สุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีแห่งปี 2018

  • 23 ธันวาคม 2018
Image copyright AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ ดร. ซาฮี ฮาวาสส์ นักโบราณคดีคนดัง (คนที่ 3 จากซ้ายมือ) ควบคุมการเปิดฝาที่เก็บพระศพฟาโรห์ตุตันคามุนในปี 2007

ตลอดช่วงขวบปีที่ผ่านมา บรรดานักโบราณคดีผู้คร่ำเคร่งต่อการเสาะแสวงหาความจริงในอดีต ได้ขุดค้นหรือสืบเสาะพบร่องรอยหลักฐานอะไรไปแล้วบ้าง ? บีบีซีไทยได้รวบรวมการค้นพบทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่น่าทึ่ง 10 เรื่องแห่งปี 2018 มาให้อ่านกันในช่วงสิ้นปีดังนี้

1) ดีเอ็นเอจากกระดูกชี้ลูกผสมข้ามสายพันธุ์มนุษย์โบราณมีจริง

ผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอในฟอสซิลกระดูกมนุษย์โบราณที่เก่าแก่ราว 50,000 ปี ซึ่งพบที่ถ้ำเดนิโซวาของรัสเซียเมื่อ 6 ปีก่อน ชี้ว่าเจ้าของชิ้นส่วนกระดูกดังกล่าวเป็นเด็กหญิงเลือดผสมอายุอย่างน้อย 13 ปี โดยเธอมีแม่เป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) และมีพ่อเป็นมนุษย์เดนิโซวาน (Denisovan)

Image copyright Science Photo Library
คำบรรยายภาพ หุ่นจำลองใบหน้าของมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัล

นับเป็นครั้งแรกที่พบหลักฐานยืนยันถึงการมีลูกผสมข้ามสายพันธุ์ของมนุษย์โบราณอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักโบราณคดีทราบเพียงว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซวานต่างมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกันในแถบภูมิภาคยูเรเชีย โดยสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 40,000 ปีก่อน การที่นีแอนเดอร์ทัลมักอพยพเข้าไปในแถบยุโรปตะวันออกซึ่งเดนิโซวานตั้งถิ่นฐานอยู่ ทำให้สองเผ่าพันธุ์มีโอกาสพบปะและมีความสัมพันธ์กันได้

ประชากรมนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโม เซเปียนส์ในปัจจุบันทั้งหมด เว้นแต่ผู้มีเชื้อสายแอฟริกัน ล้วนมีดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัลปะปนอยู่เล็กน้อย ในบางภูมิภาคของโลกผู้คนมีดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณเดนิโซวานแฝงอยู่บางส่วน แสดงถึงการที่มนุษย์โบราณหลายสายพันธุ์ต่างก็เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในทุกวันนี้ด้วย

2) พบ "มนุษย์เชดดาร์" เผ่าพันธุ์ยุคหินในอังกฤษมีผิวคล้ำและตาสีฟ้า

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
หุ่นจำลองใบหน้าของ "มนุษย์เชดดาร์"

ทีมนักวิจัยของสหราชอาณาจักรได้นำดีเอ็นเอจากโครงกระดูกของ "มนุษย์เชดดาร์" (Cheddar Man) ที่เก่าแก่ถึงหนึ่งหมื่นปี มาทำการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม จนพบว่ามนุษย์โบราณยุคหินที่อาศัยอยู่ในหมู่เกาะอังกฤษผู้นี้ มีผิวสีน้ำตาลเข้มและมีตาสีฟ้า แทนที่จะมีผิวขาวเหมือนคนอังกฤษและชาวยุโรปในปัจจุบัน

โครงกระดูกของมนุษย์เชดดาร์ถูกค้นพบเมื่อปี 1903 ที่หมู่บ้านเชดดาร์ ในมลฑลซัมเมอร์เซตของอังกฤษ นับว่าเป็นโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่สมบูรณ์และเก่าแก่ที่สุด เท่าที่เคยค้นพบมาในสหราชอาณาจักร

การค้นพบข้อเท็จจริงเรื่องสีผิวของมนุษย์เชดดาร์ชี้ให้เห็นว่า ลักษณะผิวสีอ่อนของชาวยุโรปสมัยใหม่เป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคหลังเมื่อราว 6,000 ปีก่อน และความเชื่อที่ว่าชาวยุโรปมีเชื้อสายคอเคเชียนมาตั้งแต่แรกเริ่มก็อาจไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม ดร. ซูซาน วอลช์ หนึ่งในทีมวิจัยซึ่งประกอบสร้างหุ่นจำลองแสดงลักษณะสีผิวและใบหน้าของมนุษย์เชดดาร์ขึ้นมาจากข้อมูลพันธุกรรมบอกว่า ยังไม่สามารถชี้ชัดได้แน่นอนว่ามนุษย์เชดดาร์มีผิวสีอะไรกันแน่

3) เลเซอร์สำรวจ LIDAR ช่วยให้พบซากเมืองใหญ่อารยธรรมมายาในอเมริกากลาง

Image copyright WILD BLUE MEDIA/CHANNEL 4
คำบรรยายภาพ เมืองโบราณทิคาล (Tikal) ของกัวเตมาลา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในผืนป่า

เทคโนโลยีการสำรวจและวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์ (LIDAR) สร้างผลงานสำคัญอีกครั้ง โดยช่วยเปิดเผยร่องรอยของเมืองโบราณขนาดใหญ่ในป่าทึบทางตอนเหนือของประเทศกัวเตมาลา ซึ่งเป็นหลักฐานชี้ว่าอารยธรรมมายาในยุคที่รุ่งเรืองสูงสุดเมื่อราว 1,500 ปีก่อน มีอาณาเขตกว้างขวางกว่าที่เคยคาดกันไว้ 3-4 เท่า และอาจมีประชากรสูงสุดถึง 15 ล้านคน ซึ่งเทียบได้กับความเจริญของอารยธรรมกรีกและจีนโบราณ

ทีมนักสำรวจใช้การยิงแสงเลเซอร์จากเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ลงไปยังพื้นที่ป่าทึบ 2,100 ตารางกิโลเมตร โดยข้อมูลดิจิทัลที่ได้จากการสะท้อนกลับของแสงเลเซอร์ ได้เผยให้เห็นแท่นหินที่เป็นรากฐานของอาคารบ้านเรือนกว่า 60,000 หลัง รวมทั้งโครงสร้างของพีระมิดขนาด 7 ชั้น ป้อมปราการ กำแพงเมือง คูน้ำ และทางยกระดับขนาดใหญ่เพื่อการขนส่งสินค้า

การค้นพบครั้งนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการศึกษาอารยธรรมมายา ในรอบ 150 ปีที่ผ่านมา การสำรวจด้วยแสงเลเซอร์แบบเดียวกันยังทำให้พบซากเมืองใหญ่ของชาว Purépecha ซึ่งเป็นชนเผ่าศัตรูของชาวแอซเทคในป่าลึกใกล้เมืองโมรีเลียทางตะวันตกของเม็กซิโกด้วย โดยทีมสำรวจพบว่าซากเมืองโบราณซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 มีความหนาแน่นของอาคารบ้านเรือนเทียบได้กับย่านแมนฮัตตันของนครนิวยอร์กในปัจจุบัน

4) มนุษย์รู้จักหมักเบียร์ได้ก่อนปลูกข้าวหลายพันปี

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มนุษย์เริ่มรู้จักเพาะปลูกแทนการเก็บของป่าเมื่อราว 1.1 หมื่นปีก่อน แต่สามารถทำเบียร์ได้ตั้งแต่ราว 2 พันปีก่อนหน้านั้น

นักโบราณคดีค้นพบครกหินเก่าแก่อายุ 13,000 ปี ในถ้ำราคีเฟต(Raqefet) ของอิสราเอล ใกล้ชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยร่องรอยที่หลงเหลืออยู่บนครกหินชี้ว่า มนุษย์โบราณสามารถหมักเบียร์จากธัญพืชไว้ดื่มได้มานานหลายพันปี ก่อนที่จะเริ่มรู้จักการเพาะปลูกเสียอีก

ครกหินเหล่านี้เป็นหลักฐานชี้ถึงการทำเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยชาวนาทูเฟียน (Natufian) ซึ่งเป็นกลุ่มคนโบราณที่มีชีวิตอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างยุคหินเก่ากับยุคหินใหม่ ได้เลือกเก็บเมล็ดธัญพืชป่าในท้องถิ่นเช่นข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ แล้วนำมาเพาะให้งอกเป็นมอลต์ (Malt)เพื่อนำไปหมักเบียร์ซึ่งใช้ดื่มระหว่างการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ความต้องการธัญพืชเพื่อใช้ทำเบียร์ได้อย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรรมพัฒนาขึ้นในเวลาต่อมา

5) โรคระบาดที่ล้างจักรวรรดิแอซเทคอาจเป็นไข้ทัยฟอยด์

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ แอซเทคเป็นจักรวรรดิโบราณอันเกรียงไกรแห่งอเมริกากลางซึ่งปัจจุบันคือพื้นที่ในประเทศเม็กซิโก

โรคระบาดลึกลับที่คร่าชีวิตผู้คนในจักรวรรดิแอซเทคไปจนเกือบหมดเมื่อ 500 ปีก่อน จนจักรวรรดิโบราณอันเกรียงไกรต้องล่มสลายลง อาจเป็นไข้ทัยฟอยด์ที่เกิดจากเชื้อซัลโมเนลลาสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งมากับสัตว์เลี้ยงของนักล่าอาณานิคมชาวตะวันตก

โรคระบาดปริศนาที่ชาวแอซเทคเรียกว่า "โคโคลิซต์ลี" (Cocoliztli) ซึ่งหมายถึง "โรคระบาดมรณะ" เกิดขึ้นระหว่างปี 1545-1550 ทำให้จำนวนประชากรของจักรวรรดิแอซเทคลดลงถึง 80% หรือราว 15 ล้านคน ภายในเวลาเพียง 5 ปี

นักวิจัยพบดีเอ็นเอของเชื้อซัลโมเนลลาในฟันของศพชาวแอซเทค 29 ร่าง ที่ถูกฝังอยู่ในหลุมของผู้ตายด้วยโรคระบาด โดยบันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่า ผู้คนพากันล้มป่วยด้วยไข้สูง ปวดศีรษะ มีเลือดออกจากตา ปาก และจมูก และพากันเสียชีวิตลงภายในเวลาเพียง 3-4 วันเท่านั้น นับว่าเป็นเหตุโรคระบาดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ รองลงมาจากเหตุกาฬโรคระบาดในยุคกลางของยุโรปที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 25 ล้านคน

6) พบภาพเขียนเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ในเดือนสิงหาคมของปีนี้ มีรายงานการค้นพบร่องรอยขีดเขียนของมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่อาจเก่าแก่ถึง 73,000 ปี โดยเป็นเส้นขีดเขียนสีแดงที่ปรากฏอยู่บนเศษหินในถ้ำแห่งหนึ่งของแอฟริกาใต้ ผู้ค้นพบเชื่อว่านี่คือภาพเขียนแบบนามธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องการใช้สัญลักษณ์ในยุคแรกเริ่ม ที่อาจนำไปสู่การใช้ภาษาและการสร้างอารยธรรมในที่สุด

ส่วนเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการค้นพบภาพเขียนรูปสัตว์อายุ 40,000 ปี ในถ้ำแห่งหนึ่งบนเกาะบอร์เนียว ในเขตจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกของอินโดนีเซีย โดยถือได้ว่าเป็นภาพเขียนชนิดที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมา

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ภาพสัตว์ด้านขวาคือส่วนที่มีอายุเก่าแก่ 4 หมื่นปี ในกรอบเล็กคือส่วนที่ใช้ตรวจสอบอายุของภาพเขียน

ภาพเขียนดังกล่าวอาจเป็นรูปของวัวแดง ซึ่งเป็นสัตว์ป่าที่ยังคงพบได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การค้นพบครั้งนี้อาจล้มล้างข้อสันนิษฐานทางโบราณคดีที่ว่า ภาพเขียนของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มีต้นกำเนิดในยุโรป ก่อนที่จะแพร่กระจายออกไปทั่วโลก

7) ผลสแกนด้วยเรดาร์ชี้ไม่มีห้องลับในสุสานตุตันคามุน

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ก่อนหน้านี้นักโบราณคดีมั่นใจถึง 90%ว่า มีห้องลับซ่อนอยู่หลังผนังสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน

กระทรวงโบราณคดีของอียิปต์แถลงว่า ผลการตรวจสอบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุนครั้งล่าสุด ซึ่งทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยตูรินของอิตาลีได้ใช้เทคนิคการสแกนด้วยเรดาร์เข้าพิสูจน์ ได้ผลชี้ชัดว่าไม่มีห้องลับซ่อนอยู่ด้านหลังผนังสุสานดังกล่าว ตามที่เคยสันนิษฐานกันไว้แต่อย่างใด

เมื่อปี 2015 ทางการอียิปต์และ ดร. นิโคลัส รีฟส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษระบุว่า มีความมั่นใจถึง 90% ว่ามีห้องที่ไม่เคยถูกสำรวจซ่อนอยู่อีกในสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน ซึ่งอาจเป็นห้องเก็บพระศพของราชินีเนเฟอร์ติติที่ยังค้นหากันไม่พบก็เป็นได้

ในขณะนั้น ดร. รีฟส์ เชื่อว่า เมื่อฟาโรห์ตุตันคามุนสิ้นพระชนม์ลง ได้มีการนำพระศพมาเก็บไว้อย่างรีบร้อน โดยสร้างสุสานขึ้นที่ห้องด้านนอกของที่เก็บพระศพเดิมของราชินีเนเฟอร์ติติ ทำให้สุสานมีขนาดเล็กและมีลักษณะที่บ่งชี้ว่าเป็นที่เก็บพระศพของราชินี ไม่ใช่ของฟาโรห์ที่เป็นชาย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่พบห้องลับดังกล่าวทฤษฎีนี้จึงขาดหลักฐานสนับสนุนไป

8) เจอมัมมี่แมวอายุกว่า 4,000 ปีจำนวนมาก ในสุสานค้นพบใหม่ที่อียิปต์

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ มีมัมมี่แมวหลายสิบตัวในสุสานโบราณที่เพิ่งค้นพบใกล้กรุงไคโรของอียิปต์

ทีมนักโบราณคดีอียิปต์เผยโฉมมัมมี่แมวและด้วงดำ (Scarab Beetle) จำนวนมาก ในสุสานโบราณที่เพิ่งค้นพบ ที่เมืองซัคคาราทางตอนใต้ของกรุงไคโร โดยบริเวณดังกล่าวเป็นที่ฝังศพของชาวเมืองเมมฟิส ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอียิปต์โบราณเป็นเวลากว่า 2,000 ปี

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าแมวและสัตว์อื่น ๆ มีสถานะพิเศษในปรโลก โดยการทำมัมมี่สัตว์ถือเป็นเครื่องบูชาทางศาสนาอย่างหนึ่ง ชาวอียิปต์โบราณยังบูชาเทพีบาสเทต (Bastet) ซึ่งมีเศียรเป็นแมว โดยถือว่าเป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองมนุษย์จากสิ่งชั่วร้าย และป้องกันโรคระบาด

9) เผย "สูตรต้นตำรับ" น้ำยาอาบศพอียิปต์โบราณ เป็นหลักฐานชี้การทำมัมมี่เก่าแก่กว่าที่คาดนับพันปี

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ธรรมเนียมการทำมัมมี่ของชาวอียิปต์โบราณ มีมานานกว่าที่นักโบราณคดีเคยคาดกันไว้นับพันปี

เส้นใยจากผ้าที่ใช้ห่อมัมมี่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ร่างหนึ่ง ถูกนำมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมี จนได้ค้นพบ "สูตรต้นตำรับ" ของน้ำยาอาบศพแบบอียิปต์โบราณที่ใช้สืบต่อกันมานานถึง 4,000 ปี

มัมมี่ดังกล่าวเป็นชายวัย 20-30 ปี ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตลงเมื่อราว 3,700 ปีก่อนคริสตกาล การวิเคราะห์เส้นใยผ้าที่ซึมซับน้ำยาอาบศพสูตรเก่าแก่นี้เอาไว้ ทำให้ทราบถึงองค์ประกอบของน้ำยาที่ทำมาจากน้ำมันงา, สารสกัดคล้ายขี้ผึ้งที่เรียกว่า Balsam, ยางไม้ที่มีคุณสมบัติคล้ายน้ำตาลเช่นยางต้นอะคาเซีย และยางสนซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ดร. สตีเฟน บักลีย์ นักโบราณคดีผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์กของสหราชอาณาจักรบอกว่า "หลักฐานนี้ชี้ว่าการทำมัมมี่ในอียิปต์มีอยู่อย่างแพร่หลายแล้วก่อนยุคที่คาดกันไว้นับพันปี แสดงว่าอัตลักษณ์และอารยธรรมแบบอียิปต์โบราณมีมาก่อนการก่อตั้งอาณาจักรเมื่อช่วง 3,100 ปีก่อนคริสตกาลเสียอีก"

10) มนุษย์โบราณโฮโม อีเร็กตัส อาจใช้ภาษาและล่องเรือได้ แต่สูญพันธุ์เพราะ "ขี้เกียจ"

Image copyright Richard Bizley/SPL
คำบรรยายภาพ โฮโม อีเร็กตัส มักตั้งถิ่นฐานใกล้กับแหล่งน้ำและดำรงชีวิตด้วยการหาสัตว์น้ำเป็นอาหาร

ศาสตราจารย์แดเนียล เอเวอเร็ตต์ จากมหาวิทยาลัยเบนต์ลีย์ของสหรัฐฯ เสนอแนวคิดใหม่ทางมานุษยวิทยาโบราณคดีที่ว่า โฮโม อีเร็กตัส (Homo erectus) หรือ "มนุษย์ผู้ยืนตัวตรง" ซึ่งปรากฏตัวขึ้นบนโลกครั้งแรกเมื่อกว่า 1.8 ล้านปีก่อน มีความสามารถในการประดิษฐ์เครื่องมือถึงขั้นต่อเรือได้ ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ของมนุษย์โบราณกลุ่มนี้ยังทำให้เกิดการคิดค้นภาษาง่าย ๆ ขึ้นใช้สื่อสารกันด้วย

ศ.เอเวอเร็ตต์ บอกว่าพบร่องรอยของโฮโม อีเร็กตัส ในสถานที่หลายแห่งที่ต้องใช้การล่องเรือไปถึงเท่านั้น เช่นที่เกาะครีต (Crete) และเกาะฟลอเรส (Flores) ของอินโดนีเซีย การประดิษฐ์เรือและการล่องเรือที่เกิดขึ้น ยังอาจทำให้มนุษย์โฮโม อีเร็กตัส มีความจำเป็นจะต้องคิดค้นภาษาขึ้นใช้ไปพร้อมกันด้วย

"ก่อนหน้านี้ทุกคนเชื่อว่า โฮโม อีเร็กตัส เป็นมนุษย์โบราณที่โง่เง่าคล้ายสัตว์จำพวกลิง แต่ผมต้องการเน้นให้ทราบกันตรงนี้ว่า โฮโม อีเร็กตัส เป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุดจำพวกหนึ่งเท่าที่เคยปรากฏอยู่บนโลกใบนี้" ศ.เอเวอเร็ตต์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่านักโบราณคดีทั้งหมดจะเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) อ้างหลักฐานที่ขุดพบจากเมืองซาฟฟาคาห์ (Saffaqah) ทางตอนกลางของซาอุดีอาระเบียว่า โฮโม อีเร็กตัสต้องสูญพันธุ์ไปด้วยสาเหตุส่วนหนึ่งจากความเกียจคร้าน ไร้ความพยายามในการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือให้ดีขึ้น และไม่ขวนขวายเก็บสะสมทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ดร. เซรี ชิปตัน ผู้นำทีมนักโบราณคดีของเอเอ็นยูบอกว่า เครื่องมือหินของโฮโม อีเร็กตัส ล้วนประดิษฐ์ขึ้นจากก้อนหินชนิดใดก็ได้ที่หาเก็บได้ง่ายในบริเวณใกล้ที่พัก แม้ว่าจะเป็นก้อนหินที่มีคุณภาพต่ำก็ตาม ในขณะที่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก มีกองหินที่มีคุณภาพดีกว่าตั้งอยู่ แต่ก็ไม่พบร่องรอยการสกัดหินหรือการใช้ประโยชน์จากกองหินดังกล่าวแต่อย่างใด

ลักษณะนิสัยนี้แตกต่างกันอย่างมากกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล รวมทั้งต่างกับมนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโม เซเปียนส์ เนื่องจากทั้งสองเผ่าพันธุ์นี้มีการเดินทางและปีนเขาเพื่อเสาะหาแหล่งหินคุณภาพดี และมีการสกัดขนส่งหินมาใช้จากแหล่งที่อยู่ห่างไกล

ติดตามข่าวประวัติศาสตร์ และ โบราณคดี ได้ทุกวันทางเว็บไซต์ bbcthai.com และเฟซบุ๊กของบีบีซีไทย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม