จอห์น อัลเลน โช: เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากชนเผ่าที่ห่างไกลความเจริญ?

  • 25 พฤศจิกายน 2018
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ชาวเซนทิเนล ชนเผ่าที่ตัดขาดจากโลกภายนอกและเพิ่งสังหารนักท่องเที่ยวอเมริกัน คือใคร?

เมื่อ จอห์น อัลเลน โช ชาวอเมริกันถูกสังหารโดยชนเผ่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ชนเผ่าหนึ่งในอินเดียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ผู้คนกลับมาให้ความสนใจชนเผ่าอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลและตัดขาดกับโลกภายนอกอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ทางการในอินเดีย บอกว่า โช เป็นมิชชันนารี หรือผู้เผยแพร่ศาสนา ที่ต้องการจะทำให้ชนเผ่าเซนทิเนลที่อยู่แถบหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ หันมานับถือศาสนา

แต่ชาวเซนทิเนล ซึ่งหวาดกลัวคนภายนอก ได้ทำร้ายโชด้วยธนูและลูกศร

องค์กรที่สนับสนุนชนเผ่าที่ตัดขาดจากโลกภายนอก อย่าง เซอร์ไววัล อินเตอร์เนชั่นแนล (Survival International) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ บอกว่า การสังหารโช ควรจะเป็นการย้ำเตือนว่า ชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลจำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากโลกภายนอก

นักมานุษยวิทยาคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี กล่าวว่า มีความเสี่ยงที่เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้คนเข้าใจผิดว่า ทุกชนเผ่าต่างก็มีชีวิตที่ "สั้น, ป่าเถื่อน และอันตราย" เหมือนกันหมด

ความจริงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเคยเน้นย้ำถึงบทเรียนหลายอย่างที่โลกที่พัฒนาแล้วสามารถเรียนรู้ได้จากชนเผ่าที่ห่างไกลความเจริญเหล่านี้ นี่คือบทเรียนบางส่วน

คุณไม่อาจมีสันติภาพได้ ถ้าปราศจากความเท่าเทียม

Image copyright AFP

ชาวปิอาโรอา ซึ่งมีจำนวนประมาณ 14,000 คน อาศัยอยู่ใกล้กับแม่น้ำโอริโนโก (Orinoco River) ในรัฐอามาโซนัส ของเวเนซุเอลา

เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพวกเขา?

เป็นไปได้ที่จะมีชีวิตที่มีความเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ และทำให้เกิดสังคมที่สงบสันติขึ้น

ชนเผ่านี้เป็นชนเผ่าที่เป็นอนาธิปไตย ไม่มีรัฐบาล ไม่มีรัฐ มีเพียงปัจเจกบุคคลและความต้องการทำสิ่งที่ตัวเองพอใจ

ชาวปิอาโรอา ไม่ยอมรับความรุนแรง และไม่ลงโทษเด็กทางร่างกาย พวกเขาเชื่อว่า สันติภาพเกิดขึ้นได้ด้วยการปฏิเสธแนวคิดการเป็นเจ้าของ, การแข่งขัน, ความโอหัง และความโลภ

ไม่มีการเล่นกีฬา, ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ดิน, ไม่มีใครออกคำสั่งให้ใครทำงานได้ และมีการให้ความสำคัญอย่างมากกับการเรียนรู้จากผู้อื่น แต่การเชื่อฟังผู้อาวุโส ซึ่งทำให้สังคมมีลำดับชั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะไม่เท่าเทียมกัน

แนวคิดเรื่องปัจเจกชนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่การให้ความสำคัญเรื่องนี้ไม่ได้สนับสนุนความเห็นแก่ตัว มันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะเลือกทำอะไร ทำอย่างไร และทำเมื่อไหร่ พวกเขาไม่ได้ตัดสินการกระทำของคนอื่น

ในบทความปี 1989 ศาสตราจารย์โจอันนา โอเวอริง จากสหรัฐฯ เขียนว่า "แต่ละวัน ชาวปิอาโรอา จะแสดงสิทธิ์ในการตัดสินใจด้วยตัวเอง และสิทธิ์ในการเป็นอิสระจากการถูกครอบงำในเรื่องต่าง ๆ แก่กันและกัน อย่างเช่น การพักอาศัย, การทำงาน, การพัฒนาตัวเอง และแม้แต่การแต่งงาน"

Image copyright AFP

เพราะว่านี่คือสังคมของการเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ ชายและหญิงจึงมีสถานะเช่นเดียวกัน

ใครที่พยายามจะสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นชายชาตรี อย่างเช่น นักล่าจะถูกมองว่าน่าสมเพช และขาดการควบคุมตัวเอง

ความคิดของการเติบโตเป็นผู้ชาย ไม่มีอยู่จริง ศาสตราจารย์โอเวอริง เขียนว่า "หนุ่มน้อยชาวปิอาโรอาไม่ได้เห็นว่าความเป็นผู้ชายนั้นเป็นสิ่งดีงามที่ทำให้ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง"

"ผู้หญิงแต่ละคนเป็นผู้กำหนดการเจริญพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งเธอเพียงผู้เดียวมีสิทธิ์นี้ ชุมชนไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายต่อทายาทของเธอ สามีของเธอก็ไม่มีสิทธิ์ ถ้าทั้งสองหย่าขาดจากกัน"

คุณต้องหาท่วงทำนองของตัวเอง

Image copyright Gill Conquest / Jerome Lewis

ชาวบายากา (Bayaka) เป็นกลุ่มของนักล่าที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตป่าฝนของแอฟริกากลาง

เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพวกเขา?

คุณต้องหาพื้นที่ของตัวเองในสังคม

สำหรับชาวบายากา ดนตรีสร้างตัวตนส่วนหนึ่งของพวกเขา ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า รูปแบบดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของพวกเขาด้วย

"ดนตรีที่ชาวบายาการ้องเป็นการประสานเสียง ซึ่งหมายความว่า สมาชิกแต่ละคน...จะร้องด้วยท่วงทำนองต่างกันและเมื่อนำมารวมกันจะเกิดเป็นบทเพลงขึ้น" เจอโรม ลูอิส นักมานุษยวิทยาซึ่งศึกษากลุ่มชนเผ่านี้มานานกว่า 20 ปีกล่าว

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ฟัง: ผู้หญิงบายากากำลังร้องเพลง

เขาบอกว่า การที่แต่ละคนร้องท่วงทำนองของตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบายากาให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกบุคคลอย่างมาก

"มันฝึกให้คุณแตกต่างและสังคมแบบนี้ให้คุณค่ากับความเป็นอิสระสูงมาก" เขาอธิบาย "เมื่อเด็กเดินได้เมื่อไหร่ พวกเขาก็มีอิสระในการตัดสินใจว่าจะไปนอนที่ไหน กับใครได้เอง"

"คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะขอให้ใครทำอะไรให้คุณ"

แต่เมื่อไม่มีผู้นำ และเมื่อทุกคนเป็นปัจเจกชนได้อย่างเสรี ชาวบายากาเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันได้อย่างไร? คำตอบก็อยู่ในดนตรีนั่นเอง

"การร่วมร้องเพลงรูปแบบนี้ เป็นการสอนให้คนรู้จักประสานงานกันในชีวิตประจำวัน" นายลูอิส อธิบาย

"คุณต้องดึงท่วงทำนองของตัวเองไว้ ขณะที่คนอื่นร้องท่วงทำนองที่แตกต่าง" เขากล่าว "เพื่อให้มีการประสานกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างประสบความสำเร็จ คุณจำเป็นต้องทำอะไรที่แตกต่าง"

"นี่คือความเป็นอิสระในตัวเอง ที่ทำให้ผู้คนเข้าใจถึงความต้องการของผู้อื่น และสิทธิ์ที่จะแตกต่าง"

ชีวิตทันสมัย ร่างกายที่ทันสมัย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เด็กสาวชาวยาโนมามี ในเขตป่าฝนแอมะซอนของเวเนซุเอลา

ชาวยาโนมามี ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในเขตป่าฝนทางตอนเหนือของบราซิลและตอนใต้ของเวเนซุเอลา อาจช่วยให้เราเข้าใจร่างกายของตัวเองได้ดีขึ้น

เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพวกเขา?

การวิจัยในชนเผ่านี้ ซึ่งแปลกแยกจากโลกภายนอกมาจนถึงช่วงทศวรรษ 1950 ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับ ชีวิตที่ทันสมัยกำลังทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปได้อย่างไร?

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การศึกษาในปี 2015 ได้สำรวจจำนวนชนเผ่ายาโนมามี และพบว่า พวกเขามีแบคทีเรียอยู่หลากหลายชนิดมากที่สุดเท่าที่เคยพบในคน รวมถึงชนิดที่ไม่เคยพบในมนุษย์มาก่อนด้วย

พวกเขาบอกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่า การกินอาหารแบบสมัยใหม่, ยาปฏิชีวนะ และสุขอนามัย อาจช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในร่างกายคนลง

โฆเซ เคลเมนเต หนึ่งในผู้เขียนผลการศึกษา กล่าวกับ หนังสือพิมพ์ โทรอนโต สตาร์ (Toronto Star) ในขณะนั้นว่า "บางที แม้แต่การทำอะไรแบบสมัยใหม่เพียงน้อยนิด ก็อาจส่งผลทำให้ความหลากหลายของเชื้อแบคทีเรียลดลงได้อย่างมาก"

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "แต่ละขั้นตอนของการเปลี่ยนเป็นไปเป็นคนตะวันตก เราดูเหมือนจะสูญเสียความหลากหลายลงไปจำนวนหนึ่ง"

การศึกษานี้ยังระบุเกี่ยวกับความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการดื้อยาปฏิชีวนะด้วย

หลายปีที่ผ่านมา บุคลากรในวงการแพทย์ได้เตือนว่า การใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาด กำลังทำให้การติดเชื้อรักษาได้ยากขึ้น เพราะทำให้เกิดเชื้อซูเปอร์บั๊ก ที่ต้านทานยา

การศึกษานี้พบว่า ชาวยาโนมามี มียีนส์ดื้อยาปฏิชีวะที่ไม่เคยพบมาก่อน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยรับยาปฏิชีวนะเลย

เป็นหลักฐานที่แสดงว่า แบคทีเรียในร่างกายคนเราสามารถต้านทานยาปฏิชีวนะได้อยู่แล้ว ก่อนที่ยาปฏิชีวนะจะเข้าไปจัดการกับเชื้อเหล่านี้ด้วยซ้ำ

ช้า ๆ ใจเย็น ๆ

Image copyright Mark Plotkin
คำบรรยายภาพ ดร. มาร์ก พล็อตคิน พูดคุยกับหัวหน้าเผ่าซิกิยานา (Sikiyana) ที่อยู่แถบพรมแดนบราซิล-สุรินัม ในเดือน ต.ค.

ดร. มาร์ก พล็อตคิน ใช้เวลา 35 ปี ในการศึกษาวิธีที่ชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลความเจริญทั่วภูมิภาคแอมะซอนใช้พืชเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์

เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพวกเขา?

ชีวิตที่ช้าลง เป็นชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น

นอกเหนือจากการค้นพบทางการแพทย์ (ดร. พล็อตคิน บอกว่า ปัญหาในการเดินของเขา ซึ่งแพทย์ชาวอเมริกันจำนวนมากรักษาไม่ได้ ได้รับการรักษาให้หายขาดโดยหมอผีแอมะซอน) ดร. พล็อตคิน บอกว่า มีหลายเรื่องที่เขาเรียนรู้จากรูปแบบการใช้ชีวิตของชุมชนที่อยู่ห่างไกลความเจริญเหล่านี้

"สิ่งที่เราพบคือ ผู้คนไม่มีความเครียด ไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่มีอาการนอนไม่หลับ และพวกเขาใช้เวลาอยู่กับครอบครัว"

"เราอาจยังไม่พร้อมที่จะเลิกใช้ไอโฟนและไอแพด และเลิกกินอาหารไทยอีกต่อไป แต่บทเรียนชีวิตบอกเราชัดเจนว่า ไปช้า ๆ อย่าเสียเวลากับความกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่คุณไม่อาจทำอะไรได้ ผมพยายามใช้ชีวิตของผมไปตามแนวทางนี้"

ดร. พล็อตคิน ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสนับสนุนทีมอนุรักษ์แอมะซอน กล่าวว่า ขณะที่มีเรื่องราวจำนวนมากที่ประเทศพัฒนาแล้วสามารถเรียนรู้ได้จากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายกว่า เขาได้เตือนว่า

"มีความเสี่ยงสำหรับเราในการให้คุณค่ามันมากเกินไป เช่นเดียวกับความเสี่ยงในการศรัทธาพระเยซู และเชื่อว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาล หรือการย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง และคิดว่า คุณจะมีรถ 2 คัน มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง"

"อย่าให้คุณค่ากับวิถีชีวิตของพวกเขามากเกินไป แต่ให้เรียนรู้จากมัน เช่นเดียวกัน มีข้อดีมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้ได้จากศาสนาในโลกตะวันตก"

"เราไม่ควรให้คุณค่ากับชนพื้นเมืองมากเกินไป เช่นเดียวกัน เราก็ไม่ควรเห็นว่า มิชชันนารี อย่าง [จอห์น อัลเลน โช] เป็นคนชั่วร้าย"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม