44 ปี รัฐสภา ประวัติศาสตร์-ภาพจำก่อนปิดฉาก ก.พ. 2562

  • 26 ธันวาคม 2018
บิ๊กคลีนนิ่ง รัฐสภาไทย Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ กิจกรรมนี้ใช้ชื่อว่า "รวมพลังคนสภาทำจิตอาสาส่งท้ายปี บิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์"

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ข้าราชการ ผู้ประกอบการร้านค้าภายในรัฐสภา และสื่อมวลชน ราว 500 ชีวิต ซึ่งพร้อมใจสวมใส่เสื้อสีเหลือง หรือเครื่องแบบชุด "จิตอาสา" ร่วมกิจกรรม "บิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์" เพื่อทำความสะอาดบริเวณรัฐสภา ในวันที่ 26 ธ.ค. โดยถือเป็นกิจกรรมท้าย ๆ ที่เกิดขึ้นภายในรัฐสภา ถนนอู่ทองใน ก่อนส่งมอบอาคารและพื้นที่โดยรอบคืนให้กับสำนักพระราชวัง ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันสิ้นปี

แต่ล่าสุด สมาชิก สนช. 240 ชีวิตได้รับแจ้งว่าให้มาประชุมที่อาคารรัฐสภา 1 ต่อไปจนถึงเดือน ก.พ. 2562 ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สำนักพระราชวังอนุญาตให้ สนช. ใช้อาคารรัฐสภา 1 เป็นสถานที่ประชุมได้เฉพาะในวันประชุมใหญ่ ซึ่งปกติจะประชุมเฉพาะวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) จะย้ายไปใช้อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่นแทน ในระหว่างรอการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย แล้วเสร็จ

ก่อนรัฐสภาแห่งที่ 2 ของไทยที่รับใช้สมาชิกทั้ง "นักเลือกตั้ง" และ "นักลากตั้ง" มานานกว่า 44 ปี จะปิดฉากลงในอีก 2 เดือนข้างหน้า บีบีซีไทยร่วมบันทึกฉากสำคัญที่เกิดขึ้นใน "สภาหินอ่อน" ซึ่งกลายเป็นภาพลักษณ์-ภาพจำของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยแห่งนี้

เกิด-ดับยุครัฐบาลทหาร

ปี 2512 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร อนุมัติก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่บนเนื้อที่เกือบ 20 ไร่ บริเวณด้านทิศเหนือของพระที่นั่งอนันตสมาคม ภายใต้งบประมาณก่อสร้าง 51.02 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา เนื่องจากพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ประชุมรัฐสภาแห่งแรกไม่อาจรองรับสมาชิกที่มีจำนวนมากขึ้นตามสัดส่วนประชากรไทยได้

นับจากพิธีวางศิลาฤกษ์ ตอกเสาเข็ม ก่อสร้าง กินเวลาไปเกือบ 4 ปีจึงแล้วเสร็จในยุครัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. และสมาชิก ร่วมถ่ายภาพก่อนทำกิจกรรม

19 ก.ย. 2517 อาคารรัฐสภาถูกใช้เป็นสถานที่ประชุมครั้งแรกของ สนช. ชุดที่ 2 ที่มี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธาน วาระสำคัญคือการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยใช้เวลาราว 7 ชั่วโมง (ตั้งแต่ 09.40-16.55 น.)

28 ธ.ค. 2561 อาคารรัฐสภาแห่งนี้จะถูก สนช. ชุดที่ 6 ที่มี ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน ใช้ประชุมเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เป็น "เรื่องด่วน"

สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารปี 2557 จึงถือเป็น "ผู้ทรงเกียรติ" ชุดสุดท้ายที่มีโอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในสภาหินอ่อน

พิธีกรรมที่ทำให้ "ผู้ทรงเกียรติ" ต้อง "มุดเข้า-ปีนกำแพงออก"

รัฐบาลจะเริ่มลงมือบริหารราชการแผ่นดินได้ก็ต่อเมื่อการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเรียบร้อย ทว่ามีอย่างน้อย 3 ครั้งที่โฉมหน้าของ "ผู้นำรัฐบาล" ไม่ตรงกับใจของ "มวลชน" บางกลุ่ม จึงมีการ "ก่อหวอด" ต่อต้านอยู่บริเวณหน้ารัฐสภา-ขัดขวางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ให้เข้าไปแถลงนโยบายได้

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนร่วมชุมนุมประท้วง "นายกฯ ที่ไม่ได้มาจาการเลือกตั้ง" บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อ พ.ค. 2535

ปี 2535 รัฐบาล พล.อ. สุจินดา คราประยูร เปิดแถลงนโยบาย ท่ามกลางเสียงตะโกนขับไล่ของประชาชนต่อการ "สืบทอดอำนาจ" ของแกนนำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ผู้ก่อรัฐประหารปี 2534 ด้วยเพราะ พล.อ. สุจินดาเคยประกาศไม่รับตำแหน่งนายกฯ ฝูงชนจากทั่วทุกสารทิศจึงมาจับจองพื้นที่จากบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าล้นไปถึงหน้ารัฐสภา ไม่ต่างจากเสียงอภิปรายของฝ่ายค้านในสภาฯ ที่มีแต่คำว่า "ตระบัดสัตย์" และ "นายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง" ฉายวนไปมา

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บรรยายไว้ในหนังสือ "หลังม่านการเมือง" (สำนักพิมพ์มติชน, 2554) ว่า "ครม. ต้องเดินทางเข้าประชุมโดยผ่านทางพระที่นั่งอนันตสมาคม พอแถลงเข้าจริงก็เกิดการโกลาหล ฝูงชนจะบุกเข้าสภาให้ได้ แต่การแถลงก็ผ่านพ้นไปด้วยความความทุลักทุเล"

ปี 2551 รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูก "เส้นตาย" ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม. แถลงนโยบายภายใน 15 วันนับแต่วันถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงตัดสินใจ "ฝ่าวงล้อม" มวลชนที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยราว 3,000-4,000 คนเข้าไปประกอบพิธีกรรมในรัฐสภาเมื่อ 7 ต.ค. 2551 ท่ามกลางการอารักขาความปลอดภัยของตำรวจ 30 กองร้อย หรือ 4,500 นาย

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ เหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ต.ค. 2551 ทำให้นายสมชายกับพวกรวม 4 คน ตกเป็นจำเลยในคดีนาน 9 ปี ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะยกฟ้อง เมื่อ 2 ส.ค. 2560

เจ้าหน้าที่ระดมยิงแก๊สน้ำตาใส่ฝูงชนตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ หวังเปิดทางให้นายสมชายกับพวกเข้าไปในรัฐสภาได้ ที่สุดแล้วพวกเขาก็แถลงนโยบายได้สำเร็จสมใจ-ในเวลาอันสั้นไม่ถึง 3 ชั่วโมง แต่ทิ้งความเสียหายไว้มหาศาลเมื่อ 2 ชีวิตต้องสังเวยในเหตุการณ์ และกว่า 400 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับมวลชนหลายระลอก

นาทีวิกฤตถูกพรรณนาไว้ในหนังสือ "บันทึกคนข่าว 7 ตุลาฯ" (สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, 2551) น.ส. อิศรินทร์ หนูเมือง จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ระบุตอนหนึ่งว่า "ทั้ง ส.ส. ข้าราชการ ส.ว. และ ครม. รับทราบกันอย่างเงียบ ๆ งง ๆ ว่านายกฯ และลูก (น.ส. ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส. เชียงใหม่) ออกจากสภาไปแล้วด้วยการ 'ปีนกำแพงหนี' ออกไปทางด้านหลังของอาคารรัฐสภา มุ่งหน้าสู่พื้นที่ 'ต้องห้าม' ในเขตแดนของพระที่นั่งวิมานเมฆ" โดยที่ "ถังน้ำมันเก่าและเก้าอี้ที่ถูกปลดระวางบริเวณริมรั้วหลังอาคารรัฐสภาถูกนำมาต่อสร้างเป็นบันไดชั่วคราวเพื่อสร้าง 'ทางออกเดียว' ของคนทั้งสภา"

"ประมาณ 17.00 น. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนำตัววีไอพีของรัฐสภา ได้แก่ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา วัย 80 ปี (ขณะนั้น) นายประสพสุข บุญเดช วัย 63 ปี (ขณะนั้น) รัฐมนตรี ข้าราชการ และสื่อมวลชน หลายร้อยชีวิต ทยอยกันปีนป่ายข้ามกำแพงสูง 2 เมตร ข้ามไปอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยกว่าด้วยความทุลักทุเล" น.ส. สิริกันยา มั่งสูงเนิน จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ระบุในหนังสือเล่มเดียวกัน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยนายทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกจากสภาฯ ให้เป็นนายกฯ คนที่ 26 เมื่อ 17 ก.ย. 2551 หลังรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เหตุการณ์ "7 ตุลาฯ" กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องวางแผน "ลับ ลวง พราง" ในวันแถลงนโยบายปี 2552 เนื่องจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการณ์แห่งชาติ (นปช.) ขู่ปิดล้อมรัฐสภา รัฐบาลจึงย้ายไปใช้วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมแทน โดยถือเป็นรัฐบาลชุดเดียวที่ไม่ได้แถลงนโยบายที่รัฐสภา

"คนแถลงก็รีบแถลง คนฟังก็ลุ้นว่าเมื่อไรจะจบ ๆ เสียที พอจบก็รีบถามกันพอหอมปากหอมคอแล้วรีบแยกย้ายกลับ" นายวิษณุกล่าวไว้ในหนังสือ "หลังม่านการเมือง"

แต่ถึงกระนั้น นชป. นำโดยนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ได้กลับมาปิดล้อมรัฐสภาในวันที่ 7 เม.ย. 2553 ทลายประตูรั้วและบุกเข้ามาถึงตัวอาคาร โดยอ้างว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้โยนระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกคอกวัว เมื่อ 10 เม.ย. 2553 เป็นผลให้ ครม. ส.ส. และ ส.ว. หนีกระจัดกระเจิงออกจากรัฐสภาไปคนละทิศทาง

ท่านประธานที่เคารพ

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยมีประธานรัฐสภามาแล้ว 30 คน ในจำนวนนี้มี 19 คนที่มีโอกาสขึ้นทำหน้าที่ "ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ" ภายในรัฐสภาแห่งที่ 2

แม้ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว แต่สมาชิก "สภาห้าร้อย" มักกล่าวขึ้นต้นประโยคว่า "ท่านประธานที่เคารพ" ราวกับเป็นคำพูดติดปากก่อนเปิดฉากสาดน้ำลายใส่กัน นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ประธานรัฐสภาคนที่ 23 เคยบอกกับคนการเมืองใกล้ชิดและกระจิบข่าวว่าถ้าเริ่มเรียกอย่างนี้เมื่อไร แปลว่าต่อจากนั้นเขาจะ "แขวะ-แว้ง-วิจารณ์" เอาท่านประธานเข้าให้แล้ว

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

แต่สำหรับ "ท่านประธาน" ที่เก้าอี้สั่นคลอนที่สุด หนีไม่พ้น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาคนที่ 29 และประธานสภาฯ ชุดที่ 23 เพราะไม่เพียงถูกกระทำย่ำยีทางวาจา แต่ยังหวิดโดนทำร้ายร่างกายในระหว่างการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ จำนวน 4 ฉบับ เสนอโดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ระหว่าง 30-31 พ.ค. 2555

ร่างกฎหมายดังกล่าวนำมาสู่ความ "ไม่ปรองดอง" อย่างหนัก เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ปะทะคารม-ประท้วง-เป่าปากโห่ฮาอยู่เกือบตลอดเวลาของการอภิปรายหลายชั่วโมง กระทั่งช่วงเย็น นายสมศักดิ์ชิงตัดบท-สั่งให้ลงมติเลื่อนเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็น "เรื่องด่วน" เป็นผลให้ฝ่ายค้านทิ้งเก้าอี้ตัวเองแล้ว "บุกไปล้อมบัลลังก์ประธาน" นอกจากนี้ยังมี ส.ส. บางส่วนพยายามยื้อยุดฉุดตัวนายสมศักดิ์ลงจากเก้าอี้ จน ส.ส. รัฐบาลต้องปรี่เข้าเป็น "โล่กำบัง" ประธาน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาได้เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณบัลลังก์ประธาน นำตัวนายสมศักดิ์ออกนอกห้อง และสั่งพักการประชุม

ในระหว่าง "พักยก" เหตุชุลมุน ยังมีควันหลงเกิดขึ้นจากเหตุ ส.ส. หญิงของ 2 พรรคใหญ่แย่งยื้อเก้าอี้ประธาน โดยฝ่ายค้านอ้างว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่ต้องการให้นายสมศักดิ์กลับมานั่งเก้าอี้-ทำหน้าที่ต่อ

Image copyright STR/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ เป็นเจ้าของฉายา "ขุนค้อน" แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ฝ่ายค้านตะโกนต่อว่าเขาว่า "รับงาน" และเป็น "ค้อนปลอมตราดูไบ"

อุณหภูมิการเมืองร้อนแรง-คุกรุ่นข้ามคืน เพราะพลันที่นายสมศักดิ์กลับขึ้นบัลลังก์ในเช้าวันรุ่งขึ้น และพยายามเร่งรัดขอมติจากสมาชิกให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ก็ขว้างปาแฟ้มเอกสารและสิ่งของไปยังที่นั่งประธาน จนถูกหน้าอกข้างซ้ายของเขาเข้า ก่อนที่นายสมศักดิ์จะเตลิดออกจากบัลลังก์อีกครั้ง

เหตุการณ์นี้ถูกสื่อมวลชนประจำรัฐสภายกให้เป็น "เหตุการณ์แห่งปี 2555" พร้อมแนบเหตุผลประกอบว่า "สร้างความเสื่อมเสียให้กับรัฐสภาเป็นอย่างมาก และเป็นข่าวไปทั่วโลก"

ห้องยูเอ็น

เป็นเรื่องปกติของคนการเมืองไทยที่จะเข้าใจว่าห้องประชุมสภาฯ คือ "เวทีเปิดการแสดงทางการเมือง" ที่ต้องอวดสมอง-ประลองฝีปาก-แสดงความทุกข์ร้อนกับปัญหาน้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางดินลูกรัง เพื่อให้ประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เห็นผ่านทีวีว่า "ส.ส. บ้านฉัน" กำลังทำงาน นั่นทำให้เกิดการชิงซีนและเฉือดเชือนคารมกันเป็นปกติ แต่พอลาเวทีหลังปิดประชุม พักประชุม หรือพักรับประทานอาหาร ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลก็กลับมาเป็น "เพื่อน" กันดังเดิม โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเดินเข้า "ห้องยูเอ็น"

Image copyright BBC Thai

ห้องอาหารขนาดใหญ่ที่ชั้น 2 ของอาคารรัฐสภา 1 ซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องประชุมรัฐสภาถูกขนานนามว่า "ห้องยูเอ็น" อันหมายถึงห้องที่นักการเมืองทุกขั้วอำนาจสามารถร่วมรับประทานอาหาร-แลกเปลี่ยน-พูดคุยกันได้อย่างไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบองค์การสหประชาชาติ

ใครเป็นผู้ตั้งฉายา "ห้องยูเอ็น" คนแรกไม่มีข้อมูลแน่ชัด แต่อดีต ส.ส. ที่นั่งในสภามากว่า 30 ปีบอกบีบีซีไทยว่าสภาพการณ์เริ่มเปลี่ยนไปในยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ที่มีการ "แยกสำรับกับข้าว-แยกโต๊ะ-แยกมุมนั่ง" และชัดเจนขึ้นเมื่อเกิด "วิทยาคาเฟ่" ในอีกมุมหนึ่งของรัฐสภา จัดโดยนายวิทยา บุรณศริ อดีต ส.ส. พระนครศรีอยุธยา และอดีตประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)

เมื่อฝ่ายค้านและรัฐบาลไม่มี "บทสนทนา" หลังเวที บรรยากาศในสภาฯ จึงดุ-เดือดดาลกว่าที่เคยเป็นมา

สัตว์เลี้ยง-สัตว์(ลาง)ร้ายประจำรัฐสภา

สภาหินอ่อนไม่เพียงเป็นสถานที่ชุมนุมของคนการเมือง ยังเป็นจุดชุมนุมของสัตว์ไม่ได้รับเชิญอย่างตัวเงินตัวทองและอีกา ซึ่งโผล่มาทีไรก็ตกเป็นข่าวขึ้นหน้า 1 แทบทุกครั้ง เพราะจะมีหมอดู-หมอเดาออกมาทำนายทายทักต่าง ๆ ว่าเป็น "ลางร้าย" ของรัฐบาล

แต่สำหรับ "เพื่อนรักสี่ขา" อย่างสุนัขที่แม้ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของรัฐสภา แต่พวกมันกลายเป็น "แขกรับเชิญ" ให้เข้ามาเดินเล่นในรัฐสภาเมื่อปี 2530 หลังฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม. ทั้งคณะในรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ แต่ญัตติถูกคว่ำลงเมื่อ ส.ส. 15 คนขอถอนชื่อออกไป

"มันเป็นการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามฤดูกาล แต่รัฐบาลล็อบบี้ ส.ส. ให้ถอนชื่อ ทำให้ฝ่ายค้านผิดหวังหนัก วันนั้นก็มีคนเอาสุนัขหลายตัวมาปล่อยบริเวณสภา โกนขนมาอย่างดีเลย แล้วก็เขียนชื่อ ส.ส. ที่ถอนชื่อออกไปไว้ที่ตัวของสุนัขเรียกว่า 'จารึกชื่อลงบนหนังหมา' มีคนมาถ่ายรูปเต็มเลย งานนั้นจับมือใครดมไม่ได้ และก็น่าสงสารสุนัขนะที่ถูกโกนขน เหมือนเป็นการทำร้ายสัตว์" นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรี และอดีต ส.ส. อ่างทอง วัย 67 ปี ทบทวนความหลังกับบีบีซีไทย

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงประจำรัฐสภาจริง ๆ ก็มีปลาคาร์พกว่า 500 ตัวที่ว่ายวนเวียนอยู่ในบ่อกว้าง 9 เมตร ยาว 27 เมตร ซึ่งสร้างขนานไปกับตัวอาคารรัฐสภา 1 เพื่อช่วยหย่อนใจให้บรรดาสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่มาถกเถียงเหตุบ้านเมืองการเมืองกันหน้าดำหน้าแดงภายในสภาฯ ทว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่หัวข้ออภิปรายของผู้แทนราษฎรกลายเป็นเรื่องปลาคาร์พ เบียดแซงวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 เมื่อ 23 ส.ค. 2556 เมื่อคนตาดีพบว่าปลาเหล่านี้เกาะกลุ่มนอนนิ่งในบ่อ ไม่ยอมว่ายน้ำ และมี 2 ตัวที่ตายไปแล้ว อีกทั้งยังมีมือมืดโปรยใบปลิววิจารณ์ผู้มีอำนาจที่ปล่อยให้ปลาตายยกบ่อ จนนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและตามตัวนักวิชาการกรมประมงมาหาสาเหตุปลาตายกันยกใหญ่

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ข่าวที่เกี่ยวข้อง