ภูเขาไฟอะนัก กรากาตัว กำลังเข้าสู่ระยะอันตรายร้ายแรงครั้งใหม่

  • 24 ธันวาคม 2018
จำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ จำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคลื่นยักษ์สึนามิที่พัดถล่มบริเวณชายฝั่งของเกาะสุมาตราและเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา มีสาเหตุมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ อะนัก กรากาตัว ซึ่งทำให้ดินและหินเหล่านั้นถล่มลงในทะเลจนเกิดคลื่นขนาดใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่าร้อยราย

ทว่าภูเขาไฟเจ้าปัญหานี้กำลังเข้าสู่ระยะอันตรายร้ายแรงครั้งใหม่ เจสส์ ฟีนิกซ์ นักภูเขาไฟวิทยา จากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา บอกกับบีบีซี เมื่อเธอได้พิจารณารูปภาพของ อะนัก กรากาตัว และพยายามวิเคราะห์ลำดับเวลาของการปะทุ

An illustration of Krakatau before the eruption in 1883 Image copyright Getty Images

ด้านบน คือ ภาพภูเขาไฟกรากาตัว ก่อนที่มันจะระเบิดอย่างรุนแรงในปี ค.ศ. 1883 จนมลายหายไปแล้วให้กำเนิด อะนัก กรากาตัว หรือ "บุตรแห่งกรากาตัว" ภูเขาไฟลูกใหม่ มาแทนที่

กรากาตัวรุ่นเก่านี้เองที่ช่วยสร้างความเข้าใจให้นักวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ภูเขาไฟลูกนี้มีลักษณะเป็นกรวยภูเขาไฟสลับชั้น (stratovolcano) ที่เกิดจากการทับถมกันของหินหนืด ขี้เถ้า และหิน ที่ปะทุออกมาจากปล่อง จนในที่สุด รูปร่างก็ใหญ่โตและสมบูรณ์แบบ

จากภาพจะเห็นเรือประมงลอยลำอยู่ทางด้านซ้ายด้วย แม้ว่าด้านบนของปากปล่องภูเขาไฟจะมีควันคุกรุ่นลอยออกมาก็ตาม นี่ตีความได้ว่า กรากาตัวยังไม่น่าหวาดหวั่นสำหรับผู้คนแม้แต่น้อย

ทั้งนี้ เป็นเรื่องปกติของภูเขาไฟที่ยังไม่ระเบิดหากว่าจะมีกลุ่มควันปะทุออกมาจากปากปล่องบ้าง เพราะน้ำที่เดือดระอุอยู่ภายในลอยขึ้นสู่ด้านบนนั่นเอง

Anak Krakatau volcano. Photo: July 2018 Image copyright Getty Images

ภาพนี้ถ่ายขึ้นเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ภูเขาไฟอะนัก กรากาตัว ปะทุในระดับความรุนแรงเพียง 0 - 1 เท่านั้นตามดัชนีการระเบิดของภูเขาไฟ (Volcanic Explosivity Index) ซึ่งอาศัยปริมาณสารที่ปะทุออกมาจากปล่องเป็นตัวชี้วัด

ทั้งนี้ ขั้นสูงสุดที่ระดับ 8 หรือ อภิมหามหึมา (mega-colossal) นั้นเคยขึ้นมาแล้วในอดีตอันไกลโพ้นเมื่อ 630,000 ปีก่อนที่อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park) สหรัฐอเมริกา ทว่าการระเบิดในระดับต่ำเพียง 0 และ 1 นั้นสามารถเกิดขึ้นได้เป็นประจำทุกวันและต่อเนื่องนานนับปี โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง เช่น การปะทุของภูเขาไฟบริเวณหมู่เกาะฮาวาย สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม หากหินหนืด (magma) เริ่มมีปริมาณมากขึ้น ภูเขาไฟประเภทนี้ก็มีโอกาสที่จะระเบิดอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิมได้เช่นกัน

Anak Krakatau volcano. Photo: July 2018 Image copyright Getty Images

ดังเช่นภาพถ่ายด้านบนในเดือนก.ค. ปีนี้ ปรากฏให้เห็น เถ้าปะทุอันร้อนระอุจากปล่องภูเขาไฟอะนัก กรากาตัว ไหลลงมาเป็นสาย ซึ่งสารเหล่านี้สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นเศษหินหรือแม้กระทั่งก้อนลาวาขนาดใหญ่ (lava bomb) ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อมนุษย์ และสามารถกระเด็นไปไกลหลายร้อยเมตรกว่าจะตกลงสู่พื้นดินอีกด้วย

Anak Krakatau volcano. Photo: August 2018 Image copyright Getty Images

ภาพมุมสูงจากเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นภูเขาไฟอะนัก กรากาตัว ถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่านและหินหนืดที่ค่อนข้างสดใหม่จากการปะทุระดับอ่อน ๆ ส่วนเกาะขนาดเล็กสามเกาะที่ล้อมรอบนั้นหลงเหลือมาจากภูเขาไฟกรากาตัวในอดีตนั่นเอง

Anak Krakatau volcano. Photo: September 2018 Image copyright EPA

แต่เมื่อมาดูภาพมุมสูงจากเมื่อเดือน ก.ย.ก็จะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะควันสีน้ำตาลจับตัวหนาแน่นจนกระทั่งบดบังหนึ่งในเกาะขนาดเล็กจนมิด ยิ่งไปกว่านั้น ยังกระจายออกมาเป็นวงกว้างอีกด้วย ควันจากการปะทุนี้มีสะเก็ดหินขนาดจิ๋วผสมอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการคมนาคมทางอากาศและสุขภาพของผู้คน นอกจากนี้ น้ำหนักของมันยังอาจทำให้อาคารบ้านเรือพังทลายลงได้ด้วย

Anak Krakatau volcano. Photo: 23 December 2018 Image copyright Reuters

ส่วนภาพนี้ถ่ายขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา ภูเขาไฟอะนัก กรากาตัวได้ปะทุอย่างรุนแรงจนปกคลุมไปด้วยฝุ่นและควัน ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างหินหนืดอันร้อนระอุ ก๊าซ และน้ำ ยังทำให้คลื่นซัดสาดและระเบิดอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย

Anak Krakatau volcano. Photo: 23 December 2018 Image copyright Reuters

นอกจากนี้ ภูเขาไฟยังสามารถสร้างสายฟ้าได้ดังเช่นรูปด้านบนที่ถ่ายขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. โดยการปะทะกันกลางอากาศของเศษหิน เถ้าถ่านภูเขาไฟ และน้ำ ที่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าสถิตอยู่ภายในกลุ่มควันนั้นเอง

ทั้งนี้ ภัยพิบัติจากการระเบิดของภูเขาไฟเกิดขึ้นกับอินโดนีเซียบ่อยครั้ง และบทเรียนจาก "บุตรแห่งกรากาตัว" ก็ย้ำเตือนให้พึงระลึกว่า การศึกษาเพิ่มเติมและมาตรการเตือนภัยที่รัดกุมมากขึ้น ยังสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาชีวิตของผู้คนและทรัพยากรอันมีค่าของประเทศ

Short presentational grey line

เจสส์ ฟีนิกซ์ นักภูเขาไฟวิทยา จากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม Blueprint Earth และเป็นสมาชิกของราชสมาคมภูมิศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักร

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม