กระเบนราหู (Manta Ray) หนังไทยที่เพิ่งคว้ารางวัลในเวนิส

  • 10 กันยายน 2018
กระเบนราหู Image copyright LA BIENNALE DI VENEZIA

กระเบนราหู ภาพยนตร์จากประเทศไทย เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

รางวัลในประเภท Orizzonti (Horizons) เป็นการพิจารณารางวัลสำหรับภาพยนตร์ที่เป็นตัวแทนสุนทรียภาพและการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ร่วมสมัยจากนานาชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ กระเบนราหู ยังเป็นภาพยนตร์จากประเทศไทยเพียงเรื่องเดียวในเทศกาลปีนี้

กระเบนราหู หรือที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Manta Ray เป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ที่สะท้อนถึงปัญหาและทัศนคติต่อความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิกฤตผู้อพยพชาวโรโรฮิงญาในประเทศไทย

ภาพยนตร์ความยาว 105 นาทีนี้ เล่าถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างชาวประมงคนหนึ่ง (รับบทโดย วัลลภ รุ่งกําจัด) และชายอีกคนหนึ่งที่เข้าให้การช่วยเหลือ (รับบทโดย อภิสิทธิ์ หะมะ) หลังถูกน้ำทะเลซัดขึ้นฝั่งในหมู่บ้านติดทะเลแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งสอดแทรกไปด้วยสัญลักษณ์ให้ผู้ชมได้ตีความ

นอกจากชาวประมงจะให้ความช่วยเหลือกับชายคนดังกล่าวแล้ว เขายังตั้งชื่อให้กับชายคนดังกล่าวว่า "ธงชัย" แต่ต่อมาเมื่อชายชาวประมงหายตัวไป ธงชัยก็เริ่มเข้ามาเป็นเจ้าของบ้าน อาชีพ และอดีตภรรยาของชาวประมง

Image copyright Ernesto Ruscio/Getty Images
คำบรรยายภาพ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง

ในบทวิจารณ์ของเว็บไซต์วาไรตี้ ริชาร์ด ไคเปอร์ส กล่าวว่า ด้วยการที่หนึ่งในตัวละครหลักไม่มีโอกาสได้สื่อสารด้วยคำพูดตลอดทั้งเรื่อง ผู้กำกับได้นำคนดูไปสัมผัสกับภาวะไร้อำนาจที่ชาวโรฮิงญาต้องเผชิญในการสื่อสารต่อสาธารณชนและการกำหนดชะตากรรมของตัวเอง

ภาพยนตร์ที่อุทิศให้กับเหยื่อ

พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง จบการศึกษาจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร และเคยมีผลงานหนังสั้นเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่งทั่วโลก หนึ่งในผลงานของเขา คือ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของแม่ลูกไร้สัญชาติคู่หนึ่งที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยจากประเทศเมียนมา และชนะรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ เมื่อปี 2558

สำหรับภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของเขา พุทธิพงษ์กล่าวผ่านแถลงการณ์บนเว็บไซต์ว่า ตนขออุทิศโปรเจกต์นี้ให้แก่ผู้อพยพชาวโรฮิงญาผู้เป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ที่เคยขึ้นในประเทศไทย โดยกล่าวถึง 2 เหตุการณ์ด้วยกัน

หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ในเดือน ม.ค. 2552 เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารของไทยลากเรือของผู้อพยพชาวโรฮิงญาจำนวนอย่างน้อย 6 ลำออกไปจากฝั่งและทิ้งไว้กลางทะเล เหตุครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน และมีอีกกว่า 300 คนสูญหาย

Image copyright Andreas Rentz/Getty Images
คำบรรยายภาพ ทีมนักแสดงและผู้กำกับ (ซ้าย-ขวา): วัลลภ รุ่งกําจัด, พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง, รัสมี เวระนะ และอภิสิทธิ์ หะมะ

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เขากล่าวถึงในแถลงการณ์ เกิดขึ้น.นปี 2558 เมื่อทางการไทยค้นพบหลุมศพขนาดใหญ่พร้อมร่างของชาวโรฮิงญาหลายสิบศพบนเทือกเขาแก้ว จ. สงขลา ซึ่งถูกใช้เป็นค่ายสำหรับพักและกักขังเหยื่อก่อนส่งผ่านไปยังมาเลเซีย

"ผมสามารถเข้าใจได้ถึงความไม่พอใจ ที่ชาวประมงมีต่อคนแปลกหน้าคนนี้ที่เขาเคยหยิบยื่นมิตรภาพให้ และผมก็สามารถเข้าใจได้ว่าคนแปลกหน้าไม่ได้ต้องการจะยึดครองชีวิตและข้าวของของเพื่อนของเขา แต่ผมไม่มีทางเข้าใจได้ว่าทำไมโศกนาฏกรรมนี้จึงเกิดขึ้น" พุทธิพงษ์ ระบุในแถลงการณ์

"ผมไม่ต้องการให้ตัวละครใดก็ตามถูกประณามหรือไต่สวนในศาล ผมแค่หวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ ท้ายที่สุด ผมแค่อยากจะทำหนังที่มีเจตนาที่ดีต่อมนุษย์ ซึ่งผมเดาว่านั่นเป็นเหตุผลหลักที่ผมอยากทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมา"

กว่า 2 ปีหลังการค้นพบหลุมศพในครั้งนั้น เมื่อเดือน ก.ค. 2560 ศาลอาญาแผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาใช้เวลากว่า 12 ชั่วโมงอ่านคำพิพากษา ตัดสินให้ พล.ท. มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และนายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ อดีตนายก อบจ. สตูล มีความผิดในคดีค้ามนุษย์ชาวมุสลิมโรฮิงญา พร้อมกับจำเลยอีก 62 ราย โดยให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 94 ปี

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
คดีค้ามนุษย์ประวัติศาสตร์

ชาวโรฮิงญาเป็นใคร

ชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานในรัฐยะไข่ตะวันตกมาหลายศตวรรษ ก่อนที่จักรวรรดิอังกฤษปกครองพม่า ต่อมาชาวอังกฤษได้นำชาวเบงกาลีจากอินเดียเข้ามาในเมียนมาเพื่อร่วมรบกับอังกฤษต่อต้านญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในขณะเดียวกัน ชาวเมียนมาในขณะนั้นก็จับมือกับญี่ปุ่นต่อสู้กับอังกฤษเพื่อประกาศเอกราช

หลังได้เอกราช ความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมโรฮิงญาและชาวพุทธในรัฐยะไข่เพิ่มมากขึ้น วัฒนธรรมการดำรงชีวิตที่ต่างกันของชาวพุทธและโรฮิงญาในรัฐยะไข่ทำให้เกิดความไม่ไว้ใจต่อชาวโรฮิงญา ที่มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดความเกรงกลัวว่า ประชากรส่วนใหญ่จะกลายเป็นชาวโรฮิงญา กลายเป็นปัญหาเหยียดเชื้อชาติ

ภายหลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลอู นุ เมื่อราวปี 2505 กองทัพได้ยกเลิกสัญชาติเมียนมาแก่ชาวโรฮิงญาทำให้สิทธิพลเมืองของชาวโรฮิงญาต้องหายไป เพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวโรฮิงญา

รัฐยะไข่เป็นถิ่นฐานของชาวมุสลิมโรฮิงญากว่า 1 ล้านคน แต่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวพุทธและชาวมุสลิมโรฮิงญาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี มีเหตุปะทะรุนแรงหลายครั้ง ทำให้มีผู้อพยพออกจากพื้นที่หลายหมื่นคน โดยชาวมุสลิมโรฮิงญากล่าวหาว่าทางการเมียนมาปฏิบัติกับชาติพันธุ์พวกเขาอย่างโหดร้าย

เมื่อเดือนที่ผ่านมา รายงานของสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงเมียนมาต้องถูกสอบสวนข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐยะไข่ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ

รายงานฉบับนี้ซึ่งจัดทำขึ้นจากการพูดคุยกับพยานในที่เกิดเหตุ รวบรวมหลักฐานภาพจากดาวเทียม รูปถ่าย และคลิปวิดีโอ เป็นการประณามอย่างรุนแรงที่สุดของสหประชาติต่อวิกฤตโรฮิงญา โดยระบุว่ากองทัพเมียนมาจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผลกับภัยคุกคามความมั่นคงที่เกิดขึ้นจริง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม