รักข้ามขอบฟ้าเวียดนาม-เกาหลีเหนือ

  • 13 กุมภาพันธ์ 2018
รี ยอง ฮุย และฟาม ง็อก คาน เมื่อครั้งยังแรกรุ่น Image copyright Pham Ngoc Canh
คำบรรยายภาพ รี ยอง ฮุย และฟาม ง็อก คาน เมื่อครั้งยังแรกรุ่น

ครั้งแรกที่รี ยอง ฮุย หญิงชาวเกาหลีเหนือ ได้พบหน้าฟาม ง็อก คาน ชายที่กลายมาเป็นสามีของเธอนั้น เขายังเป็นนักศึกษาหนุ่มน้อย อายุ 18 ปี กำลังเรียนวิชาเคมี ที่เดินทางจากเวียดนามไปยังเมืองฮัมฮุง ของเกาหลีเหนือ เมื่อปี 1967

ทั้งสองตกหลุมรัก และพบกันอีกครั้งในปี 1971 แต่กว่าจะได้แต่งงานกันเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปี 2002 เรื่องราวความรักของคู่รักที่ต้องอยู่ห่างไกลกันนานถึง 30 ปีคู่นี้ เป็นที่จดจำของคนในเวียดนาม

รี เป็นพลเมืองหญิงชาวเกาหลีเหนือคนเดียวเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตจากผู้นำสูงสุดให้แต่งงานกับชายชาวเวียดนามได้

ก่อนวันวาเลนไทน์ปี 2018 นี้ ผู้สื่อข่าวบีบีซีมีโอกาสได้พูดคุยกับรีและฟาม จากบ้านพักในกรุงฮานอย

คำบรรยายภาพ รี และ ฟาม พูดคุยกับผู้สื่อข่าวบีบีซีที่แฟลตเล็ก ๆ ในกรุงฮานอย เมื่อเดือน ก.พ. 2018

"ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแบบเวียดนามไปหมด เพราะที่นี่คือเวียดนาม เข้าเมืองตาหลิ่ว คุณก็ต้องหลิ่วตาตาม ไม่มีการทำอะไร "แบบเกาหลี" ที่นี่ เพราะมีฉันที่เป็นคนเกาหลีเหนืออยู่คนเดียว"

เมื่อเดินทางถึงเวียดนาม รีเริ่มเรียนภาษาเวียดนาม ซึ่งก็ช่วยให้เธอใช้ชีวิตประจำวันและพูดคุยกับครอบครัวของสามีได้

เธอบอกกับบีบีซีว่า "ตอนนี้ฉันควรจะคุยกับผู้หญิงเวียดนามที่มีอายุพอ ๆ กับฉันได้แล้ว แต่มันไม่ง่ายเลยค่ะ เพราะฉันพูดเวียดนามไม่คล่อง ฉันคิดถึงประเทศของฉันและอยากจะกลับบ้าน แต่ในเวลาเดียวกัน ฉันก็ทิ้งเขาไปไม่ลง"

ผู้สื่อข่าวแผนกภาษาเวียดนามของบีบีซีไปที่แฟลตของรีในกรุงฮานอย ตอนที่สถานีโทรทัศน์เวียดนามกำลังถ่ายทอดสดการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองพยองชาง ของเกาหลีใต้

คำบรรยายภาพ ปัจจุบันฟาม ง็อก คาน และรี ยอง ฮุย อาศัยอยู่ในกรุงฮานอย

นับตั้งแต่จากบ้านเกิดที่เมืองฮัมฮุงมาหลายปี รี มีโอกาสเดินทางกลับไปเกาหลีเหนือเพียงสองครั้ง การได้ดูการแข่งขันกีฬาของนักกีฬาเกาหลีเหนือ และการแสดงดนตรีเกาหลีเหนือ ทางโทรทัศน์ในเวียดนามแบบนี้ เป็นโอกาสพิเศษสำหรับรี

"ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เมื่อไหร่ที่ได้ยินเสียงเพลงอารีรัง (เพลงพื้นบ้านเกาหลี) ทำให้ฉันน้ำตารื้น คิดถึงบ้าน หัวใจฉันสั่นระรัวเมื่อได้ยินเสียงเพลงอารีรัง (ในงานโอลิมปิก) ทางโทรทัศน์ (ในเวียดนาม)"

ไกลกาย ใกล้ใจ

ฟาม ง็อก คาน ตกหลุมรักรีตั้งแต่แว่บแรกที่เขามองลอดประตูห้องแล็บในเมืองฮัมฮุง และเห็นเธอนั่งทำงานอยู่ในนั้น ฟามตั้งใจว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องแต่งงานกับเธอให้ได้

แต่หลังจากที่เขาเดินทางกลับไปกรุงฮานอย ในปี 1973 คนทั้งสองก็ไม่มีโอกาสได้พบกันอีก เพราะชาวเกาหลีเหนือไม่ได้รับอนุญาต ให้เดินทางออกนอกประเทศ และไม่อาจติดต่อกับชาวต่างชาติได้

รีไม่เคยลืมอุปสรรคความรักที่ต้องเผชิญ

"ฉันเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของเขา และรู้ทันทีเลยว่าเขารักฉัน ฉันเองก็ตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกพบเหมือนกันค่ะ"

"ฉันไม่เคยรักใครมาก่อนที่จะพบเขา ฉันเองก็ชอบเขาค่ะ เขาหล่อมาก และใจดีกับฉันด้วย"

รีไม่เคยคิดว่าเธอและเขาจะกลายมาเป็นคู่รักกัน

"ตอนที่เขาเดินทางกลับไปบ้าน เวียดนามยังอยู่ในห้วงสงคราม ก่อนที่เขาจะกลับไป เขาบอกให้ฉันรอ เขาจะกลับมาหาฉัน ตอนนั้นฉันไม่เชื่อเขา"

แต่จริง ๆ แล้วตอนที่ฟาม เดินทางกลับไปยังเกาหลีเหนือในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 2 วัน ในปี 1978 เขาบอกกับเธอว่า "วันหนึ่งเราจะได้อยู่ด้วยกัน ขอให้รอจนถึงวันนั้น"

รีเล่าว่า "ฉันตอบเขาไปว่า เมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึง? ฉันคงจะแก่เสียแล้ว แต่เขาบอกกับฉันว่า "คุณจะยังเป็น รี ยอง ฮุย ของผม ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม"

สิ่งที่ฟามทำได้ตลอด 30 ปี ถัดมาจากนั้นก็คือเขียนจดหมายรัก ซึ่งบางฉบับเขาต้องใช้ล่ามช่วยแปล แต่จดหมายทั้งหมดที่ส่งไปนั้น ไม่เคยได้รับการตอบกลับ

Image copyright Pham Ngoc Canh
คำบรรยายภาพ งานแต่งงานที่จัดขึ้นในกรุงฮานอย เมื่อเดือนธันวาคม 2002 รีสวมชุดฮันบก ชุดประจำชาติเกาหลี ไม่มีใครจากครอบครัวของเธอมีโอกาสได้มาร่วมงาน

ฟามเดินทางกลับไปทำงานในฐานะล่ามในเกาหลีเหนืออีกหลายครั้ง และเฝ้าถามหารีอยู่เสมอ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาได้รับการบอกกล่าวว่ารีได้แต่งงานไปแล้ว และอีกครั้งหนึ่งมีคนบอกเขาว่ารี เสียชีวิตไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฟามหมดหวัง

ท้ายที่สุดแล้ว ความฝันของฟามก็เป็นจริง ด้วยความช่วยเหลือของผู้นำเวียดนามที่เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือและพบกับนายคิม จอง อิล เมื่อปี 2001 ขณะนั้นรัฐบาลเกาหลีเหนือยินยอมให้รี ยอง ฮุย ออกเดินทางจากเมืองฮัมฮุง ไปยังเวียดนามและแต่งงานกับชายที่เธอรักได้

ทั้งสองจัดงานแต่งงานกันอย่างเรียบง่าย ที่กรุงฮานอย เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2002 ขณะนั้นรีมีอายุ 55 ปี เธอสวมฮันบก ชุดประจำชาติเกาหลีในงานแต่ง ซึ่งไม่มีใครจากครอบครัวของเธอมีโอกาสได้มาร่วมงานเลย ส่วนฟาม ง็อก คาน มีเพื่อน ๆ และคนในครอบครัวไปร่วมแสดงความยินดี

นับแต่นั้นมา คนทั้งสองก็ตั้งรกรากอยู่ในกรุงฮานอย ซึ่งรี ทำงานเป็นครูสอนภาษาเกาหลี

คำบรรยายภาพ ฟาม ง็อก คาน และรี ยอง ฮุย ในกรุงฮานอย

ปัจจุบันฟาม เกษียณอายุจากงานวิศวกรที่เคยทำ แต่เขายังคงเล่นกีฬา และก่อตั้งสมาคมนักขี่จักรยานฮานอย

การมาอยู่ในกรุงฮานอยอาจจะทำให้รีมีชีวิตที่ดีกว่าอยู่ในเมืองฮัมฮุง แต่ก็ใช่ว่าจะสะดวกสบาย เพราะทั้งฟามและรี อาศัยอยู่ในแฟลตเล็ก ๆ บนตึกสูงแห่งหนึ่งในกรุงฮานอย เขาต้องแบ่งพื้นที่บางส่วนของแฟลตให้เช่าเพื่อให้มีรายได้ เพราะลำพังเงินบำนาญที่ได้รับเดือนละประมาณ 5,300 บาท นั้นไม่เพียงพอ

รีเองยอมรับว่าสถานภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ยากลำบาก ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมเวียดนาม และอุปสรรคเรื่องภาษา แต่เชื่อว่าวันหนึ่งอุปสรรคจะผ่านพ้นไป "อย่างที่เราเคยก้าวข้ามมันมาได้"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม