สตาร์ทอัพ : จากเด็กบ้านแตกสู่เจ้าของธุรกิจขนมมะพร้าวอบกรอบไทยยอดนิยมในเยอรมนี

  • 3 พฤศจิกายน 2018
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
กนกพรมาจากครอบครัวแตกแยก มีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบาก

กนกพร โฮลทช์ หรือ ปุ๊ก วัย 37 ปี เป็นหญิงไทยคนแรกที่ชนะรายการ Die Höhle der Löwen ของเยอรมนี มะพร้าวอบกรอบแบรนด์ Pook ของเธอกลายเป็นสินค้ายอดนิยมในชั่วข้ามคืน แต่เธอยังมีเป้าหมายยิ่งใหญ่กว่านี้ที่ต้องการไขว่คว้า

Image copyright Kanokporn Holtsch

Die Höhle der Löwen เป็นรายการทีวีของเยอรมนี เป็นการค้นหาไอเดียทางธุรกิจของผู้ประกอบการเพื่อระดมทุนเพิ่มจากนักลงทุน โดยธุรกิจมะพร้าวอบกรอบแบรนด์ Pook ของกนกพร ชนะใจนักลงทุน 4 ใน 5 คน และเธอเลือกรับข้อเสนอจากนักลงทุนชื่อดังหนึ่งในนั้นเพื่อร่วมขยายธุรกิจ

"หลังรายการออกอากาศ เตรียมสินค้าไว้ 1.6 ล้านซอง มีออเดอร์ออนไลน์ภายใน 1 ชั่วโมง 2 แสนซอง ตกใจมาก ทุกคนรับโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ตล่ม ฟีดแบ็กดีมาก สินค้าไม่มีขาย ส่วนสินค้าที่ไปกระจายไว้ตามห้าง ขายหมดเกลี้ยงภายใน 1 สัปดาห์ ดีใจมากที่ทุกคนรักสินค้าเรา ภูมิใจมาก ดีใจมาก" กนกพรเล่าถึงวันที่รายการออกอากาศให้ฟังอย่างตื่นเต้น

ปัจจุบัน เธอกำลังขยายตลาดในยุโรป ส่งสินค้าวางขายตามห้างในประเทศต่าง ๆ และมองหาลู่ทางนำสินค้าไทยประเภทอื่นมาขายในเยอรมนี และตั้งความหวังเปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้หญิงไทยในสายตาชาวยุโรป

Image copyright Kanokporn Holtsch

เด็กบ้านแตก พ่อไปทางแม่ไปทาง

ชีวิตในวันนี้ของกนกพรอาจดูสวยหรู มีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีชื่อเสียง มีเงิน มีครอบครัวที่อบอุ่น ในความเป็นจริงเส้นทางชีวิตของเธอเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก แต่เธอเลือกที่จะสู้ไม่ถอยเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม

"ปุ๊กโตมาจากครอบครัวที่แตกแยกค่ะ คุณพ่อเคยทำธุรกิจแล้วล้มละลาย จากเคยฐานะค่อนข้างดี กลายเป็นไม่มีอะไรเลย" กนกพรเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าเธอเกิดและโตที่กรุงเทพฯ โดยพ่อเป็นคนกรุงเทพฯ ส่วนแม่เป็นคนมหาสารคาม หลังพ่อของเธอเสียกิจการไปเขาหายตัวไปจากบ้าน แม่ของเธอซึ่งอายุยังน้อยและความรู้น้อย เลือกเดินทางไปทำงานโรงงานที่ไต้หวันเพื่อหารายได้

Image copyright Kanokporn Holtsch
คำบรรยายภาพ กนกพรมีรูปถ่ายวัยเด็กเพียงรูปเดียว

ด้วยวัยเพียง 7 ขวบ กนกพรต้องกลายเป็นเสาหลักของครอบครัวเลี้ยงดูน้องอีก 2 คนที่กรุงเทพฯ

"จุดต่ำสุดของชีวิตคือตอนที่ต้องอยู่กับน้องอีก 2 คน ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง มีเงินบาทสองบาท ซื้อไข่ไก่ได้ 1 ฟอง ต้องคิดแล้วจะทำยังไงให้ 3 คนพี่น้องอิ่ม เคยต้องไปขอข้าววัดมากินตอนเช้า จำได้ว่ามันลำบากขนาดไหนในช่วงนั้น แล้วเคยต้องเดินเท้าเปล่ากลับบ้านด้วย"

กนกพรบอกว่าความลำบากในวันนั้นทำให้เธอบอกตัวเองว่าต้องเรียนหนังสือ ต้องมีความรู้ เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากสภาพความเป็นอยู่แบบนั้นให้ได้

"ถามตัวเองว่าอยากมีชีวิตแบบนี้ในอนาคตเหรอ พยายามเรียนหนักมาก ทั้งเรียนทั้งทำงาน ไม่เคยท้อ เพราะรู้ว่าถ้าหยุดเราก็จะถอยหลังแล้วเราก็จะไม่มีทางลุกขึ้นมาได้" เธอบอกตัวเองเสมอว่าต้องสู้ และเชื่อว่าชีวิตต้องดีกว่านี้

บทเรียนชีวิตจากการที่ครอบครัวหมดหนทางหลังขาดพ่อ ทำให้เธอสร้างแรงผลักดันให้ตัวเองสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ไม่หวังพึ่งคนอื่น

"ชีวิตคนเรามันต้องสู้ด้วยตัวเอง คนเราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ เราไม่เคยหวังโชคชะตา เชื่อเรื่องโชคชะตานะ แต่ไม่เคยรอ ไม่เคยรอในสิ่งที่คิดว่าจะมีคนเอามาให้ เราคิดว่าถ้าเราไม่ทำด้วยตัวเอง เราก็จะไม่ได้" กนกพรกล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นที่สำนักงานของเธอในกรุงเบอร์ลิน

บันไดชีวิตมีหลายขั้น

จากนั้นไม่นาน กนกพรถูกส่งไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อ ส่วนน้องทั้ง 2 คนถูกแยกไปอยู่กับยายที่มหาสารคาม เธอได้มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่ง แลกกับการทำงานทุกอย่างภายในบ้าน และต้องทำงานหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวเอง เธอดิ้นรนพยายามเรียนต่อ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่บุญธรรมเพราะถูกมองว่า "หัวสูง" เธอจึงต้องทำงานหาเงินจ่ายค่าเล่าเรียนเอง

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ กนกพรก่อตั้งบริษัท PookSpaFoods ในปี 2559

กนกพรบอกว่าบางครั้งเธอไม่มีเงินติดตัวเลย ไม่มีค่ารถเมล์กลับบ้าน และไม่มีใครให้ขอ "ต่อให้ป๊าติดต่อมาแล้วถามว่ามีเงินมั้ย เราไม่มีแต่เราก็จะบอกว่าเรามี กลัวป๊าไปทำงานไม่ดีหาเงินมาให้เรา เลยยอมอดดีกว่า ทำงานเองดีกว่า"

หลังแม่ของเธอจากไปทำงานที่ไต้หวันได้ 3 ปีก็กลับมาเมืองไทย แต่มีอาการทางจิตและสูญเสียความจำบางส่วน

"แม่กลับมาจากไต้หวัน กลายเป็นคนเสียสติ ความจำเสื่อม ตอนนั้นอายุ 10-11 ปี นั่งถอนใจมองแม่ในโรงพยาบาล" กนกพรตัดสินใจหันมากินมังสวิรัติตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ตั้งใจอธิษฐานหวังให้แม่หายป่วย

เธอตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีพ เพราะรู้ว่าอาชีพหมอที่เด็กทั่วไปใฝ่ฝันเป็นสิ่งที่ไกลเกินจริงสำหรับชีวิตเธอ โดยเธอเลือกสอบเข้าเรียนชั้น ปวส. สาขาบัญชีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ

"เราไม่มีใครจ่ายค่ากวดวิชาให้ ก็ตื่นตี 3 ตี 4 มาอ่านหนังสือ นอน 2-3 ชั่วโมง พอสอบเข้าได้ดีใจมาก เฮ้ย เราทำได้แล้วนะ มันเป็นแค่จุดเล็ก ๆ บันไดเล็ก ๆ แต่บันไดนี้มันทำให้เรามาถึงวันนี้ ถ้าเราทิ้งความฝันของเราตั้งแต่วันนั้น ก็ไม่แน่ใจว่าวันนี้จะไปอยู่มุมไหนของโลก"

Image copyright Kanokporn Holtsch
คำบรรยายภาพ ความยากลำบากในวัยเด็กทำให้กนกพรผลักดันให้ตัวเองก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจ

กนกพรต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเก็บเงินเรียนต่อ หลังเลิกเรียน เธอไปทำงานเสิร์ฟที่สวนอาหาร เลิกงานตี 1 แล้วต้องตื่นเช้าไปเรียน แต่เธอมองว่าความยากลำบากเหล่านี้เป็นเรื่องชั่วคราวและเป็นบทเรียนให้มีอนาคตที่ดีได้

"ถามว่าลำบากมั้ย มันลำบากนะ แต่มันเป็นครูมากกว่า สอนให้เรามีวันนี้มากกว่า มันก็เป็นการท้าทายมากกว่า มันเหนื่อยแต่เรารู้ว่าเราต้องทำ"

ค้นพบตัวเอง

กนกพรพบว่าการเรียนบัญชียังไม่ตอบโจทย์ชีวิตของเธอ จึงตัดสินใจเข้าเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยกู้เงินจากธนาคารมาส่งเสียตัวเองเรียน ระหว่างนั้นเอง กนกพรมีโอกาสได้สัมผัสงานด้านบริหารธุรกิจ ทำให้เธอพบว่าเธอต้องการเป็นเจ้าของกิจการ และบอกตัวเองว่าสักวันต้องทำให้ได้

Image copyright Kanokporn Holtsch

ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย กนกพรพบกับสามีซึ่งเป็นชาวเยอรมัน และต้องย้ายตามสามีมาอยู่กรุงเบอร์ลินในปี 2549 ทั้งที่ยังเรียนไม่จบดี เธอต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ต้องหยุดความฝันอยากทำธุรกิจไว้ชั่วคราว ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก เป็นแรงหนุนให้สามีประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

หลังย้ายมาอยู่เบอร์ลินได้เพียง 3 เดือน แม่ของเธอก็เสียชีวิตลง เธอตั้งใจเรียนต่อให้จบปริญญาตรี จึงลงทะเบียนเรียนทางไกลด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และสำเร็จการศึกษาภายใน 2 ปี

Image copyright Kanokporn Holtsch
คำบรรยายภาพ กนกพรใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงาน 3 ปีก่อนลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

ในปี 2556 กนกพรได้งานประจำด้านการตลาดที่ Rocket Internet ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทด้านธุรกิจออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก การทำงานที่นี่เปิดโลกทัศน์ในการทำธุรกิจให้เธออย่างมาก เธอได้ติดต่องานกับกลุ่มสตาร์ทอัพในไทย และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน ความฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการก่อตัวขึ้นอีกครั้ง หลังทำงานได้ 3 ปี กนกพรตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

โอกาสมีครั้งเดียว

กนกพรตั้งโจทย์ในการทำธุรกิจให้ตัวเองไว้ 3 ข้อว่าต้องเป็นธุรกิจอาหาร เป็นสินค้าไทย และเป็นมังสวิรัติ หลังพยายามเสาะหาสินค้าหลายตัว และหาข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่งเธอก็ยังไม่เจอสินค้าที่ตรงใจ จนวันหนึ่งระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ เธอพบขนมที่ทำมาจากมะพร้าว ทำให้เธอฉุกคิดได้ว่ามะพร้าวน่าจะเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์เธอทุกอย่าง

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ กนกพรเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ชนะรายการ Die Höhle der Löwen ของเยอรมนี

"ตอนแรกโฟกัสไปที่อาหารมังสวิรัติสำเร็จรูป พอได้ชิมขนมทำจากมะพร้าวก็มานั่งนึก มะพร้าวที่ไทยเยอะมาก พอคิดว่าจะทำสินค้าตัวนี้ขายนะ ใจสั่นเลย รู้เลยว่ามันใช่ เราต้องทำ"

กนกพรตัดสินใจทำขนมมะพร้าวอบกรอบ ใช้วัตถุดิบจากไทย ผลิตและส่งมาขายที่เยอรมนี หลังเล่าไอเดียธุรกิจให้สามีฟัง เขาเริ่มรู้สึกกังวล เนื่องจากธุรกิจอาหารในเยอรมนีมีการแข่งขันสูงมาก อีกทั้งมะพร้าวยังเป็นของใหม่ในสายตาผู้บริโภค เงินที่ใช้ลงทุนทำธุรกิจนี้คือเงินเก็บของครอบครัว มีความเป็นอยู่ของพ่อแม่ลูก 4 ชีวิตเป็นเดิมพัน

Image copyright Kanokporn Holtsch
คำบรรยายภาพ ไมเคิลและกนกพรใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาเกือบ 20 ปี

"เขาถามเราว่า รู้ใช่มั้ยว่าถ้าเราลงทุนไป มันหมายถึงครั้งเดียว ถ้าไม่ได้ ทุกอย่างคือจบ มันจะไม่มีครั้งที่สอง เราบอกเรารู้ เพราะชีวิตหนึ่งโอกาสมันมีแค่ครั้งเดียว ก่อนจะทำอะไร ถ้าเราไม่มั่นใจเราก็ไม่ทำ และถ้าทำไปเราต้องทำให้ดีที่สุด"

หลังศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสวนมะพร้าวและการแปรรูปมะพร้าวในไทยจนมั่นใจ กนกพรเดินทางกลับไทยเพื่อหาโรงงานผลิตมะพร้าวอบกรอบ สรุปเรื่องกระบวนการผลิตและรสชาติ ในขณะเดียวกันก็เริ่มออกแบบโลโก้ และบรรจุภัณฑ์ โดยตัดสินใจใช้ชื่อเล่นตัวเองเป็นชื่อสินค้า

2 ปีที่ฟันฝ่ากับความบ้าบิ่นในตัว

มะพร้าวอบกรอบแบรนด์ Pook เปิดตัวในปี 2559 กนกพรสั่งสินค้ารอบแรกจากโรงงานมา 1 ตู้คอนเทนเนอร์ (ราว 35,000 ซอง) ทั้งที่ยังไม่มีช่องทางในการเจาะตลาดที่ชัดเจน เธอตระเวนออกบู้ธตามงานแสดงสินค้าต่าง ๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของลูกค้า โดยหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตหางานที่ค่าออกบู้ธไม่แพงมากและมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

Image copyright Kanokporn Holtsch
คำบรรยายภาพ สินค้ามะพร้าวอบกรอบจากไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค

"ไปออกบู้ธวันแรกสั่นมาก ลุ้นมาก มะพร้าวอบกรอบ คนจะกินเหรอ แต่ปรากฏว่าคนมายืนต่อแถวรอชิม ชิมแล้วก็ซื้อ ผลตอบรับดีเกินคาด เราก็ช็อก สามีก็ช็อก ถุงแรกที่ขายได้ตอนนี้ยังเก็บเงินไว้อยู่เลย เป็นความรู้สึกที่ลืมไม่ลง" น้ำเสียงสดใสกับประกายความสุขในดวงตาของกนกพรถ่ายทอดเรื่องราวที่เธอเล่าได้อย่างชัดเจน

แม้การเปิดตัวสินค้าครั้งแรกจะส่งสัญญาณที่ดี แต่อุปสรรคยังถาโถมมาไม่ขาดสาย หลังเดินสายออกบู้ธได้ราว 4 เดือน กนกพรเริ่มเห็นบริษัทใหญ่ ๆ นำสินค้าที่มีรูปแบบคล้ายกับสินค้าของเธอวางขายตามห้างในราคาที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ยอดขายเธอตกฮวบ ในขณะเดียวกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เคยสนใจนำสินค้าเธอไปวางขายตอบปฏิเสธธุรกิจเพราะกังวลเรื่องเธอยังเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก

"2 ปีที่ผ่านมา เก้าอี้ตัวนี้กับน้ำตาผู้หญิงคนนี้ออกมาไม่รู้กี่เม็ด" กนกพรเล่าถึงความท้อใจในยามเจอปัญหารอบด้าน เธอใช้วิธีดึงตัวเองจากความทุกข์ด้วยการให้เวลาตัวเองปลดปล่อยอารมณ์ ทั้งร้องไห้ กรี๊ด ตะโกน เมื่อรู้สึกมีพลังแล้วกลับมาคิดแก้ปัญหาต่อไป

เมื่อความหวังในการได้วางขายสินค้าในห้างวูบดับลง การออกบู้ธกลายเป็นหนทางเดียวที่จะขยายตลาดได้ กนกพรเดินทางทั่วเยอรมนีออกบู้ธราว 30-40 งานต่อปี สินค้าของเธอได้รับรางวัลใหญ่ถึง 2 รางวัลจากการโหวตโดยลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า รางวัลแรกเป็นรางวัลชนะเลิศ Best New Natural Special Diet Food Product (vegetarian, vegan, free-from) จากงาน Natural Products Scandinavia 2017 ที่สวีเดน และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเธอชนะรางวัลจากงาน Fruit Logistica 2018 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติที่จัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน

Image copyright Kanokporn Holtsch

"คว้ารางวัลที่หนึ่ง Innovation Award คนออกบู้ธประมาณ 3,600 บู้ธ เราได้รับเลือกเป็นอันดับที่หนึ่ง เป็นสินค้าที่มีคนโหวตให้ ภูมิใจในสินค้าไทย ภูมิใจในตัวเอง ภูมิใจเป็นคนไทย ภูมิใจทุกอย่าง"

ธุรกิจของกนกพรเริ่มมีช่วงขาขึ้น หลังได้รับรางวัลไม่นานเธอได้รับการติดต่อจากทีมงานรายการ Die Höhle der Löwen ให้ลองส่งใบสมัครไปให้พิจารณาดู แต่เธอรู้สึกลังเล เพราะเกรงสินค้าจะถูกวิจารณ์ส่งผลให้มีภาพลักษณ์ในแง่ลบ อีกทั้งตระหนักดีว่ามีผู้ส่งใบสมัครปีละหลายหมื่น แต่สุดท้าย เธอตัดสินใจลุกขึ้นคว้าโอกาสลองเสี่ยงดูอีกครั้ง

Image copyright MG RTL D / Bernd-Michael Maurer
คำบรรยายภาพ รายการ Die Höhle der Löwen ออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2557
Image copyright MG RTL D / Bernd-Michael Maurer

ผลตอบรับจากนักลงทุนดีเกินคาด โดยนักลงทุน 4 ใน 5 คนยื่นข้อเสนอทำธุรกิจกับเธอ แต่เธอตัดสินใจเลือกทำงานกับ Ralf Dümmel นักธุรกิจเยอรมันชื่อดังเจ้าของฉายา "King of Products"

ชีวิตเปลี่ยนในพริบตา

กนกพรเล่าว่า เธออัดรายการไปเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา หลังชนะรายการได้เงินลงทุนมา 2 แสนยูโร และได้ทีมงานจากบริษัทของนักลงทุนมาช่วยขยายธุรกิจ จากห้องเก็บสินค้าเล็ก ๆ ในสำนักงานที่กรุงเบอร์ลิน มะพร้าวอบกรอบ Pook มีบ้านใหม่เป็นโกดังขนาดมหึมาที่เมืองฮัมบวร์ก

Image copyright Kanokporn Holtsch
คำบรรยายภาพ หลังทำข้อตกลงทางธุรกิจ กนกพรสั่งผลิตสินค้าเพิ่มอีกเกือบ 2 ล้านซองเพื่อรองรับตลาด

"ชีวิตเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลย จากที่เราตัวคนเดียว มาเลยอีก 400 คน มีทีมงานมานั่งประชุมมีการวางแผนทุกอย่าง ช่วยปรับเปลี่ยนให้สินค้าเราดีขึ้น ให้แบรนด์เราโตขึ้น"

กนกพรมีเวลาราว 7 เดือนในการเตรียมสต็อกสินค้าเพื่อรับมือกับกระแสความต้องการที่จะเพิ่มมากขึ้นหลังรายการออกอากาศในเดือน ต.ค. แต่กระแสตอบรับจากผู้บริโภคดีเกินกว่าที่ตัวเธอและนักลงทุนคาดการณ์ไว้อย่างเหลือเชื่อ สินค้าที่เตรียมไว้เกือบ 2 ล้านชิ้น ขายหมดเกลี้ยงภายใน 1 สัปดาห์ จนประสบปัญหาสินค้าขาดตลาดชั่วคราว

Image copyright Kanokporn Holtsch
คำบรรยายภาพ ตลาดให้การตอบรับสินค้าดีเกินคาด

"พอจบรายการเราไปเดินตามห้างเราเห็นลูกค้าแย่งซื้อสินค้า Pook เรายืนน้ำตาไหล เราทำได้นะ มันเป็นความรู้สึกที่ภูมิใจ สิ่งที่เราพยายามมามันไม่สูญเปล่า" กนกพรพูดถึงความภูมิใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ อย่างไรก็ตาม เธอมองว่านี่คือจุดเริ่มต้น แต่ยังไม่ใช่ความสำเร็จ เธอมีฝันที่ยิ่งใหญ่และท้าทายกว่านี้

"เราอยากเป็นตัวแทนผู้หญิงไทยที่เข้ามาบุกตลาดยุโรป ให้ทุกคนรู้ว่า Pook อ้อ คนไทยนะ อันนี้คือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ" กนกพรบอกว่าการเป็นผู้หญิงไทยทำให้การทำธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องยากอยู่แล้วยิ่งยากกว่าเดิม เนื่องจากชาวยุโรปยังติดภาพลักษณ์ผู้หญิงไทยในแง่ลบ ในการติดต่องาน เมื่อคู่ค้ารู้ว่าเธอมาจากเมืองไทย มักตั้งคำถามว่าเธอพบกับสามีที่ไหน เธอจึงหวังว่าสักวันจะทำให้ภาพลักษณ์ผู้หญิงไทยเปลี่ยน

"คนไทยเนี่ยมีศักยภาพเยอะ เราทำได้ เรามีโอกาสได้คุยกับคนไทยหลายคน นักธุรกิจทำงานทุกอย่างแต่ทำไมจุดนี้ไม่มีใครเห็น เมื่อเรามีโอกาสอยากทำให้คนเห็นว่าเราคนไทย ผู้หญิงไทย เราทำได้ แล้วก็ทำได้ดีด้วย"

ความสุขที่เปลี่ยนไป

กำลังใจสำคัญของกนกพรคือสมาชิกครอบครัว ทั้งสามี ลูก ๆ และญาติที่เมืองไทย สิ่งที่เธอมีในวันนี้เสมือนเป็นการทดแทนสิ่งที่เคยขาดหายไปในช่วงวัยเด็ก

ปัจจุบัน พ่อของกนกพรกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และคอยพูดให้กำลังใจเธอในบางเรื่อง ส่วนแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วก็มีเพียงรูปถ่ายที่เธอพกติดตัวตลอดเวลา

Image copyright Kanokporn Holtsch

"ตอนเด็ก ๆ เวลาป๊าโทรมานี่เป็นความสุขที่สุด แม้เราจะไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ส่วนแม่ที่ป่วยพอเริ่มกลับมาจำอะไรได้บ้างเราก็ดีใจ เดี๋ยวนี้เห็นลูก 2 คนมีความสุข เราก็ยิ้มได้แล้ว" กนกพรบอกด้วยว่าลูกสาวคนเล็กวัย 9 ขวบมักตามเธอไปออกบู้ธยืนช่วยขายของ ช่วยแพ็คสินค้า ยิ่งทำให้เธอรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น

กนกพรบอกว่า แม้วันนี้ทุกอย่างจะดูดี แต่เธอบอกตัวเองว่าต้องไม่หลงระเริง ในอดีตเธอไม่มีอะไรเลย พ่อแม่แยกทาง ไม่มีเงินไม่มีบ้าน ตอนนี้ชีวิตเดินทางมาถึงจุดที่มีครอบครัว มีสามี มีลูก มีบ้าน มีธุรกิจ แต่ก็ยังต้องเตรียมรับมือหากอนาคตไม่มีสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป

นอกจากนี้ เธอบริจาคเงินส่วนหนึ่งจากผลกำไรให้กับมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสที่เมืองไทย "ตอนเด็ก ๆ เราเคยอยู่ในสภาพนั้น ชีวิตเราเป็นศูนย์ ตอนนี้เราทำได้ก็อยากมีส่วนช่วยให้เด็ก ๆ บางคนไม่ต้องยากลำบากเหมือนที่เราเคยเจอมา" กนกพรกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง