เหตุใดคนสมัยนี้เป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้

ภูมิแพ้ : เหตุใดคนสมัยนี้เป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น

  • 9 ธันวาคม 2018

ข้อมูลจากแพทย์ในอังกฤษ ชี้ว่า เด็กทั่วโลกกำลังมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ (Allergies) มากเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ทีมนักวิจัยจากสถาบันคิงส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน ระบุว่า แนวโน้มของผู้เป็นโรคภูมิแพ้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาพบเห็นได้ชัดเจนในประเทศแถบตะวันตก

โดยพบว่า ปัจจุบัน การแพ้อาหารได้ส่งผลต่อเด็กราว 7% ในสหราชอาณาจักร และราว 9% ในออสเตรเลีย เป็นต้น

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเหตุใดอัตราการเป็นโรคภูมิแพ้จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับในไทยนั้น ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย จากการสำรวจพบว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าแต่ก่อนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

โรคนี้เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไป แล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน จนมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ หากได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการผิดปกติขึ้น

เชื่อว่าโรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษในปัจจุบันก็เป็นปัจจัยเสริมทำให้อาการของโรคภูมิแพ้รุนแรงขึ้น

โรคภูมิแพ้รักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคภูมิแพ้เป็นได้เกือบทุกวัย เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจว่าเป็นภูมิแพ้จริงหรือไม่

การรักษาโรคภูมิแพ้ปัจจุบันมี 3 วิธีคือ

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หากผู้ป่วยได้รับการทดสอบภูมิแพ้ และทราบว่าตัวเองแพ้อะไร การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อย่างถูกวิธี ก็จะทำให้อาการดีขึ้น

แต่หากไม่ได้ทดสอบภูมิแพ้ อาจใช้วิธีสังเกตว่า ได้รับสารอะไรแล้วมีอาการ ก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น

นอกจากนี้ควรกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด เช่น การทำความสะอาดบ้านเพื่อขจัดฝุ่นละออง การงดเลี้ยงสัตว์ที่ขนอาจกระตุ้นอาการแพ้ เช่น สุนัข แมว กระต่าย ฯลฯ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น ละอองเกสรดอกไม้ อาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือแม้แต่ควันบุหรี่

2. การใช้ยา เช่น ยารับประทาน ยาพ่นเข้าจมูก หรือยาสูดเข้าหลอดลม ซึ่งผู้ป่วยควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

3. การฉีดวัคซีน เป็นการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โดยแพทย์จะทดสอบภูมิแพ้ก่อนว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด แล้วฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ๆ เพื่อให้ร่างกายผู้ป่วยค่อย ๆ ปรับภูมิต้านทานขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดร่างกายมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ได้ การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 3 - 5 ปี

สำหรับผู้ป่วยแพ้อาหารที่มีอาการรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้อย่างเคร่งครัด ในกรณีที่พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้แล้ว แต่ยังมีอาการแพ้เนื่องจากได้รับอาหารที่แพ้เจือปนเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อย ๆ เช่น การแพ้แป้งสาลี ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารหลายชนิด ได้แก่ ขนมปัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารชุบแป้งทอด เป็นต้น ทำให้การหลีกเลี่ยงเป็นไปได้ยาก และมีความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งบางครั้งต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน ในกรณีนี้ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้โดยตรง