ความจน-วิถีชีวิตชนบท ทำให้คนยูกันดา “ฟิต” ที่สุดในโลก

  • 15 กันยายน 2018
องค์การอนามัยโลกระบุว่า ยูกันดาเป็นประเทศที่ผู้คนออกกำลังกายกันมากที่สุด
คำบรรยายภาพ องค์การอนามัยโลกระบุว่า ยูกันดาเป็นประเทศที่ผู้คนออกกำลังกายกันมากที่สุด

เจนนิเฟอร์ นาบูเลมบวา แม่ลูกสองชาวยูกันดา เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเดินเท้าไปทำงานนานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง โดยเธอออกเดินจากบ้านที่ชานกรุงคัมพาลา ลัดเลาะมาตามริมทางรถไฟ ข้ามทางหลวง 8 เลน ก่อนจะวนรอบเนินเขาโคโลโล แล้วมาถึงที่ทำงานในเวลา 9.00 น. พอดี

หลังจากนั้นนาบูเลมบวาจะต้องทำความสะอาดอาคาร 3 ชั้น และต้องวิ่งไปทำธุระต่าง ๆ ให้เจ้านายแล้วแต่จะสั่ง เมื่อหมดเวลางานตอนห้าโมงเย็น เธอก็จะเริ่มเดินเท้ากลับบ้านตามเส้นทางหฤโหดที่ได้ผ่านมาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงเช้า เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะเงินเดือนเพียง 3,300 บาทของเธอ ไม่พอจ่ายเป็นค่าเดินทางไปกลับได้

"ฉันชินเสียแล้ว ก็เลยไม่รู้สึกว่ามันไกล ฉันไม่เคยใส่รองเท้าดี ๆ มาทำงานหรอก แต่บางครั้งก็อยากจะมีชีวิตที่ดีกับเขาบ้าง ถ้าได้นั่งรถหรือขี่มอเตอร์ไซค์ก็คงจะดี"

นาบูเลมบวาเป็นหนึ่งในชาวยูกันดาที่ความยากจนและวิถีชีวิตซึ่งไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับมากนัก บังคับให้ต้องใช้แรงงานขยับเคลื่อนไหวร่างกายทั้งวัน จนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศในรายงานล่าสุดว่า ยูกันดาเป็นประเทศที่ผู้คนมีความ "ฟิต" ของร่างกายสูงที่สุด โดยมีกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ซึ่งอยู่นิ่งไม่ค่อยขยับออกกำลังกายเพียง 5.5% ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในโลก

คำบรรยายภาพ เจนนิเฟอร์ นาบูเลมบวา เดินเท้าไปกลับจากที่ทำงานรวมวันละถึง 3 ชั่วโมง

ข้อดีของชีวิตบ้านนา

รายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้คนราว 1 ใน 4 ของประชากรโลกไม่ได้เคลื่อนไหวออกกำลังกายกันอย่างเพียงพอ แต่ส่วนใหญ่แล้วสถิติดังกล่าวของประเทศในแอฟริกาอย่างโมซัมบิก แทนซาเนีย โตโก และเลโซโท ต่างก็อยู่ในระดับดีเช่นเดียวกับยูกันดา ข้อมูลนี้ตรงข้ามกับสถิติของประเทศในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และคูเวต ซึ่งมีอัตราของผู้ไม่ออกกำลังกายสูงที่สุดกว่า 60% ขึ้นไป

ดูเหมือนว่าความมั่งคั่งหรือยากจนของแต่ละประเทศ รวมทั้งวิถีการดำรงชีวิตแบบเมืองหรือชนบท เป็นตัวกำหนดว่าพลเมืองส่วนใหญ่จะต้องทำงานใช้แรงกายหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ทำการสำรวจข้อมูลข้างต้นยังคงไม่สามารถตอบได้ว่า เหตุใดหลายประเทศที่มีรายได้น้อยเหมือนยูกันดากลับมีอัตราของผู้ที่ไม่ออกกำลังกายสูงกว่า

ในหลายพื้นที่ของประเทศยูกันดา ผู้คนกว่า 70% ยังคงเลี้ยงชีวิตด้วยการทำเกษตรโดยไม่มีเครื่องมือทันสมัยเข้าช่วย เจ้าของฟาร์มวัวนมและสวนกาแฟเล็ก ๆ วัย 68 ปีอย่าง อะเบียซาลี อึนเซเรโก เล่าว่า "ผมตื่นมาทำงานแต่ตีห้า รีดนม ล้างคอกวัว ดูแลต้นกล้วยและต้นกาแฟ ทำงานด้วยมือเปล่าและเดินไปเดินมากว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์"

"ถ้าผมหยุดทำงานตอนนี้ไปเฉย ๆ อาจต้องล้มป่วยก็ได้ ผมอายุปูนนี้แล้วแต่ร่างกายไม่มีเจ็บปวดที่ตรงไหนเลย"

คำบรรยายภาพ อะเบียซาลี อึนเซเรโก ยังคงทำงานหนักได้อย่างสบาย แม้อยู่ในวัย 68 ปีแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บุคคลทั่วไปออกกำลังกายในระดับปานกลางถึงหนักหน่วงอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือเลือกออกกำลังกายในระดับหนักหน่วงมาก 75 นาทีต่อสัปดาห์แทนได้ ซึ่งชาวยูกันดาหลายคนผ่านเกณฑ์นี้ได้แล้วอย่างง่ายดาย เพียงใช้ชีวิตประจำวันไปตามปกติเท่านั้น

วิถีชีวิตที่กำลังเปลี่ยนไป

สำหรับชาวยูกันดาที่ต้องเข้ามาอาศัยในเมืองใหญ่ และต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ต้องนั่งติดโต๊ะทั้งวันนั้น การเจียดเวลาและมองหาสถานที่สำหรับออกกำลังกายรักษาสุขภาพไม่ใช่เรื่องง่าย กรุงคัมพาลานั้นแทบจะไม่มีสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว หรือแม้แต่ทางเท้าข้างถนนที่ใช้วิ่งออกกำลังได้ การออกไปวิ่งนั้นต้องเสี่ยงกับอุบัติเหตุบนท้องถนน มลภาวะทางอากาศ และความสกปรกจากขยะมูลฝอยที่มีอยู่เกลื่อน

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนที่มีฐานะค่อนข้างดีในเมืองต่างพากันออกมาวิ่งหรือรวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพตามสถานที่สาธารณะกันมากขึ้น เช่นจับกลุ่มเต้นแอโรบิกกันในลานจอดรถข้างสนามกีฬาแห่งชาติ ผู้ที่มาร่วมมีตั้งแต่เด็ก 9 ขวบ ไปจนถึงพลเมืองอาวุโสวัย 60 ปีขึ้นไป

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การออกกำลังกายคือกิจวัตรประจำวันของชาวยูกันดา

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโยเวรี มูเซเวนี ของยูกันดา ประกาศให้วันดังกล่าวเป็นวันออกกำลังกายแห่งชาติ รวมทั้งรัฐบาลยังสนับสนุนให้มีการจัดตั้งเลนจักรยานในเมือง เพื่อให้บรรดานักปั่นได้ออกกำลังกายระหว่างเดินทางไปกลับจากที่ทำงานด้วย

หลายฝ่ายมองว่ามาตรการส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกายนี้จะต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน ในขณะที่วิถีชีวิตแบบคนเมืองและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยผลวิจัยล่าสุดด้านสาธารณสุขพบว่า มีชาวยูกันดาที่อาศัยในบริเวณชานเมือง 15% ออกกำลังกายไม่เพียงพอ โดยคนเหล่านี้มีแนวโน้มป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากกว่าคนทั่วไปสองเท่า

"ความเจริญทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากเป็นชาวไร่ชาวนากันอีกแล้ว อาหารการกินก็เปลี่ยนไป เริ่มมีการกินของใหม่ ๆ ที่มักจะเป็นอาหารแปรรูปให้พลังงานสูง ทัศนคติต่อการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพหรือกิจกรรมนันทนาการของคนบางส่วนยังคงไม่ดีนัก โดยมองว่าเป็นการละเล่นสำหรับเด็ก ซึ่งในระยะยาวแล้วปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ยูกันดาตกอันดับประเทศที่ผู้คนแข็งแรงกระฉับกระเฉงที่สุดได้" ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของยูกันดากล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม