"น้องไทม์มีความสุขแบบนี้ใช่ไหม เขาบอกเขามีความสุขแบบนี้"

  • 17 พฤศจิกายน 2018
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
“น้องไทม์” เด็กข้ามเพศไทยวัย 7 ขวบในเยอรมนี

น้องไทม์ในวัย 7 ขวบสนุกกับการเต้นรำและชอบเล่นการ์ดโปเกมอน ตู้เสื้อผ้าของเธอเต็มไปด้วยชุดกระโปรงสีสันสดใส ไม่ต่างจากเด็กหญิงในวัยเดียวกัน กิจกรรมพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้เป็นแม่ต่อสู้เพื่อให้ลูกสาวคนเล็กได้มีสิทธิ์ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข

คำว่า "เด็กข้ามเพศ" กลายเป็นสถานะใหม่ของน้องไทม์ ซึ่งมีเพศสภาพโดยกำเนิดเป็นเพศชาย ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเธอเพิ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากจิตแพทย์ในกรุงเบอร์ลินที่เธออาศัยอยู่ ใบรับรองซึ่งระบุว่าเธอเป็นผู้มีความผิดปกติทางเพศสภาพ กำหนดให้เธอสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งทั้งในทางนิตินัยและพฤตินัย เรื่องราวของเธอกลายเป็นประเด็นทางสังคมที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากมายถึงความเหมาะสมและความพร้อมของเด็ก

Image copyright Shayven

ณัฐกานต์ บุญญพงษ์ หรือ เบสท์ วัย 37 ปี แม่ของน้องไทม์ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยที่บ้านพักในกรุงเบอร์ลินถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตของครอบครัว กระแสวิจารณ์จากสังคม และการเลี้ยงดูน้องไทม์ในปัจจุบัน

พฤติกรรมเด็ก "เดี๋ยวก็เปลี่ยน"

ณัฐกานต์เล่าว่าเธอเริ่มสังเกตเห็นความผิดแปลกในพฤติกรรมของลูกชายตั้งแต่วัยขวบครึ่ง น้องไทม์เริ่มปฏิเสธของเล่นเด็กผู้ชาย และเรียกร้องอยากได้ตุ๊กตา ของเล่นสวยงาม และเสื้อผ้าเด็กผู้หญิง ด้วยวัยที่ยังเล็กณัฐกานต์คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กวัยนี้จะมีความชอบที่หลากหลายและอยากทดลองสิ่งใหม่ อีกทั้งพฤติกรรมเด็กเล็กยังมีความไม่แน่นอนและจะเปลี่ยนไปตามวัย

"สองขวบคือชัดเจน สมมติว่าเราอยากจะซื้อลูกบอลให้ อยากจะซื้อรถให้ เขาก็จะไม่เอา จะไปทางบาร์บี้ เป็นตุ๊กตาอะไรมากกว่า แล้วเขาจะพยายามพูดว่าเขาไม่ใช่เด็กผู้ชาย เขาจะชี้ว่าเขาไม่ใช่เด็กผู้ชาย ความรู้สึกตอนนั้นคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป คือเราคิดว่าตอนนั้นลูกเรายังแยกแยะไม่ได้ เป็นเรื่องปกติ" ณัฐกานต์เล่าย้อนถึงตอนน้องไทม์ยังอยู่ในวัยเตาะแตะ

Image copyright Shayven
คำบรรยายภาพ น้องไทม์พยายามสื่อว่าตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงผ่านรูปภาพที่วาดเองตอน 4 ขวบ

เมื่อน้องไทม์ถึงวัยเข้าชั้นอนุบาล ณัฐกานต์ขอให้ครูผู้ดูแลช่วยสังเกตพฤติกรรมน้องไทม์อีกแรง ซึ่งเธอก็ได้รับคำยืนยันจากครูว่าลูกของเธอแสดงตัวตนเป็นเด็กผู้หญิงค่อนข้างชัดเจน พร้อมกับได้รับคำแนะนำให้พาน้องไทม์ไปพบจิตแพทย์เพื่อได้รับคำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ ในช่วงเวลานั้นเองน้องไทม์เริ่มมีพฤติกรรมต่อต้านหากต้องทำอะไรที่บ่งบอกความเป็นเด็กผู้ชาย

Image copyright Shayven

"น้องไทม์เองเนี่ยเขายืนยันที่จะไม่ใช้ชีวิตแบบเด็กผู้ชาย เขาเริ่มงอแงไม่อยากใส่เสื้อสีฟ้าหรือสีดำ อยากจะใส่แต่เสื้อผู้หญิง เริ่มหนักขึ้น ไม่ใส่รองเท้าหรืออะไรที่เป็นสีดำเลย ผมก็ไม่ยอมตัด เขาจะร้อง คือร้องมาก ๆ ไม่ยอม"

ณัฐกานต์บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร และยอมรับได้หากลูกจะเป็นพวกรักเพศเดียวกัน "เราก็คิดว่าถ้าลูกเราเป็นเกย์ แบบเป็นผู้ชาย ไม่ได้เปลี่ยนไปแบบนี้เราก็รู้สึกโอเคนะ ถ้าเขาเป็นคนดี" ในขณะเดียวกันเธอก็พยายามใช้เวลาคุยกับน้องไทม์เพื่ออธิบายเรื่องความแตกต่างทางเพศ หวังให้ลูกมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศสภาพมากขึ้น

ช่วงแรกที่ณัฐกานต์พาน้องไทม์ในวัย 3 ขวบเศษไปพบจิตแพทย์เด็ก เธอได้รับคำตอบว่า พฤติกรรมของลูกมาจากผู้เป็นแม่ และได้รับอิทธิพลจากการอาศัยอยู่กับแม่และพี่สาว เนื่องจากตอนนั้นพ่อยังไม่ได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน

"ตัวคุณแม่เองอยากได้ลูกผู้หญิงหรือเปล่า เป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมคุณพ่อไม่ได้อยู่กับคุณแม่ เห็นแต่พี่สาว แต่งหน้าให้ลูกเห็นหรือเปล่า เด็กก็เลยเป็นแบบนี้หรือเปล่า ก็เลยเปลี่ยนหมอไปเรื่อย ๆ เพราะเบสท์รู้สึกว่าเขาไม่เข้าใจเราสองคนแม่ลูกเลย" ณัฐกานต์บอกว่าหลังจากพบแพทย์ถึง 4 ที่เธอรู้สึกผิดหวัง จึงเริ่มหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเทอร์เน็ต

ขณะเดียวกัน เธอเริ่มกังวลมากขึ้นเนื่องจากน้องไทม์ปฏิเสธการใช้ชีวิตแบบเด็กผู้ชายโดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาในการเข้าเรียนชั้นประถมตอนอายุ 6 ขวบ

คำแนะนำจากคนหัวอกเดียวกัน

หลังจากค้นคว้าทางกูเกิ้ล หาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่มีพฤติกรรมคล้ายน้องไทม์ได้ไม่นาน ณัฐกานต์เจอกลุ่ม Transgender Kids ซึ่งเป็นกลุ่มปิดที่ผู้ปกครองจัดตั้งขึ้นแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับลูกหลานที่เป็นเด็กข้ามเพศ การสนทนาขอคำแนะนำจากกลุ่มนี้ ทำให้ณัฐกานต์เริ่มรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสังคม LGBT หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น สมาชิกกลุ่มให้รายละเอียดติดต่อจิตแพทย์เด็กซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเพศสภาพโดยเฉพาะ รวมทั้งให้คำแนะนำทั่วไปในการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก

ในการเข้าเรียนชั้นประถมที่เยอรมนี เด็กทุกคนต้องได้รับการตรวจสภาพร่างกายและจิตใจเพื่อรับรองความพร้อมในการเข้าเรียน ในการพบแพทย์ครั้งนั้น น้องไทม์แสดงออกชัดเจนว่าตัวเองเป็นเด็กผู้หญิง แพทย์ผู้ทำการตรวจแนะนำให้ณัฐกานต์ชะลอการนำลูกเข้าเรียน 1 ปี เพื่อรอดูอาการแล้วค่อยมาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรต่อไป

"วันนั้นเขาให้เด็กแนะนำตัวว่าชื่ออะไรและให้วาดรูป น้องไทม์ก็วาดรูปตัวเองเป็นเด็กผู้หญิง ซึ่งคุณหมอก็งงแล้ว เพราะตอนนั้นน้องไทม์ยังไว้ผมบ๊อบอยู่ แต่ใส่เสื้อสีชมพู ใส่กางเกง ในเอกสารก็เขียนว่าเป็นเพศชาย"

Image copyright Shayven

นอกจากความเห็นของแพทย์แล้ว ตัวน้องไทม์เองยังปฏิเสธที่จะไปโรงเรียนในสภาพของเด็กผู้ชาย ซึ่งเป็นสถานะที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอด ณัฐกานต์ตัดสินใจดำเนินเรื่องเพื่อให้น้องไทม์ได้มีสถานะเป็นเพศหญิงอย่างที่ต้องการ

ได้แต่งตัวเป็นเด็กหญิงในวันเกิด

ในวันเกิดครบรอบ 6 ขวบของน้องไทม์ ณัฐกานต์ตัดสินใจให้ลูกสวมเสื้อผ้าเด็กผู้หญิงออกไปเที่ยวนอกบ้านได้เป็นครั้งแรก จากที่เคยอนุญาตให้ใส่เล่นได้ภายในบ้านเท่านั้น

"พอเขาใส่เสร็จเขาก็ออกมาแล้วก็มากอด เขาบอกว่า ขอบคุณนะ ตอนนี้ความฝันเขาเป็นจริงแล้ว" ณัฐกานต์บอกว่าตอนนั้นน้องไทม์รู้สึกดีใจจนอยากจะร้องไห้ ภาพที่เห็นทำให้เธอตัดสินใจว่าจะหยุดห้ามลูกใช้ชีวิตแบบเด็กผู้หญิง

ตามกฎหมายเยอรมัน ผู้ที่มีความรู้สึกหรือได้ใช้ชีวิตในเพศที่ต่างจากเพศสภาพโดยกำเนิดเป็นเวลาติดกัน 3 ปี สามารถดำเนินเรื่องเพื่อขอรับการรับรองเป็นบุคคลข้ามเพศได้ ในกรณีของน้องไทม์ซึ่งยังมีอายุน้อย ไม่ต้องรอถึง 3 ปี จิตแพทย์ก็สามารถรับรองสถานะได้

Image copyright Shayven

หลังพยายามนัดพบจิตแพทย์เฉพาะทางตามที่กลุ่ม Transgender Kids แนะนำมาอยู่หลายเดือน น้องไทม์ได้พบแพทย์เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยจิตแพทย์พิจารณาเพศสภาพของน้องไทม์ประกอบการพูดคุยสัมภาษณ์บุคคลรอบข้าง ทั้งครอบครัว และครูที่โรงเรียน รวมทั้งเอกสารประวัติทางการแพทย์จากจิตแพทย์อื่น ๆ ซึ่งสรุปได้ว่า น้องไทม์เป็น "ผู้มีความปกติทางเพศสภาพ" และได้รับการรับรองให้มีสถานะเป็นบุคคลข้ามเพศ

ใบรับรองนี้ทำให้ณัฐกานต์สามารถดำเนินเรื่องต่อศาลเพื่อให้น้องไทม์สามารถเปลี่ยนชื่อจริงได้ และกำหนดให้เธอได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้หญิงทั่วไป นอกจากนี้ ในอนาคตเธอสามารถเข้ารับฮอร์โมนเพศหญิงได้อีกด้วย

ใคร ๆ ก็หาว่าเป็นบ้า

การต่อสู้เพื่อสิทธิในการใช้ชีวิตของลูกกลายเป็นหัวข้อที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก หน้าเพจเฟซบุ๊กที่ครอบครัวเปิดไว้เพื่อโพสต์รูปน้องไทม์ตั้งแต่สมัยยังเล็ก เต็มไปด้วยรูปน้องไทม์ในภาพลักษณ์ใหม่ จากรูปเด็กชายหน้าตาทะเล้นในชุดเสื้อ-กางเกงทะมัดทะแมง กลายเป็นรูปเด็กคนเดิมในสภาพผมยาวสลวยสวมชุดกระโปรงหลากหลาย

สำหรับคนใกล้ชิดที่เห็นพฤติกรรมน้องไทม์มาตั้งแต่เกิด ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายเสียทีเดียว แต่หลายคนยังอดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นการตัดสินใจที่เร็วเกินไป

สำหรับคนไกลตัว เรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ ณัฐกานต์บอกว่าหลายคนบอกว่าเธอเป็นบ้า อยากให้ลูกเป็นผู้หญิง เพราะตัวเธอต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง เป็นโรคจิต

"มันไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกต้องมาเจออะไรแบบนี้หรอก พ่อแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกเจอแต่สิ่งที่ดี ๆ" ณัฐกานต์บอกด้วยว่าเธอเองมีลูกสาวอยู่แล้วหนึ่งคน จึงไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนน้องไทม์ให้เป็นเด็กผู้หญิง

แม้พยายามมองข้ามคำวิพากษ์วิจารณ์ทางโซเชียลมีเดีย แต่คำพูดบางคำก็ยังสร้างความเสียใจให้เธอไม่น้อย "ที่เขาว่าเบสท์ว่าเบสท์บ้า เบสท์ไม่โกรธ แต่เบสท์โกรธตรงที่ว่า เขามาสงสารลูกเบสท์ แล้วหาว่าเบสท์ทำให้ลูกมีความทุกข์ แต่สิ่งที่เบสท์ทำคือตรงกันข้าม เบสท์พยายามทำทุกอย่างให้ลูกเบสท์มีความสุข"

เลือกมาทางนี้ก็ต้องเข้มแข็ง

ณัฐกานต์บอกว่าเธอไม่เคยรู้สึกเสียใจที่น้องไทม์เลือกเป็นเด็กผู้หญิง แต่เธอรู้สึกเป็นห่วง เพราะกลัวว่าวันหนึ่งลูกของเธออาจโดนรังแกจนรับไม่ไหว เธอใช้เวลาช่วงก่อนนอนสอนให้น้องไทม์เข้าใจถึงอันตรายที่เกิดขึ้นในอนาคตหากคนรอบข้างรู้ว่าน้องไทม์เป็นบุคคลข้ามเพศ

"ถามเขาว่าน้องไทม์มีความสุขแบบนี้ใช่ไหม เขาบอกเขามีความสุขแบบนี้ เขาเลือกแล้วเขาไม่กลัว เราก็เลยบอกว่า โอเคน้องไทม์ต้องเข้มแข็งนะ เราจะพูดตลอดว่าน้องไทม์ต้องเข้มแข็งนะ"

ณัฐกานต์เล่าว่าน้องไทม์เคยลูกเพื่อนล้อที่สนามเด็กเล่น เนื่องจากเพื่อนคนนี้เคยเห็นน้องไทม์ตอนยังเล็กซึ่งยังใส่เสื้อผ้าผู้ชาย เมื่อได้เห็นน้องไทม์ไว้ผมยาวถักเปียแต่งตัวจึงพูดจาล้อเลียน แม้ณัฐกานต์ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่เธอได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากปากน้องไทม์เองว่าได้เลือกที่จะเดินหนี และไม่สนใจโต้เถียงแม้จะมีน้ำตาก็ตาม

ปัจจุบัน เรื่องความหลากหลายทางเพศยังเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและเป็นที่ถกเถียงกันในหลายประเทศทั่วโลก แม้ในเยอรมนีเองถึงแม้จะเป็นประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้างทางวัฒนธรรม แต่การแต่งงานของคนเพศเดียวกันเพิ่งเป็นเรื่องถูกกฎหมายเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ปีที่แล้ว ข้อมูลจากศาลสิทธิมนุษยชนยุโรประบุว่าจนถึง ต.ค. 2018 มี 15 ประเทศในยุโรปที่ยอมรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกันเป็นเรื่องถูกกฎหมาย โดยออสเตรียจะเป็นประเทศที่ 16 เมื่อเริ่มบังคับใช้กฎหมายนี้ในวันที่ 1 ม.ค. 2019

ยิ้มร่าน้ำตาริน

เมื่อถามถึงมุมมองต่อประเด็น LGBT ณัฐกานต์ยอมรับว่าก่อนหน้านี้เธอก็เหมือนคนทั่วไปที่รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ดูสนุกร่าเริงอยู่ตลอด แต่เมื่อมีลูกเป็นคนข้ามเพศทำให้เธอมีความเข้าใจคนกลุ่มนี้มากขึ้นว่าต้องเผชิญความยากลำบากในการใช้ชีวิตมากเพียงใด

แม้ณัฐกานต์จะภูมิใจที่น้องไทม์มีความมุ่งมั่น รู้ความต้องการของตัวเองและยืนยันในสิ่งที่ต้องการเป็น แต่ธอรู้สึกกังวลอย่างมากว่าน้องไทม์จะต้องพบเจอสิ่งไม่คาดคิดอีกหลายอย่าง

"อยากให้เปิดรับมากขึ้น เข้าใจมากขึ้นว่าไม่มีใครเลือกเกิดได้ ถ้าเขาเลือกเกิดได้เขาคงอยากเกิดมาเป็นในเพศที่เขาต้องการ

Image copyright Shayven

เขาน่าสงสารนะคะ เบสท์รู้สึกว่าทุกคนแบบ LGBT หรืออย่างน้องไทม์ลูกเบสท์เองเนี่ย เขาน่าสงสาร เขาไม่ได้เลือกเกิดมาเป็นตุ๊ด เป็นทรานส์ ถ้าเขาเลือกเกิดได้เขาก็คงอยากเป็นเพศสภาพที่เขาอยากจะเป็น"

ณัฐกานต์บอกว่าเธอเลือกตัดสินใจทำในสิ่งที่ทำให้ลูกมีความสุขในตอนนี้ หากในอนาคตน้องไทม์ตัดสินใจเปลี่ยนกลับมาเป็นเพศชายเหมือนเดิม เธอก็พร้อมที่จะเข้าลูกและทำตามที่ลูกต้องการ

"ถ้าอยู่ไปสักพักหนึ่งแล้วน้องไทม์บอกว่าอยากกลับไปเป็นเด็กผู้ชาย เบสท์คิดว่าง่ายกว่าที่เบสท์ทำอยู่ทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะเพศสภาพน้องไทม์เขาเป็นผู้ชาย น้องไทม์ยังไม่ได้รับฮอร์โมนหรืออะไรทั้งสิ้น และเบสท์คิดว่าน้องไทม์จะใช้ชีวิตง่ายกว่านี้ เราก็ไม่ต้องห่วงอะไรมาก" ณัฐกานต์กล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม