เอล ชาโป : 15 เรื่องน่าตะลึงจากห้องพิจารณาคดีราชายาเสพติดชื่อดังชาวเม็กซิกัน

  • 15 กุมภาพันธ์ 2019
Assistant U.S. Attorney Amanda Liskamm points at the accused Mexican drug lord Joaquin "El Chapo" Guzman (R) while delivering rebuttal during the trial of Guzman in this courtroom sketch in Brooklyn federal court in New York City Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายฮัวคิน "เอล ชาโป" กุซมาน ถูกตัดสินให้มีความผิดทั้ง 10 ข้อหาตามที่อัยการยื่นฟ้อง

การพิจารณาคดีของนายฮัวคิน "เอล ชาโป" กุซมาน ราชายาเสพติดชาวเม็กซิกันที่ถูกนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเรื่องราวที่น่าตกตะลึงเกี่ยวกับเส้นทางชีวิตของอาชญากรชื่อดังผู้นี้

ในการพิจารณาคดีที่ศาลนครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะลูกขุนตัดสินว่า นายกุซมาน มีความผิดทั้ง 10 ข้อหาตามที่อัยการยื่นฟ้อง ซึ่งรวมถึงการส่งโคเคนและเฮโรอีนหลายร้อยล้านตันไปขายในสหรัฐฯ การครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย และการฟอกเงิน

ขณะนี้ศาลยังไม่ได้กำหนดบทลงโทษต่อหัวหน้าแก๊งซีนาโลอา ซึ่งเป็นขบวนการค้ายาเสพติดใหญ่ที่สุดในโลก วัย 61 ปีผู้นี้ แต่คำตัดสินดังกล่าวอาจทำให้เขาได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต

ต่อไปนี้คือคำให้การที่น่าตกตะลึงของเหล่าพยานในระหว่างการพิจารณาคดีที่กินเวลาถึง 3 เดือน เพราะข้อกล่าวหาบางเรื่องมีความพิลึกพิลั่นไม่ต่างไปจากพล็อตเรื่องในหนังฮอลลีวูด

1. ห้องเชือดไฮเทค

นายเอ็ดการ์ กัลแวน ให้ปากคำต่อศาลเมื่อเดือน ม.ค.ว่า นายอันโตนิโอ "จากัวร์" มาร์รูโฟ นักฆ่าคนสนิทของนายกุซมานมี "ห้องเชือด" อยู่ในคฤหาสน์ของราชายาเสพติดผู้นี้ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพรมแดนสหรัฐฯ

นายกัลแวน บอกว่า ห้องดังกล่าวมีการต่อท่อน้ำทิ้ง เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บกวาดทำความสะอาดหลังจากสังหารคน โดยภายในห้องมีการติดกระเบื้องสีขาวที่เก็บเสียงได้

"ในบ้านหลังนั้น ไม่มีใครรอดชีวิตออกมาได้" นายกัลแวน กล่าว

พยานรายนี้ระบุว่า หน้าที่ของเขาในแก๊งซีนาโลอา คือการลักลอบขนอาวุธเข้าสหรัฐฯ เพื่อให้นายมาร์รูโฟใช้ "กำจัด" บรรดาคู่แข่ง โดยปัจจุบันทั้งเขาและนายมาร์รูโฟ ต่างรับโทษจำคุกในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน

2. ข่มขืนเด็กสาว "ให้ชีวิตเขา"

เอกสารที่เปิดเผย 2 วันก่อนที่คณะลูกขุนจะมีคำตัดสิน เผยให้ทราบเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่น่าตกใจเกี่ยวกับนายกุซมาน จากปากคำของนายอเล็กซ์ ซิฟูเอ็นเต พ่อค้ายาเสพติดชาวโคลอมเบียที่บอกว่าตนคือ "มือขวา" ของนายกุซมาน

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า นายซิฟูเอ็นเต ซึ่งอัยการระบุว่าใช้เวลา 2 ปีในการหลบหนีการจับกุมของทางการกับนายกุซมานแถบเทือกเขาในเม็กซิโก อ้างว่า อดีตเจ้านายของเขาจะมอมยาแล้วข่มขืนเด็กสาว ซึ่งบางคนมีอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น

เขาเล่าว่า หญิงคนหนึ่งชื่อ โคมาเดร มาเรีย มักส่งรูปภาพเด็กสาวให้นายกุซมานและพรรคพวกเลือก และด้วยสนนราคา 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.5 แสนบาท) เธอจะส่งเด็กสาวที่ถูกเลือกไปให้นายกุซมานที่ค่ายพักในเทือกเขา จากนั้นเด็กสาวจะถูกมอมด้วย "สารที่เป็นผงชนิดหนึ่ง" แล้วข่มขืน

เนื้อหาในเอกสารระบุว่า นายกุซมาน เรียกเด็กสาวเหล่านี้ว่า "วิตามินของเขา" และว่าการขืนใจพวกเธอ "ให้ชีวิต" กับเขา

นายซิฟูเอ็นเต กล่าวหาว่า ผู้หญิงคนนี้ยังเป็นตัวกลางการทำข้อตกลงระหว่างนายกุซมานกับประธานาธิบดีเม็กซิโกด้วย อย่างไรก็ตาม ทนายความของนายกุซมาน บอกว่าลูกความของเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด พร้อมชี้ว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้ "มีอคติและไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะใช้ประกอบในการพิจารณาคดี"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ น.ส.เอ็มมา โคโรเนล อดีตนางงามเม็กซิโก ซึ่งแต่งงานกับนายกุซมาน ตอนอายุ 17 ปี

3. ติดสินบนประธานาธิบดีเม็กซิโก 3.1 พันล้านบาท

ข้อกล่าวหาสำคัญข้อหนึ่งมาจากการให้การในชั้นศาลของนายซิฟูเอ็นเต ซึ่งอ้างว่า อดีตประธานาธิบดีเอ็นริเก เปนญา นิเอโต ของเม็กซิโกที่ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2012 - 2018 รับสินบนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.1 พันล้านบาท) จากนายกุซมาน

เขากล่าวหาว่า อดีตผู้นำเม็กซิโก ติดต่อนายกุซมานหลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2012 โดยเรียกเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแลกกับการยุติการไล่ล่านายกุซมาน แต่ราชายาเสพติดรายนี้ต่อรองค่าสินบนลงเหลือ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนายเปนญา นิเอโต ก็ยอมรับไว้

ด้านนายเปนญา นิเอโต ไม่เคยออกมาแสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างเปิดเผย

4. เมียน้อยช่วยธุรกิจมืด

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ กล่าวหาว่า นายกุซมาน ใช้บรรดาภรรยาน้อยของเขาช่วยขยายธุรกิจค้ายาเสพติด และประวัติการส่งข้อความทางมือถือก็เป็นเครื่องยืนยันข้อกล่าวหานี้

การที่นายกุซมานใช้ซอฟต์แวร์ FlexiSPY ในการสอดส่องภรรยา คือ น.ส.เอ็มมา โคโรเนล และผู้หญิงอีกหลายคนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วย ช่วยให้ เอฟบีไอ นำหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าวไปแสดงต่อศาลได้

นายกุซมาน และ น.ส.โคโรเนล ส่งข้อความพูดคุยกันเรื่องลูกสาวหลายข้อความ หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก เดลีนิวส์ รายงานว่า หนึ่งในข้อความที่เขาส่งถึงภรรยาเนื่องในวันเกิดครบ 6 เดือนของลูกสาวเขา นายกุซมาน บอกภรรยาว่า "ลูกสาวของเราช่างกล้าหาญ ผมจะให้ปืน เอเค-47 กับลูก เธอจะได้ร่วมต่อสู้ไปกับผม"

นายคริสเตียน โรดริเกซ อดีตลูกน้อง ให้การต่อศาลว่า นายกุซมาน สอดแนมคนทางโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ ราว 50 คน และว่าราชายาเสพติดรายนี้มักเปิดไมโครโฟนของเหล่าภรรยาน้อยหลังจากวางสายจากพวกเธอไปแล้ว เพื่อ "ดูว่าพวกเธอจะพูดถึงเขาอย่างไร"

หนึ่งในบรรดาภรรยาน้อยของเขาคือ น.ส.ออกุสตินา คาบานิยาส อาคอสตา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยนายกุซมานทำข้อตกลงธุรกิจค้ายาในภูมิภาค และข้อความที่ส่งถึงกันนอกจากจะเป็นบทสนทนาหวาน ๆ ตามประสาคู่รักแล้ว ยังมีการหารือกันเรื่องการขนส่งและค้ายาเสพติดอีกด้วย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ น.ส.ลูเซอโร กวดอาลูเป ซานเชซ โลเปซ (คนที่ 2 จากซ้ายมือ) ภรรยาน้อยของนายกุซมาน (คนที่ 2 จากขวามือ) ให้การต่อศาล ขณะที่ น.ส.โคโรเนล (คนขวาสุด) ภรรยาหลวงนั่งฟังอยู่ด้วย

5. ศัตรูถูกฝังทั้งเป็น

คำให้การที่ชวนขนลุกที่สุดในคดีนี้มาจากปากคำของนายอิสยาส์ วาลเดซ ริออส อดีตบอดี้การ์ดของนายกุซมานที่เล่าว่า เห็นอดีตเจ้านายทำร้ายร่างกายชายอย่างน้อย 3 คนอย่างโหดเหี้ยม ก่อนที่จะลงมือสังหารพวกเขาอย่างเลือดเย็น

นายวาลเดซ ริออส บอกว่า ชาย 2 คนแรกเป็นอดีตสมาชิกแก๊งซีนาโลอา แต่ได้แปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับแก๊งค้ายาคู่อริที่ชื่อ ลอส เซตาส ซึ่งนายกุซมานได้ตราหน้าว่าพวกเขาเป็นคนทรยศ แล้วสั่งการให้ลูกน้องจับตัวชายทั้งสองมา จากนั้นนายกุซมานได้ลงมือซ้อมทรมานพวกเขานานกว่า 3 ชั่วโมง

"พวกเขามีสภาพเหมือนตุ๊กตาไม่มีผิด กระดูกหักทั้งตัว และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย" นายวาลเดซ ริออส กล่าวต่อหน้าคณะลูกขุน จากนั้นทั้งสองถูกนำตัวไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งมีกองไฟขนาดใหญ่ ซึ่งนายกุซมานได้สาปแช่งแต่ละคนก่อนที่จะใช้ปืนไรเฟิลจ่อยิงที่หัวของพวกเขา พร้อมกับสั่งลูกสมุนให้โยนร่างทั้งสองเข้ากองไฟ แล้วกำชับว่าไม่ต้องการให้หลงเหลือร่องรอยของชายทั้งสองไว้แม้แต่กระดูก

ส่วนชายอีกคนที่นายวาลเดซ ริออสได้เห็นถูกสังหารนั้น เป็นสมาชิกแก๊งคู่อริ "อาเรียลยาโน เฟลิกซ์" โดยเหยื่อรายนี้ถูกทรมานโดยการใช้ที่จุดบุหรี่ในรถจี้และใช้เตารีดนาบตามร่างกาย จากนั้นถูกนำตัวไปยังสุสานแห่งหนึ่งในสภาพที่ถูกมัดมือมัดเท้าและถูกปิดตา

นายวาลเดซ ริออส เล่าว่า นายกุซมานเค้นถามข้อมูลจากเหยื่อรายนี้ ก่อนจะใช้ปืนยิง โดยชายคนนี้ยังหายใจพะงาบ ๆ อยู่ตอนที่เขาถูกโยนลงหลุมและฝังทั้งเป็น

6. การแหกคุกอันลือลั่น

ความลับเบื้องหลังการหลบหนีออกจากเรือนจำที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงสุดของเม็กซิโกเมื่อปี 2015 ของนายกุซมาน ได้รับการเปิดเผยโดยอดีตสมาชิกแก๊งค้ายาเสพติดของเขา

นายดามาโซ โลเปซ ให้การต่อศาลว่า ภรรยาและลูกชายของนายกุซมานเป็นผู้ร่วมวางแผนการแหกคุกตั้งแต่ต้น

โดยในการประชุมลับเมื่อปี 2014 น.ส.โคโรเนล ภรรยาของนายกุซมาน เป็นผู้นำรายละเอียดแผนการหลบหนีที่เธอได้รับมาจากสามีที่อยู่ในเรือนจำมาส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายกุซมานหลบหนีออกจากห้องขังด้วยการนั่งรถจักรยานยนต์ที่มีการดัดแปลงสภาพไปตามอุโมงค์

จากนั้นลูกชายของนายกุซมาน ได้ซื้อที่ดินใกล้กับเรือนจำ แล้วก็เริ่มขุดอุโมงค์ที่จะใช้เป็นเส้นทางหลบหนี ส่วนอีกด้าน มีการลักลอบนำอุปกรณ์จีพีเอสเข้าไปในเรือนจำเพื่อให้ทราบตำแหน่งที่แม่นยำของห้องขังนายกุซมาน

นายโลเปซ ระบุว่า อุโมงค์ที่ใช้หลบหนียาว 1.6 กม.ต้องใช้เวลาสร้างหลายเดือน ซึ่งระหว่างนั้น นายกุซมาน บ่นว่าการขุดเจาะส่งเสียงดังไปถึงห้องขังของเขา ขณะเดียวกันการเจาะพื้นคอนกรีตที่อยู่ใต้ห้องขังก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก

แม้จะเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ แต่แผนการนี้ก็สำเร็จลุล่วง โดยเมื่อเดือน ก.ค. 2015 นายกุซมานได้หลบหนีออกจากห้องขังด้วยการนั่งรถจักรยานยนต์ที่มีการดัดแปลงสภาพไปตามอุโมงค์ได้สำเร็จ

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
กล้องวงปิดเผยให้เห็นนาทีที่นายกุซมานหลบหนีออกจากห้องขังทางอุโมงค์ใต้ดิน เมื่อปี 2015

7. การหลบหนีในสภาพเปลือยเปล่า

น.ส.ลูเซอโร กวดอาลูเป ซานเชซ โลเปซ ภรรยาน้อยอีกคนของนายกุซมาน ให้การต่อศาลถึงเหตุการณ์ที่ราชายาเสพติดรายนี้หลบหนีการจับกุมของหน่วยนาวิกโยธินเม็กซิโกเมื่อปี 2014 ว่า เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าเซฟเฮาส์ จากนั้นนายกุซมาน ได้วิ่งหนีไปทั้งร่างกายที่เปลือยเปล่า โดยใช้อุโมงค์ลับที่อยู่ใต้อ่างอาบน้ำ แล้วเดินไปตามเส้นทางหลบหนีที่เต็มไปด้วยโคลนตมนานร่วมหนึ่งชั่วโมงกว่าจะหนีเจ้าหน้าที่พ้น

ตอนที่ น.ส.โลเปซ เริ่มร้องไห้ระหว่างให้การต่อศาลนั้น น.ส.โคโรเนล ภรรยาของนายกุซมาน ก็หัวเราะขึ้นมากลางห้องพิจารณาคดี โดยหลังจากเหตุการณ์หลบหนีดังกล่าวเพียงไม่กี่วัน นายกุซมาน ก็ไม่รอดพ้นจากเงื้อมมือของทางการ โดยเขาถูกบุกเข้าจับกุมในสภาพเปลือยเปล่าขณะที่กำลังอยู่บนเตียงกับ น.ส.โคโรเนล

8. ปืนฝังเพชร

Image copyright Reuters

นายกุซมาน มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้ชื่นชอบความหรูหรา ไม่เว้นแม้แต่บรรดาอาวุธที่เขาสะสม

หนึ่งในอาวุธราคาแพงที่เขาเป็นเจ้าของก็คือ ปืนพกด้ามฝังเพชร และปืนกลเอเค-47 ที่ตัวกระบอกตกแต่งด้วยทองคำ

9. สั่งฆ่าเพราะเมินจับมือ

นายเฆซุส ซัมบาดา พยานปากเอกของคดีนี้ ให้การต่อศาลว่า นายกุซมาน สั่งเก็บน้องชายของหัวหน้าแก๊งค้ายาอื่นเพราะไม่ยอมจับมือกับเขา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ นายโรโดลโฟ ฟูเอ็นเตส พบกับนายกุซมานเพื่อทำข้อตกลงสงบศึกระหว่างแก๊ง "ตอนที่นายฟูเอ็นเตสจะกลับ นายกุซมานยื่นมือให้เขาจับ พร้อมพูดว่า 'แล้วเจอกันใหม่' แต่นายฟูเอ็นเตสกลับเดินออกไปโดยไม่แยแส"

หลังจากนั้นไม่นาน นายฟูเอ็นเตสและภรรยาถูกยิงเสียชีวิตด้านนอกโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง

10. สั่งตายเพราะโกหก

อดีตหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดชาวเม็กซิกันคนหนึ่งให้การต่อศาลว่า นายกุซมาน เคยสั่งเก็บลูกพี่ลูกน้องของตัวเองเพราะโกหกเขา

เหยื่อรายนี้คือนายฆวน กุซมาน ซึ่งบอกกับนายกุซมานว่าเขาจะเดินทางออกนอกเมือง แต่กลับมีคนเห็นว่าเขาอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเมือง

"อดีตเพื่อนของผมโกรธมาก เพราะลูกพี่ลูกน้องโกหกเขา" ดังนั้นเขาจึงใช้กรณีนี้เป็นการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" ด้วยการสั่งสอบสวนและสังหารเขา ส่วนเลขาของนายฆวน กุซมาน ที่อยู่ด้วยก็ถูกฆ่าเช่นกัน

น.ส.โลเปซ ภรรยาน้อยของนายกุซมาน ซึ่งอยู่ด้วยตอนที่สามีได้รับข่าวการตายของลูกพี่ลูกน้อง ให้การต่อศาลว่า "เขาบอกตอนนั้นว่า ใครก็ตามที่หักหลังเขาจะต้องตาย...ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือผู้หญิง พวกเขาต้องตายสถานเดียว"

11. ส่งออกโคเคนปริมาณพอสำหรับคนอเมริกันทั้งประเทศ

นายอดัม เฟลส์ ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงเปิดคดีว่า นายกุซมานส่งโคเคนไปขายยังสหรัฐฯ ในปริมาณมหาศาล เทียบเท่ากับหน่วยการเสพ 328 ล้านหน่วย ซึ่งเพียงพอสำหรับคนอเมริกันทั้งประเทศ

นายซัมบาดา พยานปากเอกของคดี ระบุว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งในปี 1994 นายกุซมาน สั่งให้จมเรือที่บรรทุกโคเคน 20 ตัน เพื่อเลี่ยงการถูกจับ

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ทางการสหรัฐฯ กล่าวหาว่า นายกุซมาน เป็นผู้บงการการฆาตกรรม ทำร้ายร่างกาย ลักพาตัว และทรมาน คู่อริหลายร้อยคน

12. ซ้อมยิงบาซูก้า

ในระหว่างการไต่สวนคดีนี้ มีพยานให้การว่า นายกุซมาน เคยซ้อมยิงเป้าด้วยบาซูก้า เพื่อผ่อนคลายในระหว่างการพักผ่อนกับครอบครัว

นายซัมบาดา ระบุว่า นายกุซมานนำเครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังที่ว่านี้ติดตัวไปด้วยระหว่างการเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวเมื่อปี 2005 และตัดสินใจ "ทดลองใช้" อาวุธดังกล่าวหลังจากเสร็จการซ้อมยิงเป้าด้วยปืนไรเฟิลจู่โจมแล้ว

13. งบ "สินบน" 1.5 พันล้านบาท

นายซัมบาดา ให้การว่า นายกุซมาน ได้กันงบ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.55 พันล้านบาท) ไว้เป็นค่าสินบนให้ นายการ์เซีย ลูนา อดีตรัฐมนตรีด้านความปลอดภัยสาธารณะเพื่อให้เขาแต่งตั้งตำรวจที่ทุจริตไปควบคุมหน่วยงานต่าง ๆ

นายซัมบาดา เล่าว่า เขาเป็นผู้นำกระเป๋าเอกสารที่อัดแน่นด้วยเงินสดไปให้นายลูนา แต่เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหารับสินบนครั้งนี้

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายกุซมาน เป็นราชายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดที่ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในศาลสหรัฐฯ

14. "นักบุญแห่งยาเสพติด" ในศาล

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ รายงานว่า มีคนสังเกตเห็น รูปปั้นความสูง 6 นิ้ว (15 ซม.) ของวีรบุรุษนอกกฎหมายที่ถูกยกให้เป็น "นักบุญแห่งยาเสพติด" ของชาวเม็กซิกัน ตั้งอยู่ที่ชั้นวางของในห้องประชุมที่ทีมทนายความของนายกุซมานใช้ในศาล

รูปปั้นดังกล่าวเป็นรูปปั้นนายเฆซุส มัลเวอร์ดี ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษในเม็กซิโก คล้ายกับ "โรบินฮูด" ในตำนานของชาวอังกฤษ ที่ปล้นเงินคนรวยไปให้คนจนในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900

15. สวนสัตว์ส่วนตัว

นายมาร์ติเนซ หนึ่งในพยานให้การต่อศาลว่า นายกุซมาน มีฐานะร่ำรวยจากธุรกิจผิดกฎหมายมาก ถึงขั้นมีสวนสัตว์ส่วนตัวอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งของเขา นอกจากนี้ยังมีบ้านริมทะเลราคา 310 ล้านบาท และเรือสำราญที่ตั้งชื่อเดียวกับเขาด้วย

สวนสัตว์ดังกล่าวสร้างขึ้นช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 มีทั้งสิงโต เสือ และจระเข้ รวมทั้งรถไฟขนาดเล็กให้แขกของเขานั่งชมสวนสัตว์ด้วย ที่บ้านหลังนี้ยังมีสระว่ายน้ำ และสนามเทนนิสอยู่ใกล้ ๆ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม