินทองจากผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายสวรรค์โดยให้คนที่ทำบาปตามความเชื่อทางศาสนาสามารถล้างบาปของตนผ่านการบริจาคเงินให้อารามและนักบวช การไม่รักษาศีลของพระสันตะปาปาหลายพระองค์ในช่วงนั้น หรือแม้แต่การจ่ายเงินภาษีประจำปีจำนวนมหาศาลให้แก่วาติกัน

Image copyright Getty Images

ด้วยเหตุนี้ทำให้นักบวชและผู้เชี่ยวชาญทางด้านคริสต์ศาสนาจำนวนมากเริ่มออกมาปฏิรูปผ่านงานเขียนหรือการวิพากษ์วิจารณ์ การปฏิรูปในช่วงนั้นเรียกว่า Protestant Reformation หนึ่งในนักบวชผู้นำการปฏิรูปที่สำคัญและมีอิทธิพลต่ออังกฤษคือ มาร์ติน ลูเธอร์ นักบวชจากเยอรมนีและผู้ก่อตั้งคริสต์ศาสนานิกายลูเธอร์แรน ได้ออกมาท้าทายอำนาจของพระสันตะปาปาผ่านงานเขียนที่ชื่อว่า "95 Theses" ที่ถูกติดหน้าทางเข้าโบสถ์ในเมืองวิทเทนเบอร์กเพื่อประจานความชั่วร้ายของศาสนจักรคาทอลิกในปี 1517 โดยที่ความเชื่อนี้ได้รับการสานต่อโดย จอห์น คาลวิน นักเทววิทยาชาวฝรั่งเศสที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศของตนไปสวิตเซอร์แลนด์

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มาร์ติน ลูเธอร์ เป็นผู้ปฏิรูปศาสนาคริสต์ โดยแยกมาตั้งนิกายโปรเตสแตนต์ เพราะไม่เห็นด้วยกับคำสอนของคริสตจักรโรมันคาทอลิกบางข้อ

ความเบื่อหน่ายและความโกรธเคืองของผู้คนส่วนใหญ่ในอังกฤษที่มีต่อนิกายคาทอลิกก็มาจากเหตุผลเดียวกัน พวกเขาต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้นักบวชทำพิธีทางศาสนาให้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การทำศีลจุ่มให้เด็กทารก หรือแม้แต่การทำพิธีฝังศพผู้เสียชีวิต ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้คนไม่ออกมาประท้วงต่อการตัดความสัมพันธ์กับกรุงโรมและการเปลี่ยนแปลงประมุขทางคริสต์ศาสนจักร แม้ว่าอังกฤษจะยังคงนับถือนิกายคาทอลิกในขณะนั้นก็ตาม

ความร่ำรวย การไม่รักษาศีล การฉ้อราษฎร์บังหลวงของโบสถ์และนักบวชที่เกียจคร้าน ทำให้กษัตริย์เฮนรีทรงยุบและยึดพื้นที่วัดวาอารามคืนเป็นจำนวนมหาศาลผ่านการนำของ โธมัส ครอมเวลล์ สมุหนายก โดยผ่านพระราชกฤษฎีกายุบอารามในระหว่างปี 1536 ถึงปี 1541 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและประชาชน หลังการปิดตัวลงนักบวชหรือแม่ชีจำนวนหนึ่งได้รับเงินบำนาญไปตลอดชีพ ในขณะที่นักบวชบางคนถูกประหารชีวิตเพราะกระด้างกระเดื่องต่อกษัตริย์เฮนรี เชื่อกันว่ามีวัดวาอารามและสำนักชีได้ถูกปิดตัวลงไปประมาณ 900 แห่งทั่วอังกฤษ เวลส์และไอร์แลนด์ในช่วงเวลานั้น

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ โธมัส ครอมเวลล์ สมุหนายก เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยกษัตริย์เฮนรีที่ 8 ยุบและยึดพื้นที่วัดวาอารามคืน ผ่านพระราชกฤษฎีกายุบอารามในระหว่างปี 1536 ถึงปี 1541

เป็นที่ทราบกันดีในพระราชสำนักว่าความเชื่อในนิกายโปรเตสแตนต์ของอังกฤษมีความขึ้นลงเปลี่ยนแปลงตามพระราชอารมณ์และตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 ในการสร้างพันธมิตรกับเจ้าชายแห่งเยอรมนีที่ทรงนับถือคริสต์ศาสนานิกายลูเธอร์แรน ในปี 1536 พระองค์ทรงผ่าน "พระราชบัญญัติ 10 มาตรา" ซึ่งเป็นการรวบรวมหลักคำสอนใหม่ของคริสตจักรแห่งอังกฤษเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีการเพิ่มอีกสามมาตราในสองปีให้หลัง

ในปี 1539 เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านลดน้อยลง พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยออก "พระราชบัญญัติ 6 มาตรา" เปลี่ยนแปลงหลักคำสอนกับไปเป็นแนวนิกายคาทอลิกอีกครั้ง โดยที่ประมุขแห่งศาสนจักรยังคงเป็นพระองค์ไม่ใช่พระสันตะปาปาแห่งกรุงโรม หนึ่งในหกมาตราทำให้ความเชื่อนอกรีตเป็นความผิดอาญาร้ายแรง พระองค์ทรงพยายามสร้างฉันทามติระหว่างผู้นับถือความเชื่อใหม่และความเชื่อเก่า พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้จนกระทั่งพระองค์เสด็จสวรรคต

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองทรงเป็นประมุขสูงสุดของคริสตจักรอังกฤษในปัจจุบัน

พระราชกฤษฎีกายุบอารามและพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในรัชสมัยของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 ได้นำไปสู่การปฏิรูปอย่างจริงจังหรือเป็นที่รู้จักกันดีว่า English Reformation ในรัชสมัยกษัตริย์เอ็ดเวิร์ด์ที่ 6 พระราชโอรส และพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 พระราชธิดาพระองค์เล็กของพระองค์เอง แม้ว่าจะมีความพยายามสั้น ๆ ในการฟื้นฟูอำนาจของพระสันตะปาปาแห่งกรุงโรมในรัชสมัยของพระราชินีแมรีที่ 1 พระราชธิดาองค์โต

ทรัพย์สินที่ยึดได้จากการยุบตัวอารามในช่วงนั้นตกเป็นของแผ่นดิน มีการขายทอดพื้นที่บางส่วน เพื่อนำเงินเกือบทั้งหมดไปสนับสนุนกิจกรรมทางทหารของกษัตริย์เฮนรีในช่วงทศวรรษ 1540 เช่น การขยายป้อมปราการบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของอังกฤษในเมืองพอร์ตสมัทเพื่อป้องกันการโจมตีจากฝรั่งเศส รวมถึงการเพิ่มแสนยานุภาพของกองทัพเรือโดยการสร้างเรือรบเพิ่มขึ้นจำนวนมากและการสถาปนากองทัพเรือของอังกฤษอย่างเต็มรูปแบบจนพระองค์ทรงได้รับการขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งกองทัพเรืออังกฤษ"

อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นศัตรูกันเป็นช่วง ๆ อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งศตวรรษที่ 16 ความหลงใหลในการทำสงครามทำให้กษัตริย์เฮนรีที่ 8 ทรงใช้เงินทุนสำรองของประเทศที่เก็บสะสมมาตั้งแต่สมัยพระราชบิดาของพระองค์จนหมดไปกับการสร้างป้อมปราการ การจัดกองทัพโจมตีฝรั่งเศสถึงสามครั้งในช่วงเวลาเพียงสามปี แม้ว่าอังกฤษจะเป็นฝ่ายตั้งรับมากกว่าก็ตาม และการสร้างเรือรบขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากถึง 60 ลำ หนึ่งในเรือรบที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ เรือรบหลวงแมรีโรส (Mary Rose)

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ แบบจำลองเรือรบหลวงแมรีโรส

ในปี 1510 กษัตริย์เฮนรีที่ 8 ทรงมีพระบรมราชโองการให้มีการสร้างเรือรบหลวงเพิ่มจากเดิมที่มีอยู่เพียงห้าลำ เรือรบหลวงแมรีโรส เป็นเรือรบขนาดใหญ่ลำแรกที่ถูกสร้างขึ้นและใช้งานภายในหนึ่งปี กษัตริย์เฮนรีที่ 8 ทรงออกบัญชาการรบกับฝรั่งเศสบนเรือหลวงแมรีโรสครั้งแรกในปี 1512 เรือรบหลวงลำนี้ได้ออกปฏิบัติหน้าที่เคียงข้างพระองค์ในน่านน้ำเป็นเวลายาวนานถึง 34 ปี

จนกระทั่งปี 1545 เรือรบแมรีโรสได้เข้าประจำการกองทัพเรืออังกฤษเข้าป้องกันน่านน้ำของอังกฤษจากการโจมตีของฝรั่งเศส หลังการออกตัวไปไม่นานเรือรบแมรี โรสได้พลิกคว่ำและจมลงสู่ใต้ท้องทะเล นักโบราณคดีได้ค้นพบซากเรือรบลำนี้ในปี 1971 และใช้เวลากว่าสี่ปีในการกู้ซากเรือลำนี้ขึ้นมาพร้อมกับโบราณวัตถุในรัชสมัยกษัตริย์เฮนรีที่ 8 มากกว่า 19,000 ชิ้น ปัจจุบันซากเรือแมรีโรสได้รับการบูรณะซ่อมแซมและจัดตั้งเป็น "พิพิธภัณฑ์แมรีโรส" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท่าเทียบเรือทางประวัติศาสตร์พอร์ตสมัท ท่าเทียบเรือนี้เป็นท่าเทียบเรือและอู่ต่อเรือแห่งแรกในยุโรปสร้างขึ้นบริเวณเมืองพอร์ตสมัทในรัชสมัยพระราชบิดาของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 ผู้ทรงเป็นต้นราชวงศ์ทิวดอร์

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักโบราณคดีพบโบราณวัตถุในสมัยกษัตริย์เฮนรีที่ 8 กว่า 19,000 ชิ้น ในซากเรือรบแมรีโรส

นอกจากท่าเทียบเรือในพอร์ตสมัทแล้ว กษัตริย์เฮนรีที่ 8 ทรงก่อตั้งอู่ต่อเรือรบหลวงเพิ่มที่เมืองเดปต์ฟอร์ดและเมืองวูลิช ซึ่งเป็นเมืองที่ใกล้กับพระราชวังกรีนิช (Greenwich Palace) ริมแม่น้ำเทมส์ของพระองค์ พระราชวังกรีนิช มีชื่อเรียกเดิมว่า พระราชวังพลาเซนเทีย (Palace of Placentia) มีความหมายว่า พระราชวังแห่งความรื่นรมย์ ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงลอนดอนประมาณสิบกิโลเมตร และเป็นสถานที่ ที่กษัตริย์เฮนรีที่ 8 ทรงโปรดเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพระราชวังที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์ นอกจากนี้พระองค์ยังประสูติที่พระราชวังแห่งนี้ เช่นเดียวกับเจ้าหญิงแมรีและเจ้าหญิงเอลิซาเบธ พระราชธิดาทั้งสอง ด้วยความที่กษัตริย์เฮนรีทรงโปรดกีฬากลางแจ้งมาก พระองค์ทรงสร้างสนามเทนนิส คอกม้า และลานประลองการต่อสู้ของอัศวินบนหลังม้าซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของปราสาทและพระราชวังในสมัยราชวงศ์ทิวดอร์

Image copyright Getty Images

กษัตริย์เฮนรีที่ 8 เสด็จสวรรคตในวันที่ 28 มกราคม ปี 1547 รวมมีพระชนมพรรษา 55 พรรษา สาเหตุการสวรรคตของพระองค์ไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัดตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีทฤษฎีหนึ่งอ้างว่าพระองค์ เสด็จสวรรคตจากแผลเน่าเปื่อยที่พระเพลาจากอุบัติเหตุในระหว่างการประลองการต่อสู้บนหลังม้าในช่วงวัยฉกรรจ์ ซึ่งเป็นเหตุให้พระองค์ทรงไม่สามารถทรงกีฬาอื่นได้อีก

พระราชวังกรีนิชถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงพยาบาลในศตวรรษที่ 17 ก่อนที่บางส่วนจะถูกเปลี่ยนให้เป็นวิทยาลัยทหารเรือเก่าเช่นในปัจจุบัน และบางส่วนถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์ Royal Museums Greenwich ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ภายในนั้นมีพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะและโบราณวัตถุในสมัยกษัตริย์เฮนรีที่ 8 มากกว่า 30 ชิ้น ที่ขุดค้นพบในปี 2006 รวมถึงกำแพงวิหารหลวงทางฝั่งตะวันออกของพระราชวังที่กษัตริย์เฮนรีทรงใช้เป็นสถานที่อภิเษกสมรสกับพระราชินีแคทเธอรีนแห่งอารากอนและพระราชินีแอนน์แห่งคลีฟซ์

นักประวัติศาสตร์อังกฤษหลายคนมองว่า การเพิ่มแสนยานุภาพทางทะเลของอังกฤษในรัชสมัยของกษัตริย์ เฮนรีที่ 8 เป็นจุดเริ่มต้นของการล่าอาณานิคมระหว่างปลายศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 18 จนทำให้อังกฤษกลายเป็นจักรวรรดิอังกฤษที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินในที่สุด เนื่องจากมีพื้นที่หนึ่งในสี่ของโลกและปกครองประชาชนมากถึงหนึ่งในห้าจากทั่วทุกภูมิภาค